ฐานกฎหมาย องค์กร ระบบสมาชิก เขต และหน่วยเลือกตั้ง
ฐานกฎหมาย องค์กร และระบบการเลือกตั้ง — การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยฉบับที่ 2 พ.ศ. 2566 ตลอดจนระเบียบ ประกาศ และคําสั่งของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ออกตามกฎหมาย การใช้บทบัญญัติจึงต้องอ่านฉบับเดิมควบคู่กับฉบับแก้ไขและเอกสารลําดับรองที่มีผลใช้บังคับในคราวเลือกตั้งนั้น สถานะ องค์ประกอบ และหลักการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง — คณะกรรมการการเลือกตั้งเป็น องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ มีกรรมการ 7 คน ใช้อํานาจตามรัฐธรรมนูญ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ
และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง. ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต เที่ยงธรรม กล้าหาญ ปราศจากอคติ และไม่อยู่ใต้อาณัติของฝ่ายการเมืองหรือผู้มีส่วนได้เสีย. ภารกิจหลักครอบคลุมการจัดหรือดําเนินการให้มีการเลือกตั้ง การเลือก ส.ว. และประชามติ ตลอดจนควบคุมให้สุจริตเที่ยงธรรมและชอบด้วยกฎหมาย. มีอํานาจสืบสวน ไต่สวน วินิจฉัย หรือดําเนินการตามขั้นที่กฎหมายกําหนด รวมทั้งออกระเบียบ ประกาศ คําสั่ง และแต่งตั้งผู้ปฏิบัติงาน. สํานักงาน กกต. เป็นหน่วยธุรการ ไม่ใช่องค์กรที่จะใช้อํานาจแทนคณะกรรมการได้เองทุกเรื่อง; ต้องดูบทมอบอํานาจและตําแหน่งผู้ลงนาม.
อํานาจควบคุมการเลือกตั้งและมาตรการเมื่อพบความไม่สุจริต — ก่อนหรือระหว่างลงคะแนน พบเหตุไม่สุจริตหรือดําเนินการไม่ชอบ — สั่งระงับ ยับยั้ง แก้ไข เปลี่ยนกรรมการ หรือสั่งออกเสียงและเลือกตั้งใหม่ตามฐานกฎหมายที่ตรงกรณี. ผลนับคะแนนหรือจํานวนบัตรผิดปกติ — ตรวจสอบ สั่งนับใหม่ หรือสั่งลงคะแนนใหม่เมื่อเข้าเงื่อนไข. ผู้สมัครหรือผู้ได้รับเลือกขาดคุณสมบัติ — ใช้ช่องทางคําร้องและศาลที่กฎหมายกําหนด ซึ่งต่างกันตามเหตุและช่วงเวลา. เจ้าหน้าที่ไม่เป็นกลางหรือปฏิบัติหน้าที่บกพร่อง — ถอดถอน เปลี่ยนตัว สั่งพ้นหน้าที่ชั่วคราว หรือดําเนินวินัยและอาญาตามฐานอํานาจ.
จํานวนสมาชิก การแบ่งเขต และหน่วยเลือกตั้ง — สภาผู้แทนราษฎรตามระบบปัจจุบันประกอบด้วยสมาชิกแบบแบ่งเขตเลือกตั้งและแบบบัญชีรายชื่อ การจัดสรรจํานวนเขตให้แต่ละจังหวัดเริ่มจากจํานวนราษฎรตามหลักฐานทะเบียนราษฎร แล้วจึงกําหนดรูปเขตและหน่วยเลือกตั้งโดยคํานึงถึงความเสมอภาคของคะแนน ความต่อเนื่องของพื้นที่ ความสะดวกในการเดินทาง ความเป็นกลาง และการเข้าถึงของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง หลักการแบ่งเขตเลือกตั้ง — จํานวนราษฎรต่อหนึ่งเขตควรใกล้เคียงกัน โดยใช้จํานวนราษฎรตามหลักและเวลาที่กฎหมายกําหนด.
พื้นที่ของเขตต้องติดต่อกัน เว้นแต่เหตุจําเป็นตามภูมิประเทศหรือเงื่อนไขที่กฎหมายรองรับ. คํานึงถึงเขตการปกครอง การเดินทาง ความสะดวกของผู้มีสิทธิ ลักษณะภูมิศาสตร์ และเขตเดิม เพื่อไม่แบ่งพื้นที่โดยไร้เหตุ. กระบวนการต้องมีรูปแบบเขตและการรับฟังความคิดเห็นตามประกาศ กกต. ก่อนประกาศเขตสุดท้าย. เป้าหมายคือความเสมอภาคของคะแนนและการจัดเลือกตั้งที่ปฏิบัติได้จริง ไม่ใช่แบ่งเพื่อเอื้อหรือเสียเปรียบพรรคใด. การจัดสรรจํานวนสมาชิกแบบแบ่งเขตให้แต่ละจังหวัดตามบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง — ใช้จํานวนราษฎรทั่วประเทศตามหลักฐานทะเบียนราษฎรที่ประกาศในปีสุดท้ายก่อนปีที่มีการเลือกตั้ง.
หารจํานวนราษฎรทั้งประเทศด้วย 400 เพื่อหาจํานวนราษฎรเฉลี่ยต่อ ส.ส. แบบแบ่งเขตหนึ่งคน. นําจํานวนราษฎรของแต่ละจังหวัดหารด้วยค่าเฉลี่ย แล้วจัดสรรจํานวนเต็มให้แต่ละจังหวัดก่อน. ถ้ารวมแล้วยังไม่ครบ 400 ให้เพิ่มที่นั่งแก่จังหวัดตามลําดับเศษที่มากที่สุดจนครบ. เมื่อรู้จํานวนที่นั่งของจังหวัดแล้ว จึงออกแบบเขตให้พื้นที่ติดต่อกัน ประชากรใกล้เคียง และเดินทางสะดวก. ฐาน 400 ใช้คํานวณ จํานวนเขตของแต่ละจังหวัด ต่างจากฐาน 100 ที่ใช้คํานวณ ที่นั่งบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรค.
ผู้มีสิทธิ ผู้สมัคร และกระบวนการตรวจคุณสมบัติ
ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง บัญชีรายชื่อ และการไม่ไปใช้สิทธิ — สิทธิเลือกตั้งเกิดจากคุณสมบัติตามบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง ประกอบกับการไม่อยู่ในลักษณะต้องห้ามตาม บทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง และการมีชื่อในบัญชีผู้มีสิทธิของเขตที่เกี่ยวข้อง ผู้มีสิทธิควรตรวจบัญชีและใช้กลไกเพิ่มชื่อ ถอนชื่อ หรือแจ้งเหตุไม่อาจไปใช้สิทธิภายในกําหนด เพราะการไม่ไปใช้สิทธิโดยไม่มีเหตุอันสมควรก่อผลเป็นการจํากัดสิทธิบางประการตามระยะเวลาที่กฎหมายกําหนด คุณสมบัติของผู้มีสิทธิเลือกตั้งตามบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง — สัญชาติ — มีสัญชาติไทย; ผู้แปลงสัญชาติต้องได้สัญชาติไทยมาแล้ว ไม่น้อยกว่า 5 ปี.
อายุ — มีอายุไม่ต่ํากว่า 18 ปีในวันเลือกตั้ง. ทะเบียนบ้าน — มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งมาแล้วไม่น้อยกว่า 90 วันนับถึงวันเลือกตั้ง. เวลาตรวจ — คุณสมบัติต้องครบ ณ วันและจุดเวลาที่มาตรานั้นกําหนด ไม่ใช่วันที่ผู้มีสิทธิไปตรวจรายชื่อ. ขั้นต่อไป — แม้มีคุณสมบัติครบ ยังต้องไม่อยู่ในลักษณะต้องห้ามตามบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง. ชุดตัวเลขสําคัญประกอบด้วย 5 ปี–18 ปี–90 วัน แต่ต้องผูกกับคําให้ถูก: 5 ปีสําหรับผู้แปลงสัญชาติ, 18 ปีคืออายุ, 90 วันคือชื่อในทะเบียนบ้านของเขต. ลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งตามบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง — ภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช — ใช้สิทธิไม่ได้.
อยู่ระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ไม่ว่าคดีถึงที่สุดแล้วหรือไม่ — ใช้สิทธิไม่ได้ตลอดช่วงที่คําสั่งและคําพิพากษามีผล. ต้องคุมขังอยู่โดยหมายของศาลหรือคําสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย — ใช้สิทธิไม่ได้ในวันนั้น. วิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ — ใช้สิทธิไม่ได้. เพียงถูกกล่าวหา ถูกฟ้อง หรือเป็นสมาชิกพรรค — ไม่เป็นลักษณะต้องห้ามโดยตัวมันเอง ต้องมีฐานอื่น. ลักษณะต้องห้ามของ ผู้เลือก สั้นกว่ารายการลักษณะต้องห้ามของ ผู้สมัคร มาก ไม่อาจนําเรื่องหุ้นสื่อ ล้มละลาย หรือข้าราชการจาก บทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง มาตัดสิทธิผู้เลือก.
คุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม และการสมัครรับเลือกตั้ง — ผู้สมัครต้องมีคุณสมบัติครบทั้งด้านสัญชาติ อายุ สมาชิกภาพพรรค และความผูกพันกับจังหวัดสําหรับการสมัครแบบแบ่งเขต พร้อมทั้งไม่อยู่ในลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ การสมัครเป็นผลปลายทางของกระบวนการสรรหาภายในพรรค จึงต้องตรวจทั้งความชอบด้วยกฎหมายของกระบวนการพรรค เอกสารประกอบ ค่าธรรมเนียม และกําหนดเวลาของการยื่นสมัคร คุณสมบัติพื้นฐานของผู้สมัครรับเลือกตั้ง — สัญชาติ — มีสัญชาติไทยโดยการเกิด. อายุ — ไม่ต่ํากว่า 25 ปีนับถึงวันเลือกตั้ง.
สมาชิกพรรค — เป็นสมาชิกพรรคการเมืองเดียวติดต่อกัน ไม่น้อยกว่า 90 วัน นับถึงวันเลือกตั้ง. กรณียุบสภา — ระยะสมาชิกพรรคลดเหลือไม่น้อยกว่า 30 วันนับถึงวันเลือกตั้ง. ผู้สมัครแบบแบ่งเขต — ต้องมีความผูกพันกับจังหวัดตามทางเลือกที่กฎหมายกําหนด. ทุกประเภท — ต้องไม่อยู่ในลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญและบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง. สมาชิกพรรค 90 วันตามปกติ / 30 วันเมื่อเลือกตั้งเพราะยุบสภา เป็นเงื่อนไขผู้สมัคร ไม่ใช่เงื่อนไขผู้มีสิทธิเลือกตั้ง. ความผูกพันกับจังหวัดสําหรับผู้สมัครแบบแบ่งเขต — ทะเบียนบ้าน — มีชื่อในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่สมัครติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 ปีนับถึงวันสมัคร.
เกิด — เกิดในจังหวัดที่สมัคร. ศึกษา — เคยศึกษาในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในจังหวัดนั้นติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 ปีการศึกษา. รับราชการและปฏิบัติหน้าที่ — เคยรับราชการหรือเคยมีชื่อในทะเบียนบ้านในจังหวัดนั้นติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 ปีตามถ้อยคํากฎหมาย. วิธีใช้ — เข้าเงื่อนไขทางใดทางหนึ่งก็พอ แต่ต้องพิสูจน์ด้วยเอกสารและคํานวณระยะให้ตรงจุดเวลา. ข้อเท็จจริงที่ปรากฏเพียง “ทํางานเอกชนในจังหวัด 5 ปี” ยังไม่เท่ากับทุกทางเลือกโดยอัตโนมัติ ต้องเทียบกับถ้อยคําฐานคุณสมบัติที่กฎหมายรับรอง.
| ฐาน | ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง | ผู้สมัครรับเลือกตั้ง |
|---|---|---|
| จุดเริ่ม | ตรวจว่ามีชื่อในบัญชีของหน่วยและเข้าเงื่อนไขวันเลือกตั้ง | ตรวจประเภทการสมัคร เขตหรือบัญชีรายชื่อ และกระบวนการสรรหาของพรรค |
| คุณสมบัติ | สัญชาติ อายุ และความสัมพันธ์กับทะเบียนบ้านตามกฎหมาย | สัญชาติ อายุ สมาชิกพรรค ความผูกพันกับจังหวัด และเงื่อนไขเฉพาะประเภท |
| ลักษณะต้องห้าม | สถานะที่กฎหมายไม่ให้ใช้สิทธิในวันเลือกตั้ง | สถานะ ความประพฤติ ทรัพย์สิน ตำแหน่ง หรือผลประโยชน์ที่ขัดกับการสมัคร |
| การแก้ข้อผิดพลาด | ขอเพิ่มชื่อ ถอนชื่อ หรือแจ้งเหตุไม่อาจไปใช้สิทธิ | ยื่นคำร้องเมื่อไม่รับสมัครหรือไม่ประกาศชื่อผ่านองค์กรกับเวลาที่กำหนด |
| ผลของการตรวจ | ได้รับบัตรและออกเสียงอย่างลับเมื่อแสดงตนถูกต้อง | มีชื่อเป็นผู้สมัคร หาเสียง และรับคะแนน แต่ยังอาจถูกตรวจคุณสมบัติหรือความสุจริตภายหลัง |
เนื้อหาสรุปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาส่วนบุคคล ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต