กลับไปทำข้อสอบวิชานี้

กฎหมายเกี่ยวกับการจราจรทางบก และกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวกับการขนส่งทางบก

คู่มือเชื่อมสภาพรถ สัญญาณ หน้าที่ผู้ขับ จุดตัด ผู้ใช้ทางอื่น อุปกรณ์นิรภัย และอำนาจตรวจเป็นระบบเดียวกัน

4 หัวข้อ · อ่านประมาณ 21 นาที · มีต้นฉบับจาก royalthaipolice.go.th

เปิดเนื้อหาฉบับเต็ม
อ่านฟรีได้ 2 จาก 4 หัวข้อ50%
หัวข้อ 1

ขอบเขต คำนิยาม สภาพรถ สัญญาณ และคำสั่งบนทาง

ขอบเขตและโครงสร้างของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง — พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 เป็นกฎหมายหลักที่กําหนดพฤติกรรมการใช้ทาง สัญญาณ การเดินรถ และอํานาจของเจ้าพนักงาน ส่วนพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 เน้นการจดทะเบียนรถ เครื่องหมาย ภาษี และใบอนุญาตขับรถ และพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 เน้นการประกอบการขนส่ง รถที่ใช้ในการขนส่ง ผู้ประจํารถ และเงื่อนไขของกิจการขนส่ง การพิจารณาเหตุหนึ่งอาจต้องใช้กฎหมายมากกว่าหนึ่งฉบับร่วมกันตามลักษณะบุคคล รถ และกิจกรรม ฐานกฎหมายและฉบับแก้ไขมีหลักว่า กฎหมายหลัก พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 ส่วนฉบับแก้ไขล่าสุดที่ใช้เป็นฐาน พระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ 13) พ.ศ.

2565; ประกาศ 7 พฤษภาคม 2565 และใช้เมื่อพ้น 120 วัน ส่วนกฎหมายลําดับรองสําคัญ กฎกระทรวง ประกาศผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ และข้อกําหนดและประกาศจราจรเฉพาะพื้นที่ ส่วนกฎหมายคู่ขนาน พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 และพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 ใช้เรื่องทะเบียน ใบอนุญาต รถและผู้ประกอบการขนส่ง และมาตรฐานรถตามขอบเขตของแต่ละฉบับ ขอบเขตของกฎหมายสามฉบับที่ใช้ร่วมกันมีหลักว่า จราจรทางบก พฤติกรรมการใช้ทาง สัญญาณ ช่องทาง แซง เลี้ยว หยุดและจอด คนเดินเท้า ความปลอดภัย และอํานาจเจ้าพนักงาน ส่วนรถยนต์ การจดทะเบียน เครื่องหมายและแผ่นป้าย ใบอนุญาตขับรถ ภาษี และลักษณะรถในระบบกฎหมายรถยนต์ ส่วนการขนส่งทางบก ใบอนุญาตประกอบการขนส่ง รถที่ใช้ในการขนส่ง ผู้ประจํารถ เส้นทางและเงื่อนไข และกํากับกิจการขนส่ง

คํานิยาม สภาพรถ อุปกรณ์ และการใช้แสงสว่าง — การใช้บทบัญญัติจราจรต้องเริ่มจากคํานิยามตาม บทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง เพราะคําว่า “ทาง” “รถ” “ผู้ขับขี่” และ “คนเดินเท้า” มีขอบเขตเฉพาะตามกฎหมาย จากนั้นจึงพิจารณาสภาพรถ เครื่องอุปกรณ์ สิ่งที่บรรทุก มลพิษ แผ่นป้าย และทัศนวิสัยตามบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง ถึงบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นเงื่อนไขพื้นฐานก่อนนํารถมาใช้ในทาง คํานิยามตามกฎหมาย — บทบัญญัติที่เกี่ยวข้องมีหลักว่า การจราจร การใช้ทางของผู้ขับขี่ คนเดินเท้า หรือคนที่จูง ขี่ หรือไล่ต้อนสัตว์ ส่วนทาง องค์ประกอบการใช้จราจร เช่น ทางเดินรถ ช่องเดินรถ

ช่องรถประจําทาง ไหล่ทาง ทางเท้า ทางข้าม ทางแยก ทางลาด ทางโค้ง สะพาน และลาน รวมทางเอกชนที่ยินยอมหรือประกาศให้ประชาชนใช้ แต่ไม่รวมทางรถไฟ ส่วนทางเดินรถ พื้นที่จัดไว้สําหรับการเดินรถ ไม่รวมทางเท้า ส่วนช่องเดินรถ ทางเดินรถที่กว้างพอสําหรับรถเดินได้หนึ่งแถว ส่วนรถ ยานพาหนะทางบกทุกชนิด เว้นแต่รถไฟและรถราง ส่วนผู้ขับขี่ ผู้ขับรถ ผู้ประจําเครื่องอุปกรณ์การขนส่ง และผู้ลากเข็นยานพาหนะตามนิยาม ส่วนคนเดินเท้า รวมผู้ใช้เก้าอี้ล้อสําหรับคนพิการหรือรถสําหรับเด็กตามลักษณะที่กฎหมายถือเป็นคนเดินเท้า ส่วนเขตปลอดภัย พื้นที่ในทางที่จัดหรือทําไว้สําหรับให้คนเดินเท้าหยุดรอหรือหลบภัย ส่วนใบอนุญาตขับขี่

ใบอนุญาตตามกฎหมายรถยนต์ กฎหมายการขนส่งทางบก และเอกสารที่กฎหมายให้ถือเสมือน สัญญาณจราจร คําสั่งเจ้าพนักงาน และใบอนุญาตขับขี่ — ระบบสัญญาณจราจรประกอบด้วยไฟ เครื่องหมายเหนือช่องเดินรถ สัญญาณมือและเสียงของเจ้าพนักงาน ตลอดจนสัญญาณจากผู้ขับขี่ เมื่อเจ้าพนักงานจราจรให้คําสั่งแตกต่างจากไฟหรือเครื่องหมาย ผู้ใช้ทางต้องปฏิบัติตามคําสั่งเจ้าพนักงานตาม บทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง และยังต้องใช้ความระมัดระวังเพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายแก่ผู้ใช้ทางรายอื่น ลําดับการเชื่อฟังสัญญาณต้องเริ่มจากมองคําสั่งและสัญญาณเจ้าพนักงานจราจรที่ควบคุมเหตุเฉพาะหน้า จากนั้นหากเจ้าพนักงานกําหนดการเดินรถต่างจากไฟหรือเครื่องหมาย

ให้ทําตามเจ้าพนักงานตามบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง จากนั้นเมื่อไม่มีคําสั่งเฉพาะหน้า ให้ทําตามไฟ เครื่องหมาย ช่องทาง และข้อบังคับที่ติดตั้งหรือทําให้ปรากฏ จากนั้นทุกกรณียังต้องควบคุมรถด้วยความระมัดระวัง ไม่ใช้ “ได้สิทธิ” เป็นเหตุฝ่าอันตราย สัญญาณไฟหลัก — บทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง มีหลักว่า เหลืองอําพัน เตรียมหยุดหลังเส้นหยุด; ถ้าเลยเส้นหยุดไปแล้วจึงเลยไปได้ ส่วนแดงและป้ายแดง “หยุด” หยุดหลังเส้นให้รถหยุด ส่วนลูกศรเขียว หรือแดงพร้อมลูกศรเขียว ไปตามทิศลูกศรด้วยความระมัดระวัง และให้สิทธิคนเดินเท้าในทางข้ามหรือรถที่มาทางขวาก่อน ส่วนเหลืองกระพริบ ลดความเร็วและผ่านด้วยความระมัดระวัง

ลำดับฐานที่ควรตรวจก่อนตัดสินพฤติกรรมบนทาง
ฐานตรวจสิ่งที่พิจารณาเหตุที่ต้องตรวจก่อน
กฎหมายที่ใช้เป็นเรื่องทะเบียน กิจการขนส่ง หรือพฤติกรรมจราจรป้องกันการนำเงื่อนไขกับโทษจากคนละฉบับมาปะปน
คำนิยามชนิดรถ ทาง ผู้ขับ คนเดินเท้า รถฉุกเฉิน และสถานที่เกิดเหตุถ้อยคำกำหนดว่าบทใดใช้กับบุคคลหรือพื้นที่นั้น
สภาพรถเครื่องบังคับ ไฟ ป้าย อุปกรณ์ และทัศนวิสัยรถที่ไม่ปลอดภัยอาจถูกห้ามใช้แม้ผู้ขับปฏิบัติตามสัญญาณ
คำสั่งและสัญญาณคำสั่งเจ้าพนักงาน สัญญาณไฟ ป้าย เครื่องหมาย และกติกาทั่วไปเมื่อคำสั่งเฉพาะขัดกับสัญญาณทั่วไปต้องรู้ฐานที่ใช้บังคับก่อน
ผู้ขับใบอนุญาต สภาพร่างกาย ความพร้อม และหน้าที่พกหรือแสดงหลักฐานสถานะผู้ขับอาจเป็นความผิดแยกจากพฤติกรรมการขับในเหตุเดียวกัน
หัวข้อ 2

หน้าที่ผู้ขับ ช่องทาง การแซง การเลี้ยว หยุด และจอด

หน้าที่พื้นฐานของผู้ขับ การใช้ช่องทาง โทรศัพท์ และสารมึนเมา — หน้าที่ของผู้ขับไม่ได้จํากัดอยู่ที่การรักษาความเร็ว แต่รวมถึงการระวังคนเดินเท้า การขับชิดซ้าย การให้สัญญาณก่อนเปลี่ยนทิศทาง การเคลื่อนรถออกจากที่จอด และการไม่ขับในสภาพหรือด้วยวิธีที่กฎหมายห้าม บทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง จึงเป็นบทแกนกลางที่ต้องอ่านร่วมกับหลักเกณฑ์เรื่องโทรศัพท์ การตรวจแอลกอฮอล์ และกฎหมายลําดับรองที่ใช้บังคับในปัจจุบัน หน้าที่ต่อคนเดินเท้า — บทบัญญัติที่เกี่ยวข้องมีหลักว่า ใช้ความระมัดระวังไม่ให้รถชนหรือโดนคนเดินเท้า ไม่ว่าคนเดินเท้าอยู่ส่วนใดของทาง นอกจากนี้ ให้สัญญาณเตือนเมื่อจําเป็น นอกจากนี้

ใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษต่อเด็ก คนชรา หรือคนพิการที่กําลังใช้ทาง นอกจากนี้ การมีสิทธิทางไม่ได้ลบหน้าที่ระวัง; เห็นเด็กลังเลหรือผู้สูงอายุข้ามช้า ต้องลดความเร็วและพร้อมหยุด ขับชิดซ้ายและข้อยกเว้น — บทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง–35มีหลักว่า บทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง ขับด้านซ้ายและไม่ล้ํากึ่งกลาง เว้นด้านซ้ายมีสิ่งกีดขวาง ทางเดินรถเป็นทางเดียว หรือกว้างไม่ถึง 6 เมตร ส่วนรถช้ากว่ากระแส ฉบับที่ 13 กําหนดให้รถช้าหรือช้ากว่ารถทิศเดียวกันอยู่ใกล้ขอบซ้ายเท่าที่ทําได้ ส่วนรถบรรทุกและรถโดยสารและจักรยานยนต์บนทางหลายช่อง

โดยหลักใช้ช่องซ้ายสุดหรือใกล้ช่องรถประจําทางและชิดซ้าย เว้นกรณีที่บทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง อนุญาต ส่วนข้อยกเว้นฉบับที่ 13 วรรคเรื่องรถบรรทุกและโดยสารและจักรยานยนต์ไม่ใช้กับรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลน้ําหนักไม่เกิน 2,200 กก. และรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คนตามกฎหมายรถยนต์ ให้สัญญาณก่อนเคลื่อน — บทบัญญัติที่เกี่ยวข้องมีหลักว่า เลี้ยว เปลี่ยนช่อง จอด หรือหยุด ให้สัญญาณมือและแขน ไฟ หรือสัญญาณอื่นล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 เมตร ส่วนให้รถอื่นผ่านและแซง

หรือจะลดความเร็ว สัญญาณต้องให้ผู้ขับอื่นเห็นได้ในระยะไม่น้อยกว่า 60 เมตร ส่วนทัศนวิสัยและสภาพรถทําให้มองสัญญาณมือไม่เห็น ต้องใช้ไฟสัญญาณ ส่วนเปิดไฟพร้อมหักพวงมาลัยทันที ไม่พอ เพราะไม่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้อื่นรับรู้และหลีกได้ปลอดภัย การแซง การเลี้ยว การหยุด และการจอด — การแซงและการเปลี่ยนทิศทางเป็นการเคลื่อนที่ที่เพิ่มความเสี่ยง จึงต้องตรวจทั้งตําแหน่งรถ สัญญาณ ระยะมองเห็น ช่องทาง รถที่ตามมา และข้อห้ามเฉพาะพื้นที่ ส่วนการหยุดและการจอดมีความหมายและผลต่างกัน การวินิจฉัยจึงต้องแยกประเภทการกระทําก่อนตรวจสถานที่และข้อยกเว้นตามบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง ถึง บทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง

เริ่มแซง — บทบัญญัติที่เกี่ยวข้องต้องเริ่มจากตรวจว่าบริเวณนั้นไม่อยู่ในข้อห้ามแซง จากนั้นทางไม่แบ่งช่อง: ให้สัญญาณด้วยกระพริบไฟหน้า ไฟเลี้ยวขวา หรือเสียงให้คันหน้ารู้ตามกฎหมาย จากนั้นรอสัญญาณตอบและประเมินว่าไม่มีรถอื่นกําลังแซงและไม่กีดขวาง จากนั้นแซงเมื่อมีระยะและทัศนวิสัยปลอดภัย จากนั้นกลับเข้าช่องโดยให้ระยะ ไม่ตัดหน้า แซงด้านซ้าย — บทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง มีหลักว่า หลักทั่วไป ห้ามแซงเพื่อขึ้นหน้าด้านซ้าย ส่วนข้อยกเว้น 1 รถที่จะถูกแซงกําลังเลี้ยวขวาหรือให้สัญญาณว่าจะเลี้ยวขวา ส่วนข้อยกเว้น 2

ทางทิศเดียวกันแบ่งช่องตั้งแต่ 2 ช่องขึ้นไป ส่วนเงื่อนไขร่วม ทําได้เมื่อไม่มีรถอื่นตามมาในระยะกระชั้นชิดและปลอดภัยพอ บริเวณห้ามแซง — บทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง มีหลักว่า รูปทางเสี่ยง ขึ้นทางชัน ขึ้นสะพาน หรือในทางโค้ง เว้นมีเครื่องหมายให้แซง ส่วนทัศนวิสัย หมอก ฝน ฝุ่น หรือเหตุอื่นทําให้มองทางหน้าไม่ชัดพอ ส่วนจุดตัดและทางแยก ในระยะที่กฎหมายห้ามใกล้ทางร่วม ทางแยก วงเวียน หรือทางรถไฟ ส่วนสัญญาณและเครื่องหมาย บริเวณมีเครื่องหมายห้ามแซงหรือไม่อาจทําได้ปลอดภัย

อ่านสรุปฉบับเต็มทุกหัวข้อ
สมาชิก PRO ระบบจะจำหัวข้อที่อ่านค้างไว้ให้ด้วย
PRO 99 บาท/เดือน
เนื้อหาฉบับเต็มต้นฉบับจาก royalthaipolice.go.thเปิดต้นฉบับ

เนื้อหาสรุปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาส่วนบุคคล ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต