กลับไปทำข้อสอบวิชานี้

การคิดวิเคราะห์เชิงปริมาณ ได้แก่ ความเข้าใจ ความคิดรวบยอด และแก้ปัญหา ทางคณิตศาสตร์เบื้องต้น การเปรียบเทียบและวิเคราะห์เชิงปริมาณ ตลอดจนการประเมินความเพียงพอของข้อมูล

คู่มือเชื่อมจำนวน พีชคณิต สัดส่วน เรขาคณิต ความน่าจะเป็น สถิติ และการตรวจความเพียงพอของข้อมูลผ่านวงจรสร้างแบบจำลอง

6 หัวข้อ · อ่านประมาณ 42 นาที

อ่านฟรีได้ 2 จาก 6 หัวข้อ33%
หัวข้อ 1

จากสถานการณ์สู่แบบจำลองและฐานเรื่องจำนวน

ความหมายและขอบเขตของการคิดวิเคราะห์เชิงปริมาณ — การคิดวิเคราะห์เชิงปริมาณคือความสามารถในการเข้าถึง ใช้ ตีความ และให้เหตุผลอย่างมีวิจารณญาณกับจํานวน ขนาด การวัด ความสัมพันธ์ การเปลี่ยนแปลง รูปร่าง และข้อมูลที่มีความไม่แน่นอน ความสามารถนี้รวมทั้งความรู้ทางคณิตศาสตร์ ความเข้าใจบริบท และการพิจารณาว่าข้อสรุปที่ได้มีความหมายและใช้ได้ภายใต้เงื่อนไขใด กรอบ OECD แบ่งสาระหลักออกเป็นจํานวนและปริมาณ ปริภูมิและรูปทรง การเปลี่ยนแปลงและความสัมพันธ์ ตลอดจนข้อมูลและความไม่แน่นอน เนื้อหาเหล่านี้เชื่อมกันผ่านการสร้างรูปแทน การใช้หลักคํานวณ และการตีความผลกลับสู่สถานการณ์จริง จึงไม่ควรแยกการคํานวณออกจากความหมายของตัวเลข หน่วย และสมมติฐาน ความรู้สึกเชิงจํานวน หมายถึงความเข้าใจขนาด ลําดับ ความใกล้เคียง และผลของการดําเนินการ ไม่ใช่เพียงความคล่องในการคํานวณ ผู้ที่มีความรู้สึกเชิงจํานวนสามารถประมาณช่วงของผลลัพธ์

เปรียบเทียบวิธีแทนจํานวน และสังเกตค่าที่ผิดธรรมชาติได้ก่อนลงรายละเอียด จึงลดความเสี่ยงจากการใช้สูตรถูกแต่กําหนดฐานหรือหน่วยผิด วงจรการสร้างแบบจําลองและแก้ปัญหาเชิงปริมาณ — การวิเคราะห์เริ่มจากกําหนดสิ่งที่ต้องทราบ แยกข้อมูลที่ให้มา เงื่อนไข ขอบเขต และปริมาณที่ยังไม่ทราบ จากนั้นเลือกตัวแปรและหน่วยซึ่งรักษาความหมายของสถานการณ์ แล้วจึงเขียนความสัมพันธ์ในรูปสมการ อสมการ อัตราส่วน ฟังก์ชัน แผนภาพ หรือรูปแทนอื่นที่เหมาะสม ขั้นนี้เป็นการเปลี่ยนปัญหาจริงให้เป็นปัญหาทางคณิตศาสตร์ เมื่อได้แบบจําลองแล้วจึงใช้ข้อเท็จจริง นิยาม ขั้นตอนคํานวณ การประมาณ หรือเครื่องมือดิจิทัลเพื่อหาผลลัพธ์ กระบวนการคํานวณต้องรักษาโดเมน เครื่องหมาย ลําดับการดําเนินการ หน่วย และระดับความแม่นยําไว้ตลอด ผลกลางที่ผิดขนาดหรือขัดกับขอบเขตเป็นสัญญาณว่าต้องตรวจรูปแทนหรือการดําเนินการก่อนหน้า

การตีความและประเมินผล คือการนําคําตอบทางคณิตศาสตร์กลับไปตรวจในบริบทเดิมว่าตอบสิ่งที่ต้องการจริงหรือไม่ มีหน่วยถูกต้องหรือไม่ และสมมติฐานใดจํากัดการนําไปใช้ แบบจําลองที่คํานวณได้ถูกต้องอาจยังไม่เหมาะสมหากละปัจจัยสําคัญ ดังนั้นความถูกต้องเชิงคํานวณกับความเพียงพอเชิงความหมายเป็นคนละประเด็นที่ต้องตรวจร่วมกัน ระบบจํานวนและสมบัติของการดําเนินการ — ระบบจํานวนประกอบด้วยจํานวนนับ จํานวนเต็ม จํานวนตรรกยะ จํานวนอตรรกยะ และจํานวนจริง โดยแต่ละระบบรองรับการดําเนินการต่างกัน จํานวนตรรกยะเขียนเป็น a/b ได้เมื่อ a และ b เป็นจํานวนเต็มและ b ไม่เป็นศูนย์ ส่วนจํานวนอตรรกยะไม่อาจเขียนเป็นเศษส่วนของจํานวนเต็ม ค่าทศนิยมที่ใช้แทนจํานวนอตรรกยะจึงเป็นเพียงค่าประมาณ สมบัติสลับที่และเปลี่ยนหมู่ใช้ได้กับการบวกและการคูณ แต่ไม่ใช้กับการลบและการหาร สมบัติแจกแจงเชื่อมการคูณกับการบวก ส่วนเอกลักษณ์การบวกคือ 0 และเอกลักษณ์การคูณคือ 1

การเข้าใจสมบัติเหล่านี้ทําให้แปลงนิพจน์ได้โดยรักษาค่าเดิม และช่วยตรวจว่าการย้ายหรือจัดกลุ่มพจน์ชอบด้วยหลักคณิตศาสตร์หรือไม่ ศูนย์ไม่มีส่วนกลับ และนิพจน์ที่มีตัวส่วนเป็นศูนย์ไม่มีนิยาม ค่าสัมบูรณ์ |x| แทนระยะของ x จากศูนย์จึงไม่เป็นลบ ขณะที่ √(x2) เท่ากับ |x| ไม่ใช่ x สําหรับทุกค่า ความแตกต่างเหล่านี้มีผลต่อโดเมน จํานวนคําตอบ และความสมมูลของขั้นตอนแปลงสมการโดยตรง ลําดับการดําเนินการ เครื่องหมาย และความสมมูล — การประเมินนิพจน์ทําจากวงเล็บชั้นใน เลขยกกําลังและราก การคูณหรือหาร และการบวกหรือการลบตามลําดับ การดําเนินการระดับเดียวกันพิจารณาจากซ้ายไปขวา เส้นเศษส่วนทําหน้าที่รวมตัวเศษและตัวส่วนเป็นกลุ่ม และเครื่องหมายลบหน้าวงเล็บต้องกระจายไปยังทุกพจน์ภายใน

เครื่องหมายลบกับเลขยกกําลังต้องพิจารณาตําแหน่งวงเล็บ เช่น −22 หมายถึง −(22) จึงเท่ากับ −4 แต่ (−2)2 เท่ากับ 4 การตัดทอนทําได้เฉพาะตัวประกอบร่วมของทั้งตัวเศษและตัวส่วน ไม่อาจตัดพจน์ข้ามเครื่องหมายบวกหรือลบได้โดยตรง การเขียนขั้นกลางจึงช่วยเปิดเผยว่าแต่ละการแปลงรักษาค่าเดิมหรือไม่ การแปลงที่สมมูล ต้องทําให้ชุดค่าที่เป็นไปได้ก่อนและหลังเหมือนกัน การคูณทั้งสองข้างด้วยนิพจน์ที่อาจเป็นศูนย์ การยกกําลังคู่ หรือการถอดรากอาจเพิ่มหรือตัดคําตอบได้ จึงต้องระบุเงื่อนไขของการแปลงและแทนค่ากลับในความสัมพันธ์เดิมเมื่อมีโอกาสเกิดคําตอบแปลกปลอม ตัวประกอบ จํานวนเฉพาะ ห.ร.ม. ค.ร.น. และเศษเหลือ — จํานวนเฉพาะคือจํานวนเต็มบวกที่มากกว่า 1 และมีตัวหารบวกเพียง 1 กับตัวมันเอง ดังนั้น 1 ไม่ใช่จํานวนเฉพาะ และ 2 เป็นจํานวนเฉพาะคู่เพียงจํานวนเดียว

การแยกจํานวนเต็มบวกเป็นผลคูณของจํานวนเฉพาะช่วยอธิบายการหารลงตัว จํานวนตัวหาร และโครงสร้างร่วมของจํานวนหลายจํานวนได้อย่างเป็นระบบ ห.ร.ม. ของจํานวนหลายจํานวนใช้ตัวประกอบเฉพาะร่วมด้วยเลขชี้กําลังต่ําสุด เหมาะกับการแบ่งออกเป็นกลุ่มที่มีขนาดเท่ากันมากที่สุดโดยไม่เหลือ ส่วน ค.ร.น. ใช้ตัวประกอบเฉพาะทุกตัวด้วยเลขชี้กําลังสูงสุด เหมาะกับการหาจุดรอบซ้ําร่วมที่เกิดเร็วที่สุดหรือจํานวนน้อยที่สุดซึ่งทุกจํานวนหารลงตัว การหารจํานวนเต็ม a ด้วยจํานวนเต็มบวก d เขียนได้เป็น a = dq + r โดย q เป็นผลหารและเศษ r ต้องอยู่ในช่วง 0 ≤ r < d สมบัติของเศษช่วยวิเคราะห์รูปแบบการหารลงตัวและรอบซ้ํา แต่การดําเนินการกับเศษต้องรักษาตัวหารเดียวกันก่อน การหาค่าเศษจากนิพจน์ขนาดใหญ่จึงทําได้ด้วยการลดรูปแต่ละส่วนภายใต้มอดูลัสเดียวกัน

  1. 1อ่านสถานการณ์และระบุคำถามที่ต้องตอบ
  2. 2กำหนดตัวแปร หน่วย เงื่อนไข และข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
  3. 3สร้างสมการ ตาราง แผนภาพ หรือความสัมพันธ์ที่แทนสถานการณ์
  4. 4คำนวณตามลำดับและรักษาความสมมูล
  5. 5ตรวจหน่วย ขนาด เครื่องหมาย ขอบเขต และความสมเหตุสมผล
  6. 6แปลผลกลับเป็นภาษาของสถานการณ์และระบุข้อจำกัด
หัวข้อ 2

เศษส่วน ร้อยละ อัตราส่วน การเปลี่ยนแปลง และการเงิน

เศษส่วน ทศนิยม และร้อยละ — เศษส่วน a/b แทนอัตราส่วนของ a ต่อ b เมื่อ b ไม่เป็นศูนย์ การบวกและลบเศษส่วนต้องใช้ส่วนร่วม ส่วนการคูณทําที่ตัวเศษและตัวส่วน และการหารด้วยเศษส่วนคือการคูณด้วยส่วนกลับ ทศนิยมสิ้นสุดหรือซ้ําสามารถแปลงเป็นเศษส่วนได้ ส่วนการปัดทศนิยมทําให้ค่าที่ได้เป็นค่าประมาณซึ่งต้องระบุหลักที่ใช้ปัด ร้อยละเป็นอัตราส่วนต่อ 100 จึงต้องระบุฐานเสมอ การหา p% ของฐาน B ใช้ (p/100)B ขณะที่การหาว่าค่า A เป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของ B ใช้ 100A/B เมื่อ B ไม่เป็นศูนย์ หากฐานของสองข้อความต่างกัน แม้ใช้ตัวเลขร้อยละเท่ากันก็ไม่ได้แปลว่าปริมาณเปลี่ยนเท่ากัน

เปอร์เซ็นต์พอยต์ ใช้บอกผลต่างระหว่างอัตราร้อยละสองค่าโดยตรง เช่น จาก 20% เป็น 25% เพิ่ม 5 เปอร์เซ็นต์พอยต์ แต่เพิ่มเชิงสัมพัทธ์ 25% เพราะผลต่าง 5 ถูกเทียบกับฐานเดิม 20 ความแตกต่างนี้สําคัญต่อการตีความอัตราดอกเบี้ย สัดส่วนประชากร อัตราความสําเร็จ และตัวชี้วัดสาธารณะ อัตราส่วน สัดส่วน อัตรา และการแปรผัน — อัตราส่วนเปรียบเทียบปริมาณสองค่าและอาจเป็นส่วนต่อส่วนหรือส่วนต่อทั้งหมด จึงต้องรักษาลําดับของสิ่งที่เปรียบเทียบ หากอัตราส่วน A:B เท่ากับ a:b ส่วนแบ่งของ A ในทั้งหมดคือ a/(a+b) ไม่ใช่ a/b ส่วนอัตราเปรียบเทียบปริมาณต่างหน่วย เช่น กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือบาทต่อกิโลกรัม และอัตราต่อหนึ่งหน่วยช่วยให้เปรียบเทียบได้บนฐานเดียวกัน

สัดส่วนคือความเท่ากันของสองอัตราส่วน a/b = c/d และเมื่อ b กับ d ไม่เป็นศูนย์ย่อมได้ ad = bc การคูณไขว้จึงใช้ได้เมื่อความสัมพันธ์อยู่ในรูปอัตราส่วนสองข้างจริง ไม่ใช่กับนิพจน์ใด ๆ ที่มีเศษส่วน การกําหนดหน่วยของตัวตั้งและตัวหารให้ตรงกันเป็นเงื่อนไขพื้นฐานก่อนสร้างสัดส่วน การแปรผันตรง เขียนเป็น y = kx และมีอัตราส่วน y/x คงที่ ส่วนการแปรผกผันเขียนเป็น y = k/x และมีผลคูณ xy คงที่ ความสัมพันธ์ที่ดูเพิ่มขึ้นพร้อมกันอาจไม่เป็นสัดส่วนหากมีค่าคงที่บวกอยู่ เช่น y = mx+b เมื่อ b ไม่เป็นศูนย์ การแยกประเภทต้องตรวจทั้งรูปสมการ กราฟ และความหมายของตัวแปร

ร้อยละการเปลี่ยนแปลงและการเปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง — ร้อยละการเปลี่ยนแปลงคํานวณจาก 100(ค่าใหม่−ค่าเดิม)/ค่าเดิม โดยใช้ค่าเดิมเป็นฐาน ผลบวกหมายถึงเพิ่มและผลลบหมายถึงลด การกล่าวว่าเพิ่มขึ้นร้อยละหนึ่งจึงไม่สมมาตรกับการลดลงร้อยละเดียวกันจากฐานใหม่ เช่น เพิ่ม 20% แล้วลด 20% จะได้ตัวคูณ 1.20×0.80 = 0.96 จึงต่ํากว่าค่าเริ่มต้น 4% ตัวคูณการเปลี่ยนแปลง ทําให้รวมการเปลี่ยนหลายช่วงได้ชัดเจน การเพิ่ม r ใช้ 1+r และการลด r ใช้ 1−r เมื่อ r เขียนเป็นทศนิยม ผลรวมสุดท้ายได้จากการคูณตัวคูณทุกช่วง ไม่ใช่บวกร้อยละดิบ เว้นแต่ทุกอัตราใช้ฐานเดียวกันโดยนิยาม การหาอัตราเฉลี่ยต่อช่วงจึงเกี่ยวกับค่าเฉลี่ยเรขาคณิตเมื่อการเติบโตทบกัน

ดัชนีฐานกําหนดค่าของช่วงอ้างอิงเป็น 100 แล้วแสดงระดับช่วงอื่นเทียบกับฐาน การเปรียบเทียบดัชนีต้องตรวจปีฐาน น้ําหนักองค์ประกอบ และวิธีปรับข้อมูล หากเปลี่ยนปีฐาน ระดับตัวเลขอาจเปลี่ยนแต่ร้อยละการเคลื่อนไหวระหว่างช่วงอาจคงเดิม การอ่านดัชนีเป็นจํานวนจริงโดยไม่ดูนิยามจึงทําให้ตีความเกินข้อมูล คณิตศาสตร์การเงินเบื้องต้น — กําไรหรือขาดทุนเท่ากับรายรับหักต้นทุน แต่ร้อยละต้องระบุฐาน กําไรต่อทุนใช้กําไรหารต้นทุน ขณะที่อัตรากําไรต่อยอดขายใช้กําไรหารรายรับ ส่วนลดคิดจากราคาก่อนลด ภาษีอาจคิดจากราคาหลังส่วนลดตามกติกาที่กําหนด และค่าธรรมเนียมคงที่ต้องแยกจากอัตราร้อยละเพื่อไม่ให้ฐานปะปนกัน

ดอกเบี้ยอย่างง่าย คํานวณด้วย I = Prt เมื่อ P คือเงินต้น r คืออัตราต่อช่วงเวลา และ t คือจํานวนช่วงที่สอดคล้องกับ r ส่วนมูลค่ารวมคือ P+I สูตรนี้คิดดอกเบี้ยจากเงินต้นเดิมเท่านั้น หากอัตรารายปีแต่เวลาเป็นเดือน ต้องแปลงหน่วยเวลาให้สอดคล้องก่อน และต้องตรวจว่าสัญญานิยามจํานวนวันหรือฐานปีอย่างไร ดอกเบี้ยทบต้น มีมูลค่าอนาคต A = P(1+r/n)^(nt) เมื่อทบต้น n ครั้งต่อปีเป็นเวลา t ปี การเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์ที่มีความถี่ทบต้นต่างกันควรใช้อัตราผลตอบแทนที่มีผลจริงต่อปี มูลค่าปัจจุบันเกิดจากการย้อนตัวคูณทบต้น ส่วนผลลัพธ์ทางการเงินจริงยังอาจได้รับผลจากค่าธรรมเนียม ภาษี เงินเฟ้อ และกระแสเงินสดระหว่างงวด

รูปความสัมพันธ์ที่พบบ่อยและวิธีอ่าน
รูปแบบแกนความคิดจุดที่ต้องตรวจ
เศษส่วน–ทศนิยม–ร้อยละเปรียบเทียบส่วนกับทั้งหมดในฐานเดียวกันตัวส่วน ฐานร้อยละ และการปัดเศษ
อัตราส่วนและสัดส่วนรักษาความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณด้วยตัวคูณเดียวกันลำดับของอัตราส่วน หน่วย และเงื่อนไขความเป็นสัดส่วน
ร้อยละการเปลี่ยนแปลงส่วนต่างหารด้วยค่าฐานเดิมเพิ่มและลดร้อยละเท่ากันไม่หักล้าง เพราะฐานเปลี่ยน
การเปลี่ยนแปลงต่อเนื่องคูณ growth factor ของแต่ละช่วงไม่บวกร้อยละโดยตรงเมื่อฐานแต่ละช่วงต่างกัน
ดอกเบี้ยและมูลค่าเงินเชื่อมเงินต้น อัตราต่อคาบ จำนวนคาบ และการทบต้นหน่วยเวลา อัตรานามบัญญัติหรืออัตราจริง และจังหวะกระแสเงิน
อ่านสรุปฉบับเต็มทุกหัวข้อ
สมาชิก PRO ระบบจะจำหัวข้อที่อ่านค้างไว้ให้ด้วย
PRO 99 บาท/เดือน

เนื้อหาสรุปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาส่วนบุคคล ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต

สรุปการคิดวิเคราะห์เชิงปริมาณ ได้แก่ ความเข้าใจ ความคิดรวบยอด และแก้ปัญหา ทางคณิตศาสตร์เบื้องต้น การเปรียบเทียบและวิเคราะห์เชิงปริมาณ ตลอดจนการประเมินความเพียงพอของข้อมูล อ่านง่าย จำได้จริง | ติวสอบภาค ข | ติวสอบภาค ข