กลับไปทำข้อสอบวิชานี้

การคิดวิเคราะห์เชิงภาษา ได้แก่ การใช้ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร ความเข้าใจในการอ่านภาษาไทย การจับใจความสำคัญ การสรุปความ การตีความจากบทความ ข้อความ หรือสถานการณ์ต่าง ๆ

คู่มือเชื่อมบริบท คำ ประโยค ย่อหน้า ใจความ การสรุป อนุมาน ประเมินหลักฐาน และการเขียนภาษาไทยอย่างรับผิดชอบ

6 หัวข้อ · อ่านประมาณ 45 นาที

อ่านฟรีได้ 2 จาก 6 หัวข้อ33%
หัวข้อ 1

สถานการณ์สื่อสาร ระดับภาษา ความหมาย คำ และประโยค

ความหมายและขอบเขตของการคิดวิเคราะห์เชิงภาษา — การคิดวิเคราะห์เชิงภาษาคือความสามารถในการเข้าใจโครงสร้างและความหมายของถ้อยคํา เชื่อมข้อมูลภายในข้อความ สร้างข้ออนุมาน ประเมินเหตุผลและความน่าเชื่อถือ ตลอดจนเลือกใช้ภาษาให้ตรงวัตถุประสงค์ ผู้รับสาร และสถานการณ์ ความสามารถนี้จึงกว้างกว่าการสะกดคําหรือรู้ความหมายรายคํา เพราะต้องพิจารณาความสัมพันธ์ของเนื้อหา รูปแบบ และบริบทพร้อมกัน กรอบความฉลาดรู้ด้านการอ่านของ OECD แยกกระบวนการสําคัญเป็นการค้นหาและเลือกข้อมูล การเข้าใจความหมายตามตัวอักษรและความหมายที่บูรณาการจากหลายส่วน และการประเมินพร้อมสะท้อนต่อเนื้อหาและรูปแบบ กระบวนการเหล่านี้ใช้ได้กับข้อความต่อเนื่อง เอกสารหลายแหล่ง สื่อดิจิทัล และรูปแทนที่ผสมภาษาเข้ากับภาพหรือข้อมูล ความเข้าใจภาษาเป็นกระบวนการเชิงรุก เพราะผู้รับสารต้องเชื่อมคํา ประโยค และย่อหน้าเข้ากับความรู้เดิม สร้างภาพรวมของสิ่งที่ข้อความกล่าว และปรับความเข้าใจเมื่อพบข้อมูลใหม่ การตีความที่ดีจึงไม่ใช่การเติมความเห็นส่วนตนอย่างอิสระ แต่เป็นการเสนอความหมายที่มีหลักฐานในข้อความรองรับและไม่ขัดกับบริบททั้งหมด

องค์ประกอบของการสื่อสารและความเหมาะสม — การสื่อสารประกอบด้วยผู้ส่งสาร สาร ช่องทาง ผู้รับสาร บริบท และข้อมูลย้อนกลับ ผู้ส่งสารกําหนดเนื้อหาและเข้ารหัสเป็นภาษา ส่วนผู้รับสารถอดรหัสตามความรู้ ประสบการณ์ และสถานการณ์ร่วม ความคลาดเคลื่อนเกิดได้จากคํากํากวม ข้อมูลไม่ครบ ช่องทางไม่เหมาะสม หรือกรอบความรู้ของทั้งสองฝ่ายไม่ตรงกัน จึงต้องพิจารณาทั้งตัวสารและเงื่อนไขแวดล้อม วัตถุประสงค์ของสารอาจเป็นการแจ้งข้อเท็จจริง อธิบาย ชี้แจง ขอความร่วมมือ โน้มน้าว แสดงอารมณ์ หรือกําหนดการปฏิบัติ วัตถุประสงค์มีผลต่อการเลือกคํา โครงสร้าง ระดับรายละเอียด และน้ําเสียง ข้อความที่ถูกไวยากรณ์อาจยังไม่สัมฤทธิผลหากไม่ตอบความต้องการของผู้รับหรือไม่เหมาะกับช่องทางและข้อจํากัดของสถานการณ์ ความเหมาะสมทางภาษา หมายถึงความสอดคล้องระหว่างถ้อยคํากับบุคคล กาลเทศะ เนื้อหา และความสัมพันธ์ทางสังคม ภาษาเป็นทางการต้องชัดเจน สุภาพ และตรวจสอบได้ ขณะที่ภาษากึ่งทางการหรือไม่เป็นทางการอาจยืดหยุ่นกว่า แต่ยังต้องไม่ทําให้ความหมายคลาดเคลื่อน การเลือกสรรพนาม คําลงท้าย และระดับความตรงจึงเป็นส่วนของความหมาย ไม่ใช่เพียงมารยาทภายนอก

ระดับภาษา ทําเนียบภาษา และสัมพันธภาพ — ระดับภาษาตั้งแต่พิธีการ ทางการ กึ่งทางการ สนทนา ไปจนถึงกันเองแตกต่างกันที่แบบแผนถ้อยคํา โครงสร้างประโยค คําย่อ และความใกล้ชิดระหว่างคู่สื่อสาร การแบ่งระดับมิได้ตายตัวทุกกรณี ข้อความเดียวอาจปรับระดับตามสถาบัน ช่องทาง และวัตถุประสงค์ จึงต้องพิจารณาการใช้จริงมากกว่าจําแนกจากคําหนึ่งคําโดยลําพัง ทําเนียบภาษาคือรูปแบบภาษาที่สัมพันธ์กับกิจกรรมหรือสาขา เช่น กฎหมาย วิชาการ ข่าว ธุรกิจ และราชการ แต่ละทําเนียบมีศัพท์เฉพาะ รูปประโยค และแบบการให้เหตุผลของตน การใช้ศัพท์เฉพาะช่วยความแม่นยําในกลุ่มวิชาชีพ แต่หากผู้รับสารทั่วไปไม่รู้ความหมาย ต้องนิยามหรือใช้คําอธิบายเพื่อรักษาความเข้าใจร่วม ความสุภาพไม่เท่ากับความอ้อมเสมอไป การสื่อสารที่สุภาพต้องคํานึงถึงศักดิ์ศรี สิทธิ และภาระของอีกฝ่าย แต่ยังอาจกล่าวอย่างตรงและชัดได้ ความอ้อมมากเกินไปอาจทําให้ไม่ทราบว่าใครต้องทําอะไร เมื่อใด หรือด้วยเหตุใด ส่วนความตรงที่ขาดบริบทและถ้อยคําลดความขัดแย้งอาจสร้างผลกระทบเกินความจําเป็น

ความหมายของคําและบทบาทของบริบท — ความหมายประจําคําเป็นความหมายที่พจนานุกรมบันทึกไว้ แต่ความหมายเมื่อใช้จริงเกิดจากคําข้างเคียง โครงสร้างประโยค หัวข้อ และสถานการณ์ คําหนึ่งอาจมีหลายความหมายหรือเปลี่ยนชนิดคําตามบริบท การเลือกความหมายจึงต้องตรวจว่าคํานั้นสัมพันธ์กับกริยา กรรม คําขยาย และใจความส่วนอื่นอย่างไร ไม่ควรยึดความหมายแรกที่คุ้นเคยโดยไม่ตรวจข้อความแวดล้อม ความหมายโดยตรง กล่าวถึงสิ่งหรือแนวคิดตามความหมายพื้นฐาน ส่วนความหมายโดยนัยเพิ่มการประเมิน อารมณ์ หรือความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรม คําที่มีความหมายอ้างอิงใกล้กันอาจให้น้ําเสียงต่างกัน เช่น เป็นกลาง ยกย่อง หรือลดคุณค่า การแทนคําจึงต้องรักษาทั้งเนื้อหา ระดับภาษา และนัย ไม่ใช่เพียงเลือกคําที่พจนานุกรมอธิบายคล้ายกัน คํากํากวมเกิดเมื่อถ้อยคําหรือโครงสร้างรองรับความหมายมากกว่าหนึ่งแบบ อาจเกิดจากคําพ้อง ขอบเขตคําขยาย สรรพนามที่อ้างได้หลายสิ่ง หรือการเว้นวรรค การแก้ความกํากวมทําได้ด้วยการระบุผู้กระทํา วางคําขยายใกล้คําที่ขยาย ใช้คําเฉพาะ และเพิ่มบริบทเท่าที่จําเป็น แต่หากผู้เขียนจงใจเปิดหลายความหมาย การตีความต้องเก็บความเป็นไปได้นั้นไว้

การสร้างคํา ชนิดคํา และหน้าที่ในประโยค — คําไทยอาจเป็นคํามูล คําประสม คําซ้อน คําซ้ํา หรือคําที่รับจากภาษาอื่น กระบวนการสร้างคําทําให้ความหมายเปลี่ยนหรือจําเพาะขึ้น เช่น คําประสมรวมหน่วยความหมายเป็นแนวคิดใหม่ ส่วนคําซ้อนอาจเน้นความหมาย ขยายขอบเขต หรือสร้างจังหวะ การวิเคราะห์ต้องดูความหมายรวม เพราะความหมายของคําใหม่อาจไม่เท่ากับผลรวมตรงตัวของส่วนประกอบ ชนิดคําพิจารณาจากหน้าที่จริงในประโยค ได้แก่ คํานาม คําสรรพนาม คํากริยา คําวิเศษณ์ คําบุพบท คําสันธาน และคําอุทาน คํารูปเดียวกันอาจทําหน้าที่ต่างกันตามตําแหน่งและความสัมพันธ์ การระบุชนิดจากความหมายลอย ๆ จึงไม่เพียงพอ ต้องตรวจว่าคํานั้นทําหน้าที่เป็นประธาน ภาคแสดง กรรม ส่วนขยาย หรือคําเชื่อมในประโยคใด หน้าที่ทางไวยากรณ์กับความหมายไม่ใช่สิ่งเดียวกัน ประธานทางไวยากรณ์อาจไม่ใช่ผู้กระทํา เช่น ประโยคถูกกระทํา และผู้กระทําอาจถูกละเมื่ออนุมานได้จากบริบท การแยกบทบาทเชิงความหมาย เช่น ผู้กระทํา ผู้รับผล เครื่องมือ สถานที่ และเวลา ออกจากตําแหน่งไวยากรณ์ช่วยให้เข้าใจประโยคซับซ้อนและป้องกันการระบุผู้รับผิดผิดคน

โครงสร้างประโยคและความครบถ้วนของความหมาย — ประโยคประกอบด้วยหน่วยที่ทําหน้าที่สัมพันธ์กัน โดยทั่วไปมีภาคประธานและภาคแสดง แต่อาจละส่วนที่กู้คืนได้จากบริบท ประโยคความเดียวมีใจความหลักหนึ่งชุด ประโยครวมเชื่อมใจความระดับเดียวกัน และประโยคซ้อนมีอนุประโยคทําหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของประโยคหลัก การแบ่งโครงสร้างช่วยระบุว่าใจความใดเป็นหลัก ใจความใดเป็นเงื่อนไขหรือส่วนขยาย ตําแหน่งคําขยายมีผลต่อขอบเขตความหมาย คําปฏิเสธ คําบอกปริมาณ และคําแสดงข้อจํากัดอาจครอบเฉพาะคําใกล้เคียงหรือทั้งประโยค การย้ายตําแหน่งโดยไม่ตรวจขอบเขตอาจเปลี่ยนข้อสรุป เช่น “ไม่อนุญาตให้ทุกคนเข้า” อาจต่างจาก “ทุกคนไม่ได้รับอนุญาตให้เข้า” จึงควรเขียนใหม่ให้ขอบเขตชัดเมื่อมีผลต่อสาระ ประโยคสมบูรณ์ทางความหมาย ต้องแสดงความสัมพันธ์ของผู้เกี่ยวข้อง การกระทํา สิ่งที่ได้รับผล และเงื่อนไขสําคัญเท่าที่บริบทต้องการ ความสั้นไม่รับรองความชัด หากละประธานหรือคําอ้างอิงจนมีได้หลายความหมายต้องเติมข้อมูล ส่วนประโยคยาวไม่จําเป็นต้องผิด หากจัดลําดับอนุประโยคและเครื่องหมายให้เห็นความสัมพันธ์อย่างเป็นระบบ

หัวข้อ 2

จากความเชื่อมโยงของข้อความสู่ใจความสำคัญ

การเชื่อมโยงภายในข้อความ — ความเชื่อมโยงระดับพื้นผิวเกิดจากคําเชื่อม การซ้ําคําสําคัญ การใช้คําแทน การละคําที่กู้คืนได้ และการใช้คําในกลุ่มความหมายเดียวกัน คําว่า เพราะ ดังนั้น อย่างไรก็ตาม นอกจากนี้ และกล่าวอีกนัยหนึ่ง ส่งสัญญาณความสัมพันธ์ต่างชนิด การเข้าใจคําเชื่อมจึงต้องระบุว่าข้อความส่วนใดเป็นเหตุ ผล ข้อขัดแย้ง ส่วนเพิ่ม หรือตัวอธิบาย คําสรรพนามและถ้อยคําอ้างกลับต้องมีสิ่งอ้างอิงชัดเจน หากมีนามหลายคําที่สอดคล้องได้ ต้องใช้เพศพจน์ ตําแหน่ง หรือความหมายช่วยตัดสิน การอ้างล่วงหน้าก็เกิดได้เมื่อคําแทนมาก่อนสิ่งที่อธิบาย การระบุสิ่งอ้างอิงผิดเพียงจุดเดียวอาจทําให้ความสัมพันธ์ของเหตุการณ์และผู้กระทําตลอดย่อหน้าผิดตามไปด้วย เอกภาพและสัมพันธภาพ เป็นคนละมิติ เอกภาพหมายถึงทุกส่วนสนับสนุนหัวข้อเดียวกัน ส่วนสัมพันธภาพหมายถึงส่วนต่าง ๆ เชื่อมกันเป็นลําดับเข้าใจได้ ข้อความอาจพูดเรื่องเดียวกันแต่กระโดดเหตุผล

หรือเชื่อมลื่นไหลแต่แทรกข้อมูลนอกเรื่อง การประเมินที่ครบต้องตรวจทั้งหัวข้อร่วมและความต่อเนื่องของความคิด โครงสร้างย่อหน้าและลําดับสาร — ย่อหน้าหนึ่งมักมีใจความควบคุมและรายละเอียดสนับสนุน ใจความอาจปรากฏต้น กลาง ท้าย หรือไม่ได้เขียนตรง ๆ แต่สังเคราะห์ได้จากรายละเอียดทั้งหมด ประโยคใจความที่ดีครอบคลุมสารของย่อหน้าโดยไม่กว้างหรือแคบเกินไป ส่วนรายละเอียดอาจเป็นเหตุผล หลักฐาน คํานิยาม คําอธิบาย ลําดับขั้น หรือการเปรียบเทียบ ลําดับสารอาจเรียงตามเวลา พื้นที่ เหตุและผล ปัญหาและแนวทาง หลักทั่วไปสู่รายละเอียด รายละเอียดสู่ข้อสรุป หรือเปรียบเทียบความเหมือนและความต่าง รูปแบบหนึ่งย่อหน้าอาจซ้อนหลายโครงสร้าง แต่ต้องมีแกนเด่น การมองเห็นโครงสร้างช่วยคาดหน้าที่ของประโยคและแยกข้อมูลหลักออกจากตัวอย่างหรือส่วนขยายได้

ประโยคใจความไม่จําเป็นต้องเป็นประโยคแรก และชื่อเรื่องไม่จําเป็นต้องเท่ากับใจความสําคัญ ชื่อเรื่องอาจกว้างหรือใช้ภาษานัย ขณะที่ใจความต้องสรุปสิ่งที่ข้อความกล่าวจริง การเลือกใจความจากประโยคที่โดดเด่นทางถ้อยคําโดยไม่ตรวจรายละเอียดทั้งย่อหน้าอาจพลาดข้อจํากัดหรือทิศทางที่ผู้เขียนเน้น ใจความสําคัญ หัวเรื่อง และรายละเอียดสนับสนุน — หัวเรื่องบอกขอบเขตว่าข้อความกล่าวถึงสิ่งใด ส่วนใจความสําคัญบอกว่าผู้เขียนกล่าวอะไรเกี่ยวกับสิ่งนั้น การหาใจความจึงต้องรวมประธานของเรื่องกับสารที่ควบคุมรายละเอียด และตัดข้อความเฉพาะรายที่ไม่ครอบคลุมทั้งย่อหน้า ใจความที่สังเคราะห์ขึ้นต้องไม่เพิ่มเหตุ ผล หรือการประเมินที่ต้นฉบับไม่ได้ระบุ รายละเอียดสนับสนุนมีระดับความสําคัญไม่เท่ากัน บางประโยคอธิบายใจความโดยตรง บางประโยคขยายรายละเอียดก่อนหน้า และบางส่วนเป็นตัวอย่างหรือข้อมูลประกอบ

การทําแผนลําดับชั้นช่วยเห็นว่าเมื่อเอารายละเอียดหนึ่งออก ใจความหลักยังอยู่หรือไม่ และข้อมูลใดจําเป็นต่อเงื่อนไข ข้อยกเว้น หรือขอบเขตของข้อสรุป รายละเอียดสําคัญไม่เท่ากับใจความสําคัญ ตัวเลข ชื่อบุคคล หรือถ้อยคําสะดุดตาอาจมีบทบาทเพียงสนับสนุน การตัดสินต้องดูว่ารายละเอียดหลายส่วนรวมกันชี้ไปยังสารใด หากข้อความมีหลายย่อหน้า ควรหาใจความของแต่ละส่วนก่อน แล้วจึงสังเคราะห์แกนร่วมและความสัมพันธ์ระหว่างส่วนเป็นใจความระดับบทความ การอ่านตามประเภทและวัตถุประสงค์ของข้อความ — ข้อความบรรยายเน้นเหตุการณ์ ตัวละคร เวลา และความเปลี่ยนแปลง ข้อความพรรณนาเน้นคุณลักษณะและภาพรับรู้ ข้อความอธิบายจัดความรู้ผ่านนิยาม เหตุผล หรือกระบวนการ ข้อความโต้แย้งเสนอข้อกล่าวอ้างพร้อมเหตุผล ส่วนข้อความแนะนําการปฏิบัติจัดลําดับการกระทําและเงื่อนไข การระบุประเภทช่วยเลือกสิ่งที่ต้องติดตาม แต่ข้อความจริงอาจผสมหลายประเภท

ข่าว รายงาน วิชาการ โฆษณา วรรณกรรม และเอกสารราชการมีธรรมเนียมการนําเสนอและเกณฑ์ประเมินต่างกัน ข่าวต้องแยกเหตุการณ์จากการคัดเลือกมุม รายงานต้องตรวจวิธีรวบรวมข้อมูล วิชาการต้องตรวจนิยามและหลักฐาน โฆษณาต้องพิจารณาวัตถุประสงค์โน้มน้าว ส่วนวรรณกรรมเปิดพื้นที่ให้นัยและโครงสร้างศิลป์มากกว่าข้อความกําหนดการปฏิบัติ วัตถุประสงค์การอ่านกําหนดระดับรายละเอียด การอ่านเพื่อค้นข้อมูลเฉพาะต่างจากการอ่านเพื่อสังเคราะห์แนวคิดหรือประเมินความน่าเชื่อถือ อย่างไรก็ตามการค้นข้อมูลไม่ควรตัดประโยคออกจากเงื่อนไขแวดล้อม และการอ่านภาพรวมไม่ควรละข้อมูลที่เปลี่ยนข้อสรุป การปรับวิธีอ่านจึงต้องรักษาทั้งความเร็วและความแม่นยําตามภารกิจ การค้นหาและคัดเลือกข้อมูลที่เกี่ยวข้อง — การค้นหาข้อมูลเริ่มจากกําหนดแนวคิดเป้าหมาย คําสําคัญ เงื่อนไข และรูปแบบข้อมูลที่ต้องการ จากนั้นใช้หัวเรื่อง หัวข้อย่อย คําเน้น ดัชนี

หรือโครงสร้างการนําทางเพื่อระบุตําแหน่ง ข้อมูลที่มีคําตรงกันอาจไม่เกี่ยวข้องหากกล่าวคนละบุคคล เวลา หรือเงื่อนไข จึงต้องอ่านบริบทโดยรอบก่อนตัดสินความสอดคล้อง เมื่อมีเอกสารหลายแหล่ง ต้องประเมินทั้งความเกี่ยวข้องและความน่าเชื่อถือ แหล่งที่ตอบประเด็นตรงแต่อ้างข้อมูลเก่าหรือไม่แสดงที่มาอาจมีค่าน้อยกว่าแหล่งปฐมภูมิที่ตรวจสอบได้ การคัดเลือกจึงไม่ใช่เพียงหาเนื้อหาที่สนับสนุนความคาดหมาย แต่ต้องรวมข้อมูลที่ขัดแย้งหรือจํากัดข้อสรุปหากเกี่ยวข้องกับประเด็นเดียวกัน ข้อมูลตรงคําค้นไม่จําเป็นต้องตรงความต้องการ ความหมายของคําขึ้นกับสาขาและบริบท และระบบค้นอาจจัดอันดับจากความนิยมแทนความถูกต้อง การตรวจชื่อเรื่อง วันที่ ผู้เผยแพร่ ขอบเขต และประโยคแวดล้อมช่วยแยกผลลัพธ์ที่กล่าวถึงคําเดียวกันออกจากข้อมูลที่ตอบประเด็นจริง โดยเฉพาะข้อความยาวหรือสื่อดิจิทัลที่มีส่วนประกอบหลายชั้น

โครงสร้างจากประโยคสู่ใจความของข้อความ

  1. 1คำและประโยค
  2. 2เครื่องเชื่อม
  3. 3ย่อหน้า
  4. 4โครงสร้างข้อความ
  5. 5ใจความและวัตถุประสงค์
อ่านสรุปฉบับเต็มทุกหัวข้อ
สมาชิก PRO ระบบจะจำหัวข้อที่อ่านค้างไว้ให้ด้วย
PRO 99 บาท/เดือน

เนื้อหาสรุปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาส่วนบุคคล ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต

สรุปการคิดวิเคราะห์เชิงภาษา ได้แก่ การใช้ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร ความเข้าใจในการอ่านภาษาไทย การจับใจความสำคัญ การสรุปความ การตีความจากบทความ ข้อความ หรือสถานการณ์ต่าง ๆ อ่านง่าย จำได้จริง | ติวสอบภาค ข | ติวสอบภาค ข