กลับไปทำข้อสอบวิชานี้

การตีความ การสรุปใจความสำคัญ จากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย และภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ

คู่มือเชื่อมโครงสร้าง ความหมาย ศัพท์ กระบวนการแปล การสรุป การอนุมาน และการตรวจคุณภาพสำหรับภาษาอังกฤษกับภาษาไทย

7 หัวข้อ · อ่านประมาณ 38 นาที

อ่านฟรีได้ 2 จาก 7 หัวข้อ29%
หัวข้อ 1

หลักถ่ายทอดความหมาย โครงสร้างประโยค กาล และผู้กระทำ

หลักการของการตีความและการแปลสองทิศทาง — การตีความและการแปลต้องถ่ายทอดสาร หน้าที่สื่อสาร และผลที่ข้อความสร้างต่อผู้รับสารให้ใกล้เคียงต้นฉบับ พร้อมปรับรูปประโยคให้เป็นธรรมชาติในภาษาปลายทาง สําหรับความหมาย สิ่งที่ต้องรักษาคือผู้กระทํา การกระทํา ผู้รับ เหตุ–ผล เงื่อนไข ขอบเขต เวลา และระดับความแน่นอน ส่วนองค์ประกอบที่ปรับได้คือลําดับคํา รูปประโยค และคําเชื่อมเมื่อภาษาปลายทางต้องการ สําหรับหน้าที่สื่อสาร สิ่งที่ต้องรักษาคือแจ้ง อธิบาย ขอ สั่ง เตือน วิจารณ์ หรือชักจูง ส่วนองค์ประกอบที่ปรับได้คือรูปสุภาพ หรือ ระดับภาษาให้เหมาะผู้รับ สําหรับน้ําเสียง สิ่งที่ต้องรักษาคือเป็นกลาง กังวล สนับสนุน สงวนท่าที หรือเร่งด่วน ส่วนองค์ประกอบที่ปรับได้คือคําที่ใช้ถ่ายทอดระดับเดียวกัน ไม่จําเป็นต้องตรงตัว

ความแตกต่างเชิงโครงสร้างระหว่างภาษาอังกฤษกับภาษาไทย — ภาษาอังกฤษกับภาษาไทยต่างกันทั้งการแสดงประธาน การผันกริยา ลําดับคํา การชี้เฉพาะ และการละส่วนที่เข้าใจจากบริบท การแปลจึงต้องวิเคราะห์หน้าที่ก่อนปรับโครงสร้าง สําหรับโครงพื้นฐาน ภาษาอังกฤษคือมักต้องมี Subject + finite verb ชัด ส่วนภาษาไทยคืออาจละประธาน หรือ กริยาบางส่วนเมื่อบริบทชัด ส่วนผลต่อการแปลคือ EN→TH ละซ้ําได้; TH→EN ต้องเติม Subject หรือ verb ที่มีฐาน สําหรับ Topic–comment ภาษาอังกฤษคือเน้นโครงประธานไวยากรณ์ ส่วนภาษาไทยคือยกหัวเรื่องแล้วให้ความเห็นได้บ่อย ส่วนผลต่อการแปลคือปรับหัวเรื่องไทยเป็น Subject หรือ Object หรือ Prepositional phrase ในอังกฤษ

ประโยคหลัก อนุประโยค และการแบ่งหน่วยความหมาย — ประโยคซับซ้อนต้องเริ่มจากการหาประโยคหลัก กริยาที่รับกาล และประธานของกริยาแต่ละตัว แล้วจึงเชื่อมอนุประโยคกับคํานามหรือข้อความที่อนุประโยคนั้นขยาย สําหรับ Main clause สัญญาณคือมี Subject + finite verb และยืนเป็นใจความหลักได้ ส่วนหน้าที่คือแกนที่ส่วนอื่นขยาย หรือ จํากัด สําหรับ Noun clause สัญญาณคือ that, whether, if, wh-word ส่วนหน้าที่คือเป็นประธาน กรรม หรือส่วนเติมเต็ม สําหรับ Relative clause สัญญาณคือ who, which, that, whose, where, when ส่วนหน้าที่คือขยายคํานามก่อนหน้า ประธาน กริยา กรรม และคําอ้างอิง — ความสัมพันธ์ระหว่างผู้กระทํา การกระทํา และผู้รับผลเป็นแกนของความหมาย คําสรรพนามหรือคําชี้ต้องย้อนกลับไปยังสิ่งที่อ้างถึงได้อย่างชัดเจนและไม่ขัดกับจํานวนหรือบริบท

สําหรับ Subject ประเด็นคือใคร หรือ อะไรทําหรืออยู่ในสภาพนั้น ส่วนลักษณะความคลาดเคลื่อนคือคํานามใกล้กริยาอาจเป็นเพียงส่วนขยาย สําหรับ Finite verb ประเด็นคือกริยาใดรับ Tense หรือ Modal และสอดคล้อง Subject ส่วนลักษณะความคลาดเคลื่อนคือรูป -ing หรือ -ed หรือ infinitive ไม่ใช่ Finite โดยลําพัง กาล ลักษณะของเหตุการณ์ และลําดับเวลา — ภาษาอังกฤษแสดงกาลและลักษณะของเหตุการณ์ผ่านรูปกริยา ส่วนภาษาไทยมักอาศัยคําบอกเวลาและบริบท การถ่ายทอดจึงต้องรักษาลําดับและความสัมพันธ์ของเหตุการณ์มากกว่าจับคู่รูปคํา สําหรับ Present simple ความหมายแกนคือข้อเท็จจริง นิสัย สภาพ หรือเหตุการณ์ตามกําหนด ส่วนแนวถ่ายทอดไทยคือปัจจุบัน หรือ เป็นประจํา หรือ ข้อเท็จจริง โดยไม่ต้องใส่ “กําลัง”

กริยาช่วยและระดับความแน่นอนหรือข้อผูกพัน — กริยาช่วยแสดงความเป็นไปได้ ความสามารถ คําแนะนํา หน้าที่ หรือข้อไม่ควร การเพิ่มหรือลดระดับของกริยาช่วยทําให้สถานะของข้อความเปลี่ยนโดยตรง สําหรับ must ความหมายที่พบบ่อยคือต้อง หรือ จําเป็น หรือข้ออนุมานแน่นสูง ส่วนประเด็นที่ต้องพิจารณาคือ must be อาจหมาย “คงจะ หรือ ต้องเป็น” ไม่ใช่คําสั่ง สําหรับ have to ความหมายที่พบบ่อยคือต้องจากกฎ หรือ สถานการณ์ ส่วนประเด็นที่ต้องพิจารณาคือ Tense เปลี่ยนได้ เช่น had to สําหรับ should ความหมายที่พบบ่อยคือควร ความคาดหมาย หรือข้อแนะนํา ส่วนประเด็นที่ต้องพิจารณาคืออ่อนกว่า must โดยทั่วไป แต่บริบททางกฎหมาย หรือ มาตรฐานต้องดูเฉพาะ

ประโยคกรรตุวาจก ประโยคกรรมวาจก และผู้รับผิดชอบการกระทํา — การเลือกระหว่างกรรตุวาจกกับกรรมวาจกสัมพันธ์กับจุดเน้น ความรับผิดชอบ และความเป็นธรรมชาติของภาษาปลายทาง โดยไม่จําเป็นต้องคงรูปไวยากรณ์เดิมทุกครั้ง สําหรับ Active ใช้เมื่อคือเน้นผู้ทํา หรือ ความรับผิดชอบ ส่วนแนวแปลคือผู้ทํา + กริยา + ผู้รับผล สําหรับ Passive with agent ใช้เมื่อคือเน้นผู้รับผลแต่ยังบอกผู้ทํา ส่วนแนวแปลคืออาจสลับกลับ Active ไทยเพื่อธรรมชาติ สําหรับ Passive no agent ใช้เมื่อคือผู้ทําไม่รู้ ไม่สําคัญ หรือจงใจละ ส่วนแนวแปลคือ“มีการ... หรือ ได้รับ... หรือ ...ถูก...” หรือ Active แบบไม่ระบุผู้ทําตามนัย

หัวข้อ 2

คำขยาย ปริมาณ เงื่อนไข เหตุผล และคำเชื่อม

อนุประโยคขยาย คําขยาย และขอบเขตความหมาย — อนุประโยคขยายและคําขยายกําหนดว่าข้อความกล่าวถึงสมาชิกใดหรือเพิ่มเพียงข้อมูลประกอบ การตัดหรือย้ายคําขยายโดยไม่ตรวจขอบเขตอาจขยายหรือจํากัดความหมายผิดไป สําหรับ Restrictive relative ความหมายคือจํากัดว่าหมายถึงสมาชิกใด ส่วนผลต่อการแปลคือไม่ควรตัด เพราะเปลี่ยน Referent สําหรับ Non-restrictive relative ความหมายคือข้อมูลเสริมคั่น comma ส่วนผลต่อการแปลคืออาจแยกประโยคแต่ต้องรักษาข้อมูล สําหรับ which อ้างทั้ง Clause ความหมายคือวิจารณ์ หรือ

บอกผลของเหตุการณ์ก่อนหน้า ส่วนผลต่อการแปลคือไม่ผูกกับคํานามใกล้สุดโดยอัตโนมัติ สําหรับ Reduced relative V-ing ความหมายคือคํานามที่กําลัง หรือ เป็นผู้ทํา ส่วนผลต่อการแปลคือขยายคํานามก่อนหน้า สําหรับ Reduced relative V-ed ความหมายคือคํานามที่ถูกทํา หรือ อยู่ในสภาพ ส่วนผลต่อการแปลคือดู Passive หรือ Stative การปฏิเสธ ปริมาณ และขอบเขตของถ้อยคํา — คําปฏิเสธ คําบอกปริมาณ และคําจํากัดขอบเขตต้องพิจารณาร่วมกับส่วนที่คําเหล่านั้นขยาย

เพราะตําแหน่งเพียงเล็กน้อยอาจเปลี่ยนจากบางส่วนเป็นทั้งหมดหรือจากไม่จําเป็นเป็นข้อไม่ควร สําหรับ not all ความหมายคือไม่ใช่ทั้งหมด = มีบางส่วนไม่... ส่วนคู่ที่ไม่ควรสับสนคือต่างจาก none = ไม่มีเลย สําหรับ all...not ความหมายคืออาจกํากวมตามโครง หรือ สํานวน ส่วนคู่ที่ไม่ควรสับสนคือควรตีความจากบริบทหรือเขียนใหม่ให้ชัด สําหรับ none หรือ no ความหมายคือไม่มีสมาชิก หรือ ไม่มีสิ่งนั้น ส่วนคู่ที่ไม่ควรสับสนคือไม่ใช่ not many = มีไม่มาก สําหรับ few ความหมายคือมีน้อย เน้นไม่เพียงพอ ส่วนคู่ที่ไม่ควรสับสนคือ a few

= มีบ้าง เงื่อนไข เหตุ ผล การยอมรับข้อเท็จจริง และการเปรียบต่าง — คําเชื่อมเงื่อนไข เหตุ ผล การยอมรับข้อเท็จจริง และการเปรียบต่างต้องรักษาทิศของตรรกะ รวมทั้งแยกเงื่อนไขทั่วไป เงื่อนไขสมมติ และข้อยกเว้นออกจากกัน สําหรับ if ความสัมพันธ์หลักคือถ้า หรือ หาก ส่วนประเด็นที่ต้องพิจารณาคืออาจเป็นเงื่อนไขจริง สมมติ หรือประเด็นทางอ้อม สําหรับ unless ความสัมพันธ์หลักคือเว้นแต่ หรือ ถ้าไม่ ส่วนประเด็นที่ต้องพิจารณาคือดูข้อยกเว้นและขอบเขต สําหรับ provided หรือ providing that ความสัมพันธ์หลักคือโดยมีเงื่อนไขว่า

ส่วนประเด็นที่ต้องพิจารณาคือเงื่อนไขจําเป็นต่อการใช้ข้อ สําหรับ as long as ความสัมพันธ์หลักคือตราบใดที่ หรือ โดยมีเงื่อนไขว่า หรือยาวเท่า ส่วนประเด็นที่ต้องพิจารณาคือเลือกตามบริบท สําหรับ because หรือ since หรือ as ความสัมพันธ์หลักคือเพราะ หรือ เนื่องจาก ส่วนประเด็นที่ต้องพิจารณาคือ since หรือ as อาจเป็นเวลา หรือ ลักษณะอื่น คําเชื่อมตามหน้าที่และความสัมพันธ์เชิงตรรกะ — คําเชื่อมไม่มีคําแปลตายตัวหนึ่งต่อหนึ่ง การเลือกต้องอาศัยหน้าที่ในประโยค ความสัมพันธ์ระหว่างข้อความ และระดับภาษาของเอกสาร สําหรับเสริม English

signals คือ and, also, moreover, furthermore, in addition ส่วนไทยที่เป็นไปได้คือและ อีกทั้ง นอกจากนี้ ยิ่งไปกว่านั้น สําหรับลําดับ English signals คือ first, next, subsequently, finally ส่วนไทยที่เป็นไปได้คือประการแรก ถัดไป ต่อมา ท้ายที่สุด สําหรับตัวอย่าง English signals คือ for example, for instance, such as ส่วนไทยที่เป็นไปได้คือเช่น ตัวอย่างเช่น อาทิ สําหรับอธิบาย English signals คือ that is, namely, in other words ส่วนไทยที่เป็นไปได้คือกล่าวคือ ได้แก่ อีกนัยหนึ่ง สําหรับเหตุ English signals คือ because, since, as, owing to ส่วนไทยที่เป็นไปได้คือเพราะ เนื่องจาก ด้วยเหตุที่

ชั้นความหมายที่ต้องรักษาระหว่างภาษา

  1. 1เนื้อหาหลัก
  2. 2ความสัมพันธ์เชิงตรรกะ
  3. 3ขอบเขตและระดับยืนยัน
  4. 4น้ำเสียงและสัมพันธภาพ
  5. 5รูปภาษาปลายทาง
อ่านสรุปฉบับเต็มทุกหัวข้อ
สมาชิก PRO ระบบจะจำหัวข้อที่อ่านค้างไว้ให้ด้วย
PRO 99 บาท/เดือน

เนื้อหาสรุปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาส่วนบุคคล ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต