กลับไปทำข้อสอบวิชานี้

การรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน และเก็บรักษาเงิน การนำส่งเงิน

ระเบียบกระทรวงการคลัง พ.ศ. 2562 และฉบับแก้ไข พ.ศ. 2563 ตั้งแต่การเบิกและจ่าย ไปจนถึงเงินยืม การรับ เก็บรักษา นำส่ง ฝากคลัง และกันเงินเหลื่อมปี

6 หัวข้อ · อ่านประมาณ 51 นาที · มีต้นฉบับจาก cgd.go.th

เปิดเนื้อหาฉบับเต็ม
อ่านฟรีได้ 2 จาก 6 หัวข้อ33%
หัวข้อ 1

ฐานของระบบการเงินภาครัฐและความรับผิดชอบของผู้ปฏิบัติ

ระเบียบกระทรวงการคลัง พ.ศ. 2562 จัดการวงจรเงินของหน่วยงานรัฐตั้งแต่การเบิกจากคลัง การรับและจ่ายเงิน การเก็บรักษา การนําส่งหรือฝากคลัง ไปจนถึงการควบคุมตรวจสอบ โดยใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563 ยกเลิกข้อความเดิมในข้อ 20 และกําหนดข้อ 20 ใหม่ จึงต้องอ่านฉบับหลักประกอบฉบับแก้ไข ไม่ใช้ข้อความเดิมที่ขัดกับฉบับหลัง การปฏิบัติในรายละเอียดซึ่งระเบียบมอบให้กระทรวงการคลังกําหนดยังต้องตรวจหลักเกณฑ์หรือหนังสือเวียนที่ใช้กับกรณีนั้นด้วย ตัวบทที่ใช้และสถานะของฉบับแก้ไข แกนเชื่อมโยงคือ ฉบับหลัก 2562 + ฉบับแก้ไขที่ 2 พ.ศ. 2563 — เรื่องคือ ชื่อเต็ม ส่วนสาระที่ต้องยึดคือ ระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนําเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 ขณะที่เรื่องคือ การใช้บังคับ ส่วนสาระที่ต้องยึดคือ ใช้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา; ฉบับเดิมประกาศ 13 พฤษภาคม 2562 ขณะที่เรื่องคือ ฉบับแก้ไข ส่วนสาระที่ต้องยึดคือ

ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563 ใช้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศ 18 พฤศจิกายน 2563 ขณะที่เรื่องคือ จุดที่ฉบับที่ 2 แก้ ส่วนสาระที่ต้องยึดคือ ยกเลิกความในข้อ 20 และใช้ข้อ 20 ใหม่ โดยสาระที่เปลี่ยนชัดคือคุณสมบัติธนาคารตามข้อ 20 (1) ขณะที่เรื่องคือ แหล่งหลักที่ตรวจ ส่วนสาระที่ต้องยึดคือ สําเนาราชกิจจานุเบกษาฉบับเดิมจากหน่วยตรวจสอบภายใน กระทรวงแรงงาน คําจํากัดความที่ต้องแยกให้ออก — ข้อ 4 — คําคือ หน่วยงานของรัฐ ส่วนความหมายย่อที่ใช้ตอบคือ ครอบคลุมส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานรัฐสภา ศาล องค์กรอิสระ อัยการ องค์การมหาชน ทุนหมุนเวียนนิติบุคคล อปท. และหน่วยงานอื่นตามกฎหมาย ขณะที่คําคือ หน่วยงานผู้เบิก ส่วนความหมายย่อที่ใช้ตอบคือ หน่วยงานของรัฐที่ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายและเบิกเงินจากกรมบัญชีกลางหรือสํานักงานคลังจังหวัด ขณะที่คําคือ ส่วนราชการ ส่วนความหมายย่อที่ใช้ตอบคือ กระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานฐานะกรม รวมจังหวัดและกลุ่มจังหวัด ขณะที่คําคือ หน่วยงานย่อย ส่วนความหมายย่อที่ใช้ตอบคือ

หน่วยในสังกัดที่มิได้เบิกจากกรมบัญชีกลาง/คลังจังหวัดเอง แต่เบิกผ่านส่วนราชการที่เป็นหน่วยงานผู้เบิก ขณะที่คําคือ คลัง ส่วนความหมายย่อที่ใช้ตอบคือ ที่เก็บรักษาเงินแผ่นดินของกระทรวงการคลัง หลักกํากับทั่วไป — ข้อ 5–9 — ปลัดกระทรวงการคลังเป็นผู้รักษาการตามระเบียบ แบบพิมพ์ เอกสาร ทะเบียนคุม รายงาน และวิธีใช้ ให้เป็นไปตามที่กรมบัญชีกลางกําหนด มีปัญหาหรือปฏิบัติตามไม่ได้ ให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐหารือขอวินิจฉัยหรือขอทําความตกลงกับกระทรวงการคลังตามกรณี ส่วนราชการในสังกัดกระทรวงกลาโหมใช้ข้อบังคับการเงินของกระทรวงกลาโหมที่ได้รับความตกลงจากกระทรวงการคลัง หน่วยงานของรัฐที่มิใช่ส่วนราชการต้องวางหลักเกณฑ์การเบิก รับ จ่าย และเก็บรักษาเงินตามกฎหมายเฉพาะ โดยยึดธรรมาภิบาล โปร่งใส และตรวจสอบได้ สิทธิและการควบคุมการใช้งานระบบ — ข้อ 10–13 — ลําดับดําเนินงานเริ่มจาก หัวหน้าหน่วยงานผู้เบิกหรือผู้ที่มอบหมายเป็นผู้มีสิทธิปฏิบัติงานในระบบตามช่องทางที่กระทรวงการคลังกําหนด แล้วจึง

ผู้มีสิทธิดําเนินการขอเบิก อนุมัติจ่ายตรง นําส่งคลัง บันทึก/ปรับปรุงข้อมูล และเรียกรายงาน แล้วจึง หัวหน้าหน่วยงานผู้เบิกทําคําสั่งหรือมอบหมายเป็นลายลักษณ์อักษร ระบุบุคคล หน้าที่ ความรับผิดชอบ และแนวควบคุม แล้วจึง การสร้าง แก้ไข อนุมัติ และจัดการสิทธิเข้าระบบต้องเป็นไปตามที่กระทรวงการคลังกําหนด โดยต้องย้อนตรวจผลและปรับระบบเมื่อเงื่อนไขเปลี่ยน หลักควบคุมสําคัญคือ มีคําสั่งชัด แบ่งหน้าที่ ตรวจสอบย้อนหลังได้ ไม่ใช่แชร์สิทธิหรือใช้บัญชีผู้ปฏิบัติงานแทนกันโดยไม่มีคําสั่ง สถานที่เบิก ผู้เบิก และการเบิกแทน — ข้อ 14–16 — กรณีคือ หน่วยงานผู้เบิกส่วนกลาง ส่วนวิธีปฏิบัติคือ ส่งข้อมูลคําขอเบิกในระบบไปกรมบัญชีกลาง ขณะที่กรณีคือ หน่วยงานผู้เบิกที่มีสํานักงานในภูมิภาค ส่วนวิธีปฏิบัติคือ ส่งข้อมูลคําขอเบิกในระบบไปสํานักงานคลังจังหวัด ขณะที่กรณีคือ ผู้เบิก/อนุมัติจ่ายตรง ส่วนวิธีปฏิบัติคือ หัวหน้าหน่วยงานผู้เบิกหรือผู้ที่หัวหน้าหน่วยงานผู้เบิกมอบหมายตามข้อ 10 ขณะที่กรณีคือ เจ้าของงบประมาณให้หน่วยอื่นเบิกแทน ส่วนวิธีปฏิบัติคือ ทําได้

โดยต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กระทรวงการคลังกําหนด แกนหลักของคําขอเบิก — ข้อ 17–20 แกนเชื่อมโยงคือ ระบุวัตถุประสงค์—ใช้ตรงวัตถุประสงค์—หักภาษี—ตรวจคําขอและตรวจผลจ่าย — ข้อคือ 17 ส่วนหลักเกณฑ์คือ ทุกคําขอต้องระบุวัตถุประสงค์ เงินที่เบิกเพื่อการใดต้องจ่ายเฉพาะการนั้น ห้ามเปลี่ยนไปจ่ายอย่างอื่น ขณะที่ข้อคือ 18 ส่วนหลักเกณฑ์คือ จ่ายหรือก่อหนี้ได้เฉพาะที่กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ คําสั่ง มติ ครม. หรือกระทรวงการคลังอนุญาต; การได้เงินจากคลังไม่ทําให้พ้นหน้าที่ตรวจความชอบด้วยกฎหมาย ขณะที่ข้อคือ 19 ส่วนหลักเกณฑ์คือ ถ้าต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ให้บันทึกภาษีนั้นเป็นรายได้แผ่นดินในคําขอเบิกด้วย เว้นแต่หักไว้แล้ว ขณะที่ข้อคือ 20 (1) ส่วนหลักเกณฑ์คือ เปิดบัญชีเงินงบประมาณ 1 บัญชี และเงินนอกงบประมาณ 1 บัญชี แยกกัน รวมเป็น 2 บัญชี ข้อ 20 (1) หลังแก้ไขปี 2563 — ธนาคารและจํานวนบัญชี แกนเชื่อมโยงคือ 2 บัญชี: งบประมาณ 1 + นอกงบประมาณ 1 — องค์ประกอบคือ ประเภทธนาคารทางเลือกที่ 1 ส่วนข้อกําหนดปัจจุบันตามฉบับที่ 2คือ

ธนาคารที่เป็นรัฐวิสาหกิจ ขณะที่องค์ประกอบคือ ประเภทธนาคารทางเลือกที่ 2 ส่วนข้อกําหนดปัจจุบันตามฉบับที่ 2คือ ธนาคารที่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินถือหุ้นเกินกึ่งหนึ่ง ขณะที่องค์ประกอบคือ บัญชีเงินงบประมาณ ส่วนข้อกําหนดปัจจุบันตามฉบับที่ 2คือ 1 บัญชี ขณะที่องค์ประกอบคือ บัญชีเงินนอกงบประมาณ ส่วนข้อกําหนดปัจจุบันตามฉบับที่ 2คือ 1 บัญชี ขณะที่องค์ประกอบคือ รวมโครงสร้างขั้นต่ําตามข้อความข้อ 20 (1) ส่วนข้อกําหนดปัจจุบันตามฉบับที่ 2คือ 2 บัญชี แยกประเภทเงิน ไม่รวมไว้บัญชีเดียว จุดหลอกที่พบบ่อยคือจําเฉพาะคําว่า “ธนาคารรัฐวิสาหกิจ” จากฉบับเดิม โครงสร้างอํานาจและการแบ่งหน้าที่ทําให้รายการหนึ่งตรวจสอบย้อนกลับได้ตั้งแต่ผู้มีสิทธิเข้าระบบ ผู้บันทึก ผู้อนุมัติ บัญชีที่รับเงิน ไปจนถึงรายงานผล หน่วยงานผู้เบิกต้องมีบัญชีเงินงบประมาณหนึ่งบัญชีและบัญชีเงินนอกงบประมาณหนึ่งบัญชี แยกกันไว้กับธนาคารที่เป็นรัฐวิสาหกิจหรือธนาคารที่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินถือหุ้นเกินกึ่งหนึ่ง พร้อมส่งข้อมูลบัญชีหรือข้อมูลเจ้าหนี้ให้กรมบัญชีกลางสร้างข้อมูลหลักผู้ขาย ตรวจคําขอก่อนส่ง และตรวจการจ่ายจากรายงานในระบบทุกครั้ง

เส้นความรับผิดชอบก่อนเงินออกจากคลัง

  1. 1ฐานอำนาจระบุระเบียบ ฉบับแก้ไข วัตถุประสงค์ของรายจ่าย และข้อกำหนดเฉพาะที่ใช้กับรายการ
  2. 2สิทธิในระบบกำหนดผู้ใช้งานตามหน้าที่ แยกผู้บันทึก ผู้อนุมัติ และผู้ตรวจรายงาน พร้อมยกเลิกสิทธิเมื่อพ้นหน้าที่
  3. 3ข้อมูลรับเงินใช้บัญชีธนาคารถูกประเภทและข้อมูลเจ้าหนี้หรือผู้มีสิทธิที่ผ่านการสร้างเป็นข้อมูลหลักแล้ว
  4. 4คำขอและการตรวจตรวจความครบถ้วนก่อนส่งให้กรมบัญชีกลางหรือสำนักงานคลังจังหวัด และตรวจผลจ่ายจากรายงานในระบบ
หัวข้อ 2

คำขอเบิกต้องผูกวัตถุประสงค์ เวลา และวิธีจ่ายไว้ด้วยกัน

คําขอเบิกที่ชอบด้วยระเบียบมิได้พิจารณาเฉพาะว่ามีวงเงินเหลือ แต่ต้องตอบได้พร้อมกันว่าเป็นหนี้หรือรายจ่ายของปีใด ใช้เงินตรงวัตถุประสงค์หรือไม่ ถึงหรือใกล้ถึงกําหนดชําระแล้วหรือยัง ผู้รับเงินคือใคร และกรมบัญชีกลางควรจ่ายตรงหรือจ่ายเข้าบัญชีของส่วนราชการ ภาษีหัก ณ ที่จ่ายต้องแสดงในคําขอและบันทึกเป็นรายได้แผ่นดินตามกรณี ส่วนหนี้เงินตราต่างประเทศต้องใช้หลักการคํานวณและอัตราแลกเปลี่ยนตามที่กําหนด มิใช่เลือกอัตราเพื่อให้วงเงินเพียงพอภายหลัง เวลาขอเบิกและปีงบประมาณ — ข้อ 21–25 — ข้อคือ 21 หน่วยงานผู้เบิกที่มิใช่ส่วนราชการ ส่วนสาระคือ ส่งคําขอตามแผนปฏิบัติงานและแผนใช้จ่ายที่สํานักงบประมาณเห็นชอบ; อปท.ที่รับอุดหนุนเฉพาะกิจต้องระบุวัตถุประสงค์และห้ามเบิกก่อนถึง/ใกล้ถึงกําหนดจ่าย ขณะที่ข้อคือ 22 ส่วนราชการ ส่วนสาระคือ ทุกกรณีห้ามขอเบิกจนกว่าจะถึงกําหนดหรือใกล้ถึงกําหนดจ่าย

ขณะที่ข้อคือ 23 ปีของค่าใช้จ่าย ส่วนสาระคือ ค่าใช้จ่ายเกิดปีใดให้เบิกงบปีนั้น; ถ้าจําเป็นเบิกไม่ทัน อาจเบิกงบปีถัดไปตามวิธีกระทรวงการคลัง แต่ห้ามก่อหนี้เกินงบที่อนุมัติ ขณะที่ข้อคือ 24 เงินงบกลางบางรายการ ส่วนสาระคือ เบี้ยหวัด บําเหน็จ บํานาญ เงินช่วยเหลือ เงินสํารอง/สมทบ/ชดเชย รักษาพยาบาล หรือรายการที่กําหนด หากค้างเบิกให้นํามาเบิกจากรายการนั้นของปีต่อ ๆ ไป ขณะที่ข้อคือ 25 ค่าใช้จ่ายประจําที่กําหนด ส่วนสาระคือ ถือว่าเกิดเมื่อส่วนราชการได้รับแจ้งให้ชําระ และเบิกจากงบปีที่ได้รับแจ้ง “เบิกเผื่อไว้ก่อน” ทั้งที่ยังไม่ถึงหรือไม่ใกล้กําหนดจ่าย ขัดข้อ 22 แม้หน่วยงานจะอ้างว่าสะดวกต่อการบริหารเงิน หนี้เงินตราต่างประเทศ — ข้อ 26–27 — วิธีคือ ซื้อเงินตราไว้ก่อน ส่วนหลักปฏิบัติคือ อาจทยอยซื้อหรือซื้อเต็มจํานวนในสกุลที่จะชําระ ฝากธนาคารรัฐวิสาหกิจหรือธนาคารที่กระทรวงการคลังเห็นชอบ

แล้วนําไปชําระเมื่อถึง/ใกล้กําหนด ขณะที่วิธีคือ ดอกเบี้ยจากเงินฝาก ส่วนหลักปฏิบัติคือ นําส่งเป็นรายได้แผ่นดิน ขณะที่วิธีคือ การรายงาน ส่วนหลักปฏิบัติคือ รายงานการซื้อเงินตราต่างประเทศและการชําระหนี้ต่อกระทรวงการคลัง ขณะที่วิธีคือ เบิกเพื่อชําระเมื่อถึงกําหนด ส่วนหลักปฏิบัติคือ ปฏิบัติเช่นหนี้เงินบาท และติดต่อซื้อเงินตราต่างประเทศจากธนาคารพาณิชย์โดยตรง ซื้อทรัพย์สิน จ้างทําของ เช่าทรัพย์สิน — ข้อ 28 แกนเชื่อมโยงคือ 5,000 บาทขึ้นไปลง ใบสั่งซื้อหรือใบสั่งจ้างในระบบ — ตรวจรับแล้วเบิกไม่เกิน 5 วันทําการ — กรณีคือ มีใบสั่งซื้อ ใบสั่งจ้าง สัญญา หรือข้อตกลง วงเงินตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไป ส่วนการจองงบ/ผู้รับเงินคือ จัดทําหรือลงใบสั่งซื้อ/ใบสั่งจ้างเพื่อจองงบประมาณในระบบ และกรมบัญชีกลางจ่ายตรงเข้าบัญชีเจ้าหนี้หรือผู้มีสิทธิ ขณะที่กรณีคือ กรณีอื่นนอกจากข้างต้น

ส่วนการจองงบ/ผู้รับเงินคือ ไม่ต้องลงใบสั่งซื้อ/ใบสั่งจ้างในระบบ; กรมบัญชีกลางจ่ายเข้าบัญชีส่วนราชการเพื่อจ่ายต่อ หรือจะขอให้จ่ายตรงก็ได้ ขณะที่กรณีคือ กําหนดเวลาหลังตรวจรับ ส่วนการจองงบ/ผู้รับเงินคือ ขอเบิกโดยเร็ว อย่างช้าไม่เกิน 5 วันทําการนับแต่ตรวจรับทรัพย์สิน/งานถูกต้อง หรือได้รับแจ้งจากหน่วยงานย่อย ลําดับดําเนินงานเริ่มจาก ตรวจว่ารายการเป็นซื้อ/จ้างทําของ/เช่า และอยู่ใต้กฎหมายจัดซื้อจัดจ้าง แล้วจึง ตรวจเอกสารและวงเงิน: ตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไปต้องลง ใบสั่งซื้อหรือใบสั่งจ้างในระบบเพื่อจองงบในระบบ แล้วจึง ตรวจรับถูกต้อง แล้วจึง ส่งคําขอเบิกโดยเร็วและไม่เกิน 5 วันทําการ แล้วจึง ตรวจรายงานว่ากรมบัญชีกลางจ่ายตรงหรือจ่ายเข้าบัญชีส่วนราชการตรงตามกรณี โดยต้องย้อนตรวจผลและปรับระบบเมื่อเงื่อนไขเปลี่ยน รายการอื่นและเงินประจําเดือน — ข้อ 29–31 — รายการที่ไม่ใช่ซื้อ/จ้าง/เช่า หลักคือกรมบัญชีกลางจ่ายเข้าบัญชีเจ้าหนี้หรือผู้มีสิทธิโดยตรง ข้อยกเว้นค่าสาธารณูปโภคที่มีเงินสมทบจากบุคคล/หน่วยอื่น

ให้จ่ายเข้าบัญชีส่วนราชการเพื่อจ่ายต่อ สวัสดิการ ค่าตอบแทน หรือกรณีที่กําหนด ให้จ่ายเข้าบัญชีส่วนราชการเพื่อจ่ายให้ผู้มีสิทธิผ่านระบบการรับหรือจ่ายเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ การเบิกงบจังหวัดและกลุ่มจังหวัดเป็นไปตามที่กระทรวงการคลังกําหนด เงินที่ต้องจ่ายประจําเดือนในวันทําการสิ้นเดือน ให้ส่งคําขอเบิกภายในวันที่ 15 ของเดือนนั้น หรือวันที่กระทรวงการคลังกําหนด สํานักงานในต่างประเทศ — ข้อ 32–34 — เรื่องคือ เบิกเพื่อส่งสํานักงานต่างประเทศ ส่วนกําหนดคือ อาจเบิกซื้อเงินตราต่างประเทศทั้งจํานวน หรือกระทรวงการคลังกําหนดให้เบิกเป็นงวดตามจําเป็น ขณะที่เรื่องคือ เงินเหลือสิ้นปี ส่วนกําหนดคือ ส่งคืนส่วนราชการเจ้าของงบภายใน 30 วันนับแต่วันสิ้นปี ขณะที่เรื่องคือ มีหนี้ผูกพันและจ่ายไม่ทันสิ้นปี ส่วนกําหนดคือ เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอนุมัติ เก็บไว้จ่ายต่อได้ไม่เกิน 6 เดือน; จําเป็นอาจตกลงขยายอีกไม่เกิน 6 เดือน ขณะที่เรื่องคือ เงินคงเหลือเมื่อครบเวลาที่อนุมัติ ส่วนกําหนดคือ

ส่งคืนเจ้าของงบภายใน 30 วันนับแต่ครบกําหนด และเจ้าของงบดําเนินการเบิกหักผลักส่ง ขณะที่เรื่องคือ เงินต่างประเทศที่ได้รับคืน ส่วนกําหนดคือ แลกกับธนาคารพาณิชย์เป็นเงินบาท แล้วนําส่งคลังโดยด่วนเป็นรายได้แผ่นดินประเภทเงินเหลือจ่ายปีเก่าส่งคืน รายการซื้อทรัพย์สิน จ้างทําของ หรือเช่าทรัพย์สินที่มีใบสั่งซื้อ ใบสั่งจ้าง สัญญา หรือข้อตกลงวงเงินตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไป ต้องจัดทําหรือลงใบสั่งซื้อหรือใบสั่งจ้างเพื่อจองงบประมาณในระบบ และให้กรมบัญชีกลางจ่ายตรงแก่เจ้าหนี้หรือผู้มีสิทธิ เมื่อมีการตรวจรับถูกต้องแล้ว ส่วนราชการต้องขอเบิกโดยเร็ว อย่างช้าไม่เกิน 5 วันทําการ รายการประจําเดือนต้องจัดคําขอในจังหวะที่ระเบียบกําหนด ขณะที่สํานักงานในต่างประเทศใช้วิธีที่คํานึงถึงข้อจํากัดของพื้นที่แต่ยังต้องรักษาหลักฐาน อํานาจอนุมัติ และการตรวจสอบให้ครบ

จุดตัดสินใจของคำขอเบิกที่มักใช้ต่างกัน
ลักษณะรายการวิธีจัดคำขอและจ่ายกำหนดที่ต้องระวัง
ซื้อ จ้าง หรือเช่าตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไปลงใบสั่งซื้อหรือใบสั่งจ้างเพื่อจองงบ และจ่ายตรงเจ้าหนี้หรือผู้มีสิทธิขอเบิกอย่างช้าไม่เกิน 5 วันทำการหลังตรวจรับถูกต้อง
ซื้อ จ้าง หรือเช่ากรณีอื่นไม่ต้องลงใบสั่งซื้อหรือใบสั่งจ้างตามเกณฑ์ดังกล่าว อาจจ่ายผ่านบัญชีส่วนราชการหรือขอจ่ายตรงต้องขอเบิกโดยเร็วเมื่อมีสิทธิและหลักฐานครบ
รายจ่ายที่ต้องจ่ายประจำในวันสิ้นเดือนเตรียมคำขอให้พร้อมตามรอบของระบบและประเภทผู้รับส่งคำขอภายในวันที่ 15 ของเดือนนั้นตามกรณี
หนี้เงินตราต่างประเทศคำนวณตามหลักและอัตราแลกเปลี่ยนที่ระเบียบกำหนด พร้อมจัดการส่วนต่างให้ถูกประเภทผูกกับวันที่และฐานอัตราที่ใช้จริง
รายการของสำนักงานในต่างประเทศดำเนินการตามวิธีเฉพาะที่รองรับข้อจำกัดของประเทศที่ตั้งยังต้องมีหลักฐานและการตรวจรายการครบถ้วน
อ่านสรุปฉบับเต็มทุกหัวข้อ
สมาชิก PRO ระบบจะจำหัวข้อที่อ่านค้างไว้ให้ด้วย
PRO 99 บาท/เดือน
เนื้อหาฉบับเต็มต้นฉบับจาก cgd.go.thเปิดต้นฉบับ

เนื้อหาสรุปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาส่วนบุคคล ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต