กลับไปทำข้อสอบวิชานี้

การวิเคราะห์ระบบ ออกแบบฐานข้อมูลและการพัฒนาระบบสารสนเทศ

จากปัญหาธุรกิจและความต้องการ สู่แบบข้อมูล สถาปัตยกรรม การส่งมอบ และการดูแลระบบตลอดอายุ

6 หัวข้อ · อ่านประมาณ 25 นาที

อ่านฟรีได้ 2 จาก 6 หัวข้อ33%
หัวข้อ 1

บทที่ 1 ปัญหา ขอบเขต และความต้องการของระบบ

การพัฒนาระบบสารสนเทศเริ่มจากการยืนยันว่ามีปัญหาหรือโอกาสทางธุรกิจใดที่สมควรแก้ ไม่ใช่เริ่มจากเลือกภาษา โปรแกรม หรือฐานข้อมูล นักวิเคราะห์ต้องทำความเข้าใจวัตถุประสงค์ขององค์กร กระบวนงานที่เกี่ยวข้อง ผลลัพธ์ที่ต้องการ และเกณฑ์ที่จะใช้ตัดสินความสำเร็จ เมื่อจุดเริ่มต้นชัด การตัดสินใจด้านเทคนิคจึงมีเหตุผลรองรับและตรวจสอบได้ หากเริ่มจากเทคโนโลยี ทีมอาจสร้างระบบที่ทำงานได้แต่ไม่ลดปัญหาเดิม หรือสร้างภาระใหม่ให้ผู้ใช้ การนิยามปัญหาจึงต้องแยกอาการที่มองเห็นออกจากสาเหตุ และระบุขอบเขตว่ากระบวนงาน บุคคล ข้อมูล และระบบภายนอกใดอยู่ในโครงการ

ผู้มีส่วนได้เสียไม่ได้มีเพียงผู้สั่งงานหรือผู้ใช้หน้าจอหลัก แต่รวมผู้ปฏิบัติงานแต่ละบทบาท เจ้าของข้อมูล ผู้ดูแลระบบ ผู้ตรวจสอบ ผู้บริหาร และระบบอื่นที่รับส่งข้อมูล การสัมภาษณ์ควรครอบคลุมผู้ใช้หลายกลุ่มและสถานการณ์ใช้งานที่หลากหลาย พร้อมตรวจเอกสารธุรกิจ เช่น แบบฟอร์ม รายงาน ใบคำขอ หรือระเบียนที่ใช้อยู่ เอกสารเหล่านี้ช่วยให้เห็นข้อมูลที่เกิดขึ้นจริง ลำดับงาน จุดอนุมัติ และข้อยกเว้น การรับฟังเพียงคนเดียวมักทำให้ความต้องการสะท้อนมุมมองเฉพาะส่วน จึงต้องเปรียบเทียบคำอธิบายกับหลักฐานและสังเกตความต่างระหว่างกระบวนการที่กำหนดกับกระบวนการที่เกิดขึ้นจริง

ขอบเขตที่ดีอธิบายทั้งสิ่งที่ระบบต้องรับผิดชอบและสิ่งที่อยู่นอกความรับผิดชอบ รวมถึงอินพุต ผลลัพธ์ ผู้เกี่ยวข้อง ระบบเชื่อมต่อ และข้อจำกัดด้านเวลา งบประมาณ หรือโครงสร้างพื้นฐาน การกำหนดขอบเขตช่วยป้องกันงานเพิ่มโดยไม่มีการประเมินผลกระทบ แต่ไม่ควรทำให้ทีมละเลยความสัมพันธ์กับสิ่งภายนอก เช่น ระบบยืนยันตัวตน ระบบการเงิน หรือแหล่งข้อมูลกลาง การเปลี่ยนขอบเขตต้องประเมินผลต่อข้อมูล อินเทอร์เฟซ การทดสอบ และแผนนำขึ้นระบบ ไม่ใช่เพิ่มหน้าจอหรือฟังก์ชันโดยมองเฉพาะชิ้นงานที่เห็นตรงหน้า

ความต้องการสองมุมที่ต้องตรวจร่วมกัน
มุมความต้องการคำถามหลักตัวอย่างเกณฑ์ตรวจรับ
เชิงหน้าที่ระบบต้องให้บริการหรือเปลี่ยนสถานะอะไรรับคำขอ ตรวจข้อมูล อนุมัติ และส่งผลได้ตามกฎ
เชิงคุณภาพระบบต้องทำงานได้ดีและปลอดภัยระดับใดเวลาตอบสนอง ความพร้อมใช้ ความทนทาน และสิทธิเป็นไปตามเป้าหมาย
ข้อจำกัดและการเชื่อมต่อระบบต้องอยู่ร่วมกับสิ่งใดและมีกรอบอะไรรูปแบบข้อมูล โปรโตคอล สภาพแวดล้อม งบประมาณ และกติกาองค์กรชัดเจน

ความต้องการเชิงหน้าที่บอกบริการหรือพฤติกรรมที่ระบบต้องทำ เช่น รับคำขอ ตรวจข้อมูล คำนวณ อนุมัติ หรือส่งผลให้ระบบอื่น ส่วนความต้องการเชิงคุณภาพกำหนดระดับที่ระบบต้องบรรลุ เช่น เวลาตอบสนอง ความพร้อมใช้ ความมั่นคง ความทนทาน ความสามารถขยายตัว และการคุ้มครองข้อมูล ความต้องการสองกลุ่มทำงานร่วมกัน เพราะบริการที่ให้ผลถูกต้องแต่ช้าเกินใช้งานก็ไม่ตอบโจทย์ ขณะเดียวกันระบบที่เร็วแต่ให้สิทธิเข้าถึงผิดย่อมสร้างความเสียหาย นักวิเคราะห์จึงต้องทำให้ถ้อยคำวัดได้ มีเงื่อนไข และระบุบริบทของการใช้งาน

เมื่อรวบรวมความต้องการแล้วต้องทบทวนกับผู้มีส่วนได้เสียเพื่อหาความขัดแย้ง ความซ้ำ และช่องว่าง การออกแบบเป็นกระบวนการวนซ้ำ ความเข้าใจของทีมย่อมเปลี่ยนเมื่อเห็นแบบจำลอง ทดลองโค้ด หรือทดสอบสถานการณ์จริง การเปลี่ยนแปลงจึงไม่ใช่ความล้มเหลวหากมีการควบคุมและรักษาร่องรอยว่าเหตุใดจึงแก้ สิ่งสำคัญคือแยกเป้าหมายของผู้ใช้ออกจากวิธีแก้ชั่วคราว เพื่อให้ทีมยังพิจารณาทางเลือกอื่นได้ และให้ความต้องการแต่ละข้อเชื่อมกับแบบออกแบบ งานพัฒนา และหลักฐานทดสอบที่ยืนยันว่าระบบตอบสิ่งนั้นจริง

หัวข้อ 2

บทที่ 2 การวิเคราะห์กระบวนการและสร้างแบบจำลอง

การวิเคราะห์ระบบเปลี่ยนความรู้จากผู้ใช้และเอกสารให้เป็นแบบจำลองที่ทีมอภิปรายร่วมกันได้ แบบจำลองช่วยลดความกำกวมของข้อความธรรมชาติ ทำให้เห็นขอบเขต ผู้กระทำ เหตุการณ์ ข้อมูล และการตอบสนอง แต่แบบจำลองไม่ใช่ข้อกำหนดทั้งหมดในตัวเอง จึงต้องใช้ร่วมกับคำอธิบาย กฎธุรกิจ ตัวอย่าง และการยืนยันจากผู้เกี่ยวข้อง ระดับรายละเอียดควรสัมพันธ์กับขนาดและความซับซ้อนของโครงการ ทีมเล็กอาจใช้ภาพไม่กี่ชุดกับข้อตกลงที่ชัด ขณะที่ระบบใหญ่ซึ่งมีหลายทีมและหลายอินเทอร์เฟซต้องมีรายละเอียดเพียงพอให้แต่ละฝ่ายตีความตรงกันโดยไม่อาศัยความจำของบุคคล

แบบจำลองความต้องการมองระบบจากภายนอกและตอบว่าผู้ใช้หรือระบบอื่นต้องได้รับบริการอะไร อินเทอร์เฟซที่ระบบจัดให้เรียกว่าอินเทอร์เฟซที่ให้บริการ ส่วนบริการที่ระบบต้องเรียกใช้จากภายนอกเป็นอินเทอร์เฟซที่ต้องพึ่งพา นอกจากนี้ยังต้องบันทึกเป้าหมายด้านสมรรถนะ ความมั่นคง และความทนทาน แบบจำลองสถาปัตยกรรมกลับมองจากภายใน โดยแสดงองค์ประกอบและวิธีที่องค์ประกอบทำงานร่วมกันเพื่อให้บริการ การแยกสองมุมนี้ทำให้ทีมปรับโครงสร้างภายในหรือพิจารณาทางเลือกสถาปัตยกรรมใหม่ได้ โดยยังรักษาความต้องการของผู้ใช้เป็นเกณฑ์ตัดสิน

การวิเคราะห์กระบวนการติดตามงานตั้งแต่เหตุเริ่มต้นไปจนถึงผลลัพธ์ ระบุผู้รับผิดชอบ กิจกรรม จุดตัดสินใจ ข้อมูลที่รับและส่ง รวมถึงทางเดินเมื่อเกิดข้อยกเว้น แผนภาพการไหลของข้อมูลใช้แสดงกระบวนการหลัก แหล่งกำเนิดหรือปลายทาง ที่เก็บข้อมูล และการไหลตลอดอายุข้อมูล จึงช่วยตรวจว่าข้อมูลใดถูกสร้าง ใช้ เปลี่ยน หรือส่งต่อโดยใคร อย่างไรก็ดี ลูกศรทุกเส้นต้องมีความหมายทางธุรกิจ หากวาดตามโครงสร้างโปรแกรมเร็วเกินไป ภาพจะสะท้อนวิธีสร้างที่ยังไม่ผ่านการตัดสิน มากกว่าสภาพปัญหาที่ต้องเข้าใจ

สถานการณ์ใช้งานช่วยเชื่อมเป้าหมายกับพฤติกรรมของระบบ โดยระบุผู้กระทำ เงื่อนไขก่อนเริ่ม ลำดับปกติ ทางเลือก ข้อยกเว้น และผลหลังจบ ตัวอย่างข้อมูลจริงทำให้พบกรณีที่ถ้อยคำทั่วไปมองไม่เห็น เช่น ค่าว่าง รายการซ้ำ การยกเลิกกลางทาง หรือการแก้ไขย้อนหลัง เมื่อนำสถานการณ์หลายชุดมาเทียบ ทีมจะเห็นบริการร่วมและจุดที่ต้องแยกตามบทบาท การวิเคราะห์จึงไม่ควรวัดจากจำนวนเอกสาร แต่จากความสามารถในการอธิบายว่าระบบตอบสนองต่อเหตุการณ์สำคัญอย่างไร และข้อมูลเปลี่ยนสถานะผ่านเงื่อนไขใด

ผลการวิเคราะห์ต้องรักษาร่องรอยระหว่างปัญหา ความต้องการ แบบจำลอง การตัดสินใจ และการทดสอบ ความต้องการหนึ่งข้ออาจกระทบหลายองค์ประกอบ และองค์ประกอบหนึ่งอาจรองรับหลายความต้องการ หากไม่มีความเชื่อมโยง ทีมจะไม่รู้ว่าการเปลี่ยนกฎธุรกิจต้องแก้ส่วนใด หรือกรณีทดสอบใดต้องทำใหม่ การทบทวนควรมองทั้งความครบถ้วน ความสอดคล้อง ความเป็นไปได้ และความสามารถตรวจรับได้ เมื่อพบข้อขัดแย้งต้องเจรจากับผู้มีอำนาจตัดสินและบันทึกเหตุผล ไม่ซ่อนความขัดแย้งไว้ในถ้อยคำกว้างที่แต่ละฝ่ายตีความต่างกัน

อ่านสรุปฉบับเต็มทุกหัวข้อ
สมาชิก PRO ระบบจะจำหัวข้อที่อ่านค้างไว้ให้ด้วย
PRO 99 บาท/เดือน

เนื้อหาสรุปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาส่วนบุคคล ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต