กลับไปทำข้อสอบวิชานี้

ความรู้ด้านการบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์

คู่มือเชื่อมพันธกิจ คอลเล็กชัน การอนุรักษ์ นิทรรศการ ผู้ชม ข้อมูลดิจิทัล มาตรฐาน และการประเมินผลให้เป็นระบบบริหารเดียวกัน

7 หัวข้อ · อ่านประมาณ 35 นาที

อ่านฟรีได้ 2 จาก 7 หัวข้อ29%
หัวข้อ 1

พิพิธภัณฑ์ในฐานะสถาบันสาธารณะและระบบบริหาร

นิยามของสภาการพิพิธภัณฑ์ระหว่างชาติ หรือ ICOM ซึ่งรับรองเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ค.ศ. 2022 กําหนดให้พิพิธภัณฑ์เป็นสถาบันถาวรที่ไม่แสวงหากําไรและรับใช้สังคม ทําหน้าที่วิจัย รวบรวม อนุรักษ์ ตีความ และจัดแสดงมรดกที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ โดยเปิดต่อสาธารณะ เข้าถึงได้ ครอบคลุม ส่งเสริมความหลากหลายกับความยั่งยืน ดําเนินงานอย่างมีจริยธรรมและเป็นวิชาชีพ และให้ชุมชนมีส่วนร่วม การบริหารจึงต้องเชื่อมพันธกิจ ธรรมาภิบาล คอลเล็กชัน ความรู้ ผู้คน การเงิน อาคาร ดิจิทัล ความเสี่ยง และความไว้วางใจเข้าด้วยกัน

ข้อเสนอแนะของ UNESCO ว่าด้วยการคุ้มครองและส่งเสริมพิพิธภัณฑ์และคอลเล็กชัน ความหลากหลาย และบทบาทในสังคม ซึ่งรับรองเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน ค.ศ. 2015 เน้นการสงวนรักษามรดก ความหลากหลายทางวัฒนธรรม การศึกษา การเรียนรู้ตลอดชีวิต ความสมานฉันท์ทางสังคม และการพัฒนาที่ยั่งยืน พิพิธภัณฑ์จึงต้องกําหนดคุณค่าสาธารณะที่ตรวจสอบได้ เช่น คอลเล็กชันมีความปลอดภัยและข้อมูลน่าเชื่อถือ ผู้คนเข้าถึงความรู้ ชุมชนมีส่วนร่วม และองค์กรมีทรัพยากรรองรับพันธกิจในระยะยาว โดยไม่ใช้ยอดผู้ชมหรือรายได้เพียงตัวเดียวแทนผลสัมฤทธิ์ทั้งหมด

governing body มีหน้าที่คุ้มครองพันธกิจ ทรัพย์สินและคอลเล็กชัน แต่งตั้ง/กํากับผู้อํานวยการ อนุมัตินโยบาย–งบ–ความเสี่ยง และรับผิดชอบต่อสาธารณะ ขณะที่ผู้อํานวยการและทีมบริหารแปลงทิศทางเป็นแผน บุคลากร ระบบ และผลลัพธ์ แบ่งอํานาจด้วย charter/delegation of authority ระบุเรื่องที่บอร์ดอนุมัติ เรื่องที่ฝ่ายบริหารตัดสิน เรื่องที่ต้องผู้เชี่ยวชาญ/คณะกรรมการจริยธรรม และวิธีจัดการ conflict of interest เพื่อไม่ให้คนเดียวซื้อ รับบริจาค ประเมินราคา และอนุมัติพร้อมกัน

แผนยุทธศาสตร์เชื่อม identity/mandate กับบริบทภายนอก ความต้องการสังคม สภาพคอลเล็กชัน ศักยภาพองค์กร และทรัพยากร แล้วเลือกสิ่งที่จะทําและสิ่งที่จะไม่ทํา วิสัยทัศน์บอกอนาคตที่มุ่ง พันธกิจบอกเหตุผล/ผู้รับใช้/วิธีหลัก และค่านิยมบอกหลักตัดสิน ใช้ environmental scanning, stakeholder/rights analysis, collection significance and risk, visitor/non-visitor research, financial scenario, workforce/facility/digital maturity มากกว่า SWOT เชิงพิธี จากนั้นกําหนด outcomes, initiatives, owner, resources, milestone, indicator และ assumption

นโยบายบอกเจตนา หลัก และขอบเขตอํานาจ ขั้นตอนบอกลําดับ ใครทําอะไร เอกสารอะไร และเงื่อนไข escalate ส่วนบันทึกพิสูจน์ว่าเคยทํา/ตัดสินอย่างไร ทั้งสามต้องสอดคล้องกฎหมาย จริยธรรม พันธกิจ และความเสี่ยง ชุดนโยบายหลักมักครอบคลุม collection development, documentation, access/use, care/conservation, research, loans, deaccession, rights/reproduction, human remains/sensitive materials, security, emergency, data/privacy, finance/procurement, HR/safeguarding และ conflict of interest ตามบริบท

นโยบายพัฒนาคอลเล็กชันต้องเชื่อมพันธกิจกับขอบเขตเนื้อหา ภูมิศาสตร์ ช่วงเวลา ประเภทวัสดุ ช่องว่างและความซ้ําซ้อน วิธีการได้มา เกณฑ์ปฏิเสธ ทรัพยากรดูแล การเข้าถึง การทบทวน และหลักเกณฑ์การจําหน่ายออก ก่อนรับวัตถุต้องประเมินความสําคัญ ความเกี่ยวข้อง Provenance กรรมสิทธิ์กับสิทธิครอบครอง ประเด็นกฎหมายและจริยธรรม สภาพกับอันตราย พื้นที่จัดเก็บ ต้นทุนอนุรักษ์ เอกสาร สิทธิการใช้ เงื่อนไขผู้ให้ ความซ้ํา และคุณค่าต่อการวิจัยหรือชุมชน การวางแผนจากช่องว่างและขีดความสามารถช่วยป้องกันมิให้การรับตามโอกาสสร้างภาระถาวรเกินความสามารถขององค์กร

  1. 1กำหนดพันธกิจ ขอบเขตคอลเล็กชัน ชุมชนที่เกี่ยวข้อง และคุณค่าสาธารณะที่ต้องสร้าง
  2. 2แปลงพันธกิจเป็นนโยบาย อำนาจอนุมัติ ขั้นตอน บันทึก และเกณฑ์จัดลำดับทรัพยากร
  3. 3ดำเนินงานผ่านผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน พร้อมการทบทวนจริยธรรม กฎหมาย ความเสี่ยง และความยั่งยืน
  4. 4ติดตามผลต่อคอลเล็กชัน ผู้ใช้ ชุมชน บุคลากร และฐานะการเงินด้วยหลักฐานที่อธิบายได้
  5. 5รายงาน เรียนรู้ และปรับยุทธศาสตร์หรือนโยบายเมื่อผลจริงไม่สอดคล้องกับพันธกิจ
หัวข้อ 2

วงจรคอลเล็กชันตั้งแต่รับวัตถุถึงทะเบียนและตำแหน่ง

วัตถุอาจเข้าพิพิธภัณฑ์เพื่อเสนอขาย/บริจาค ยืม ตรวจสอบ อนุรักษ์ หรือระบุตัวตน ต้องบันทึก object entry ทันทีเพื่อยืนยันผู้ฝาก เหตุผล จํานวน/คําบรรยาย สภาพ ข้อจํากัด ความรับผิด วิธีคืน และลายเซ็น โดยยังไม่ถือว่า accession ติดหมายเลขชั่วคราว/receipt ที่ไม่ทําอันตราย ถ่ายภาพ condition/packing แยกกักเมื่อมี pest/hazard ตรวจ authority ของผู้ส่ง กําหนดสถานที่และ due date แล้วเชื่อม movement record ทุกครั้ง ลดวัตถุไร้สถานะในสํานักงาน

Acquisition คือการได้กรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองตามกฎหมายและนโยบาย ส่วน Accessioning คือการรับวัตถุเข้าเป็นส่วนถาวรของคอลเล็กชันและจัดทําบันทึกหลัก การตรวจสอบสถานะผู้โอน สิทธิในวัตถุ Provenance การส่งออกและนําเข้าโดยชอบ กฎหมายต่อต้านการลักลอบค้า ข้อเรียกร้องคืนวัตถุ ผลประโยชน์ทับซ้อน สภาพ อันตราย เงื่อนไขผู้ให้ และความอ่อนไหวทางวัฒนธรรมต้องเสร็จก่อนผูกพันระยะยาว เอกสารโอนสิทธิควรระบุวัตถุ คู่สัญญา สิทธิ เงื่อนไข วันที่ และลายมือชื่อ แล้วเชื่อมเลขทะเบียนที่ไม่ซ้ํากับบันทึกการรับเข้า รายการทะเบียน ตําแหน่ง สภาพ สิทธิ และเอกสารต้นทาง

วัตถุที่ไม่มีข้อมูล ที่มา ตําแหน่ง สภาพ และสิทธิอาจมีประโยชน์/ความน่าเชื่อถือลดลงและเสี่ยงสูญหาย Documentation จึงรักษาความสัมพันธ์ระหว่างวัตถุ หลักฐาน ผู้คน เหตุการณ์ การตัดสิน และการใช้งานตลอดอายุ catalogue ควรแยก identifier, object name/classification, description, maker/date/place/material/technique/dimensions, provenance/acquisition, associations, location, condition, rights, restrictions, research/reference และ confidence/source ใช้ controlled vocabulary กับ free text อย่างมีเหตุผล

inventory เป็นการยืนยันเชิงกายภาพตามแผนว่า identifier–object–location–status ตรงกับบันทึกหรือไม่ ส่วน location/movement control บันทึกทุกการย้ายพร้อมต้นทาง ปลายทาง วันที่ เหตุผล ผู้อนุมัติ/เคลื่อน และผู้ตรวจรับ ออกแบบ location hierarchy ที่ไม่กํากวม เช่น อาคาร–ชั้น–ห้อง–ตู้–ชั้น กําหนด current/normal location, temporary move due date, barcode/RFID เมื่อเหมาะ และ offline fallback แต่ technology ไม่แทน visual verification กับ separation of duties

condition report บันทึกสภาพ ณ เวลา/บริบทหนึ่งเพื่อเทียบการเปลี่ยน วาง care/treatment, loan, display, insurance และ accountability ต้องแยกข้อสังเกตจากสาเหตุที่สันนิษฐานและใช้ภาษาตําแหน่ง/ขนาด/ความรุนแรงสม่ําเสมอ ระบุ identifier, object orientation, materials/structure, existing damage/alteration, active deterioration, stability, hazard, images/diagram, environmental/display needs, handling/packing limits, examiner/date/method และ recommended action ตามระดับความเชี่ยวชาญ

การอนุรักษ์เชิงป้องกันใช้การบริหารความเสี่ยงเพื่อลดโอกาสและขนาดความเสียหายต่อคอลเล็กชันจากแรงทางกายภาพ การโจรกรรมและทําลาย ไฟ น้ํา ศัตรูชีวภาพ มลพิษ แสงและรังสี อุณหภูมิที่ไม่เหมาะ ความชื้นสัมพัทธ์ที่ไม่เหมาะ และการสูญเสียข้อมูล การประเมินต้องระบุแหล่งอันตราย เส้นทาง วัตถุที่รับผล ความถี่หรือความน่าจะเป็น ขนาดความเสียหาย และสัดส่วนคุณค่าที่เสี่ยง แล้วเลือกมาตรการหลีกเลี่ยง ปิดกั้น ตรวจจับ ตอบสนอง และฟื้นฟู ค่าควบคุมสิ่งแวดล้อมต้องกําหนดตามวัสดุ ความไว ประวัติสภาพ ภูมิอากาศ อาคาร การใช้ และความยั่งยืน มิใช่ใช้ค่าอุณหภูมิหรือความชื้นเดียวกับทุกคอลเล็กชัน

อ่านสรุปฉบับเต็มทุกหัวข้อ
สมาชิก PRO ระบบจะจำหัวข้อที่อ่านค้างไว้ให้ด้วย
PRO 99 บาท/เดือน

เนื้อหาสรุปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาส่วนบุคคล ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต