สารบัญ6 หัวข้อหลัก
- 1.บทที่ 1 รากประวัติศาสตร์และอัตลักษณ์ของกรมธนารักษ์
- 2.บทที่ 2 วิสัยทัศน์ พันธกิจ และระบบงานที่เชื่อมเป็นหนึ่งเดียว
- 3.บทที่ 3 วงจรบริหารที่ราชพัสดุจากทะเบียนสู่ประโยชน์ระยะยาว
- 4.บทที่ 4 ราคาประเมินทรัพย์สิน: จากข้อมูลพื้นที่สู่ฐานมูลค่าของรัฐ
- 5.บทที่ 5 เหรียญกษาปณ์ เงินคงคลัง และทรัพย์สินมีค่าของรัฐ
- 6.บทที่ 6 โครงสร้าง VALUE และบริการในรัฐดิจิทัล
บทที่ 1 รากประวัติศาสตร์และอัตลักษณ์ของกรมธนารักษ์
กรมธนารักษ์เกิดจากการรวบงานซึ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินและความมั่นคงทางการคลังหลายสายเข้าไว้ในหน่วยงานเดียว เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2476 กรมพระคลังมหาสมบัติ กรมเงินตรา กรมรักษาที่หลวงและกัลปนา และกรมกระษาปณ์สิทธิการถูกรวมกันตามการจัดระเบียบกรมในกระทรวงการคลัง หน่วยงานใหม่นี้ใช้ชื่อว่า “กรมพระคลัง” จุดกำเนิดดังกล่าวอธิบายได้ว่าทำไมกรมในปัจจุบันจึงดูแลทั้งอสังหาริมทรัพย์ของรัฐ เหรียญกษาปณ์ เงินคงคลัง และทรัพย์สินมีค่า งานเหล่านี้อาจมีวัตถุแตกต่างกัน แต่ต่างต้องอาศัยทะเบียน การควบคุม การรักษามูลค่า และการใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดิน
หลังการก่อตั้ง ชื่อหน่วยงานเปลี่ยนตามการปรับโครงสร้างราชการ วันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2476 ชื่อกรมพระคลังเปลี่ยนเป็น “กรมคลัง” และวันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2495 จึงเปลี่ยนเป็น “กรมธนารักษ์” ซึ่งใช้สืบมาถึงปัจจุบัน วันก่อตั้งกับวันที่เริ่มใช้ชื่อปัจจุบันจึงเป็นคนละเหตุการณ์ การแยกสองหมุดหมายนี้ทำให้เห็นทั้งความต่อเนื่องขององค์กรและการเปลี่ยนภาษาราชการตามยุคสมัย แม้ชื่อจะเปลี่ยน แต่งานแกนกลางยังคงเป็นการดูแลทรัพย์ของรัฐในความหมายกว้าง และค่อย ๆ พัฒนาเครื่องมือบริหารให้สอดคล้องกับระบบเศรษฐกิจและการปกครองที่ซับซ้อนขึ้น
สถานที่ทำการก็สะท้อนพัฒนาการขององค์กรเช่นกัน ช่วงแรกกรมตั้งอยู่ในพระบรมมหาราชวังบริเวณถนนเขื่อนขัณฑ์นิเวศจนถึง พ.ศ. 2502 ต่อมาใน พ.ศ. 2503 ย้ายมายังถนนจักรพงษ์ แขวงชนะสงคราม และใน พ.ศ. 2535 จึงย้ายเข้าสู่บริเวณกระทรวงการคลัง ถนนพระรามที่ 6 การย้ายแต่ละครั้งมิใช่สาระของภารกิจโดยตรง แต่ช่วยอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างงานพระคลังแบบเดิมกับระบบราชการสมัยใหม่ ปัจจุบันหน่วยงานเฉพาะบางกองยังตั้งอยู่นอกอาคารส่วนกลาง เพราะงานประเมินราคา งานกษาปณ์ งานบริหารเงินตรา และงานพิพิธภัณฑ์ต้องใช้สถานที่ เครื่องมือ และช่องบริการที่ต่างกัน
มรดกจากหน่วยงานเดิมมิได้แยกอยู่เป็นเกาะ กิจการรักษาที่หลวงพัฒนาเป็นงานที่ราชพัสดุซึ่งต้องรู้สถานะและใช้ทรัพย์ให้เกิดประโยชน์ กิจการเงินตรากับกระษาปณ์พัฒนาเป็นวงจรผลิต นำออกใช้ และรับคืนเหรียญกษาปณ์ ส่วนการรักษาสมบัติของแผ่นดินเชื่อมสู่งานอนุรักษ์และเผยแพร่ทรัพย์สินมีค่าของรัฐ เมื่อรัฐสมัยใหม่ต้องใช้ข้อมูลมูลค่าที่มีมาตรฐาน งานประเมินราคาทรัพย์สินเพื่อประโยชน์แห่งรัฐจึงเข้ามาเติมห่วงโซ่ ภาพประวัติศาสตร์จึงทำให้เข้าใจกรมธนารักษ์ได้ดีกว่าการจำรายการหน้าที่ เพราะแสดงเหตุผลที่ภารกิจหลายชนิดมารวมอยู่ภายใต้หลักคิดเดียวกัน
อัตลักษณ์ของกรมจึงอยู่ที่การดูแลทั้ง “มูลค่า” และ “คุณค่า” มูลค่าหมายถึงประสิทธิภาพ รายได้ และความสามารถใช้ทรัพย์ให้เกิดผลทางเศรษฐกิจ ส่วนคุณค่ารวมประโยชน์สาธารณะ สังคม สิ่งแวดล้อม ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม ทรัพย์สินของแผ่นดินไม่ควรถูกมองเป็นเพียงของที่เก็บรักษา และไม่ควรถูกมองเป็นเพียงทุนที่ต้องสร้างรายได้สูงสุด การบริหารที่ครบถ้วนต้องทราบว่าทรัพย์คืออะไร อยู่ภายใต้งานใด ใครรับผิดชอบ ใช้เพื่อใคร และผลระยะยาวเป็นอย่างไร กรอบนี้เป็นสะพานจากประวัติองค์กรไปสู่ภารกิจทุกด้านในบทต่อไป
บทที่ 2 วิสัยทัศน์ พันธกิจ และระบบงานที่เชื่อมเป็นหนึ่งเดียว
วิสัยทัศน์ของกรมธนารักษ์วางปลายทางไว้ที่การ “เพิ่มมูลค่า และคุณค่าทรัพย์สินของแผ่นดิน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม เดินหน้าประเทศไทยสู่ความยั่งยืน” ถ้อยคำนี้ประกอบด้วยเหตุและผลอย่างชัดเจน การจัดการทรัพย์เป็นจุดเริ่ม การขับเคลื่อนสี่มิติเป็นผลที่ต้องเกิดระหว่างทาง และความยั่งยืนเป็นทิศทางระยะยาว การตัดสินใจจึงต้องชั่งน้ำหนักมากกว่ารายได้ หากทรัพย์สร้างรายได้แต่ทำลายคุณค่าทางวัฒนธรรมหรือกีดกันประโยชน์สาธารณะ ก็ยังไม่ตอบวิสัยทัศน์ครบด้าน เช่นเดียวกับการอนุรักษ์โดยไม่วางระบบดูแลหรือทรัพยากรรองรับก็อาจไม่ยั่งยืน
พันธกิจสี่ด้านทำให้วิสัยทัศน์กลายเป็นความรับผิดชอบที่ต่อเนื่อง ด้านแรกคือบริหารที่ราชพัสดุให้เกิดประโยชน์สูงสุดในเชิงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ด้านที่สองคือประเมินราคาทรัพย์สินตามหลักการสากลเพื่อความมั่นคงและยั่งยืน ด้านที่สามคือผลิตและบริหารเหรียญกษาปณ์ให้สอดคล้องกับความต้องการในระบบเศรษฐกิจ และด้านที่สี่คือจัดแสดง เผยแพร่ อนุรักษ์ และดูแลทรัพย์สินมีค่าของรัฐตามหลักวิชาการ พันธกิจเหล่านี้บอกผลที่องค์กรต้องรักษาอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่เพียงโครงการชั่วคราวตามปีงบประมาณ
| กลุ่มงาน | สิ่งที่บริหาร | ผลที่มุ่งให้เกิด |
|---|---|---|
| ที่ราชพัสดุ | ที่ดินและอาคารของรัฐในความรับผิดชอบ | การใช้ประโยชน์ที่เหมาะกับเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม |
| ประเมินราคาทรัพย์สิน | ข้อมูลราคาที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง และห้องชุด | ฐานมูลค่าที่มีมาตรฐานสำหรับประโยชน์แห่งรัฐ |
| เหรียญกษาปณ์และเงินคงคลัง | เหรียญในระบบเศรษฐกิจกับการรับจ่ายเงินคงคลัง | ความพร้อมใช้ของเงินตราและความถูกต้องของเงินรัฐ |
| ทรัพย์สินมีค่าของรัฐ | วัตถุและองค์ความรู้ทางประวัติศาสตร์ | การอนุรักษ์ เผยแพร่ และสืบทอดมรดกวัฒนธรรม |
ภารกิจตามโครงสร้างเพิ่มรายละเอียดของการลงมือทำ ได้แก่ การปกครอง ดูแล บำรุงรักษา ให้ใช้ จัดประโยชน์ และพัฒนาที่ราชพัสดุ การจัดทำ นำออกใช้ และรับคืนเหรียญกษาปณ์ รวมถึงงานเกี่ยวกับเงินตราและงานรับจ้างทำของ การรับ จ่าย และควบคุมเงินคงคลัง การดำเนินงานประเมินราคาทรัพย์สินเพื่อประโยชน์แห่งรัฐ และการจัดแสดง เผยแพร่ อนุรักษ์ ตลอดจนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ตามระเบียบ งานทั้งหมดต้องอาศัยกฎหมายเฉพาะของตน จึงไม่ควรนำวิธีของงานหนึ่งไปใช้แทนอีกงานหนึ่งเพียงเพราะอยู่ในกรมเดียวกัน
เมื่อนำวิสัยทัศน์ พันธกิจ และภารกิจมาวางซ้อนกัน จะเห็นลำดับจากเหตุผลสู่การปฏิบัติ วิสัยทัศน์ตอบว่าทรัพย์สินของแผ่นดินควรนำประเทศไปทางใด พันธกิจตอบว่าองค์กรต้องรักษาความสามารถด้านใด และภารกิจตอบว่ากระบวนงานประจำที่ทำให้ความสามารถนั้นเกิดขึ้นมีอะไรบ้าง ยุทธศาสตร์ประจำปีทำหน้าที่เลือกจุดเร่งในช่วงเวลาหนึ่ง จึงไม่ใช่ฐานอำนาจใหม่และไม่แทนกฎหมาย งานที่ถูกต้องต้องเริ่มจากอำนาจหน้าที่ ใช้ยุทธศาสตร์กำหนดลำดับความสำคัญ แล้ววัดผลกลับไปยังประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม
ระบบภารกิจของกรมมีความหมายต่อประชาชนในหลายจังหวะของชีวิต ผู้เช่าหรือหน่วยงานรัฐพบกรมผ่านการใช้ที่ราชพัสดุ ผู้โอนทรัพย์หรือใช้ราคาทางราชการพบข้อมูลประเมิน ผู้ประกอบการและประชาชนใช้เหรียญที่ถูกผลิตและกระจายสู่ระบบเศรษฐกิจ ขณะที่พิพิธภัณฑ์กับทรัพย์สินมีค่าทำให้สมบัติของรัฐกลายเป็นความรู้สาธารณะ ความหลากหลายนี้ไม่ใช่ความกระจัดกระจาย เพราะทุกด้านเริ่มจากการรู้จักทรัพย์ให้ถูกต้อง รักษามาตรฐานระหว่างการครอบครองหรือใช้ประโยชน์ และส่งต่อคุณค่าให้รัฐกับประชาชนอย่างตรวจสอบได้
เนื้อหาสรุปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาส่วนบุคคล ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต