กลับไปทำข้อสอบวิชานี้

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับกรมสุขภาพจิต

อัปเดตตามแผนปฏิบัติราชการกรมสุขภาพจิตระยะครึ่งแผน พ.ศ. 2569–2570 ครบประวัติ ภารกิจ โครงสร้าง วิสัยทัศน์ MENTAL สี่ยุทธศาสตร์ บริการ 1323 สิทธิ การคัดกรอง วิกฤต และกรณีตัดสินใจ

18 หัวข้อ · อ่านประมาณ 123 นาที · มีต้นฉบับจาก psdg.dmh.go.th

เปิดเนื้อหาฉบับเต็ม
อ่านฟรีได้ 2 จาก 18 หัวข้อ11%
สารบัญ18 หัวข้อหลัก
  1. 1.บทนำ — แผนที่วิชา: รู้จักกรมจากประวัติ–กฎหมาย–โครงสร้าง–แผนปัจจุบัน–บริการ–สิทธิและการตัดสินใจหน้างาน
  2. 2.ควบคุมฉบับแผน: ระยะครึ่งแผน พ.ศ. 2569–2570 เปลี่ยนสาระจากแผนต้นระยะ
  3. 3.Ultimate Outcomes สี่ตัว: เป้าหมายเฝ้าระวังระดับประเทศเกิดจากกรมและเครือข่ายร่วมกัน
  4. 4.ยุทธศาสตร์ที่ 2: บริการสุขภาพจิตและสารเสพติดต้องตอบความต้องการ เข้าถึง และหายทุเลาหรือฟื้นคืน
  5. 5.ยุทธศาสตร์ที่ 3: สร้างเครือข่ายพลเมืองสุขภาพจิตดีด้วย ownership และผลลัพธ์ในพื้นที่
  6. 6.นวัตกรรมดิจิทัลและ AI สุขภาพจิต: ใช้เป็นเครื่องมือภายใต้ clinical governance ไม่ใช่ผู้ตัดสินลับ
  7. 7.Mental Health Check In และแบบคัดกรอง: สัญญาณเพื่อการดูแล ไม่ใช่ตราวินิจฉัย
  8. 8.สิทธิ ความลับ และความยินยอม: คุ้มครองศักดิ์ศรีพร้อมข้อยกเว้นด้านความปลอดภัยที่ได้สัดส่วน
  9. 9.Individualization กับ non-judgment: คนคล้ายกันไม่ใช่เคสเดียวกัน
  10. 10.Trauma-informed practice: ป้องกันการทำซ้ำความไร้อำนาจ
  11. 11.Planning และ SMART goals: วัดการเปลี่ยน ไม่วัดแค่เข้าร่วมบริการ
  12. 12.Active listening: ฟังเนื้อหา อารมณ์ ความหมาย และสิ่งที่ยังพูดไม่ได้
  13. 13.Referral และ case management: ส่งต่อเสร็จเมื่อผู้รับเข้าถึง ไม่ใช่เมื่อหนังสือออก
  14. 14.Cultural humility และ intersectionality: เรียนรู้จากคน ไม่จบด้วย “รู้วัฒนธรรม”
  15. 15.กรณีวิเคราะห์ 01 — ผู้มารับบริการร้องไห้และนอนไม่หลับหลายคืนที่จุดบริการด่านแรก
  16. 16.กรณีวิเคราะห์ 04 — ประชาชนต้องการปรึกษานอกเวลาแต่ยังไม่มีอันตรายทันที
  17. 17.กรณีวิเคราะห์ 07 — บริการปรึกษาออนไลน์ใช้บัญชีส่วนตัวและเก็บบทสนทนาไม่จำกัดเวลา
  18. 18.กรณีวิเคราะห์ 10 — จังหวัดทำทะเบียน SMI-V แล้วให้ตำรวจเฝ้าทุกคนเหมือนกัน
หัวข้อ 1

บทนำ — แผนที่วิชา: รู้จักกรมจากประวัติ–กฎหมาย–โครงสร้าง–แผนปัจจุบัน–บริการ–สิทธิและการตัดสินใจหน้างาน

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับกรมสุขภาพจิตต้องแยกหกชั้น ได้แก่ พัฒนาการขององค์กร ฐานหน้าที่ตามกฎหมาย โครงสร้างหน่วยงาน ทิศทางตามแผนปฏิบัติราชการ บริการและเครือข่ายสำหรับประชาชน และหลักคุ้มครองสิทธิในการช่วยเหลือผู้มีปัญหาสุขภาพจิต ไม่ควรย่อทั้งวิชาเหลือเพียงหมายเลขสายด่วน. ข้อมูลเชิงองค์กรเปลี่ยนได้ โดยเฉพาะวิสัยทัศน์ ประเด็นยุทธศาสตร์ ผู้บริหารและโครงสร้างภายใน รอบนี้จึงยึดแผนปฏิบัติราชการระยะ 5 ปี พ.ศ. 2566–2570 ของกรมสุขภาพจิต ระยะครึ่งแผนฯ พ.ศ. 2569–2570 ซึ่งเป็นกรอบใหม่กว่าถ้อยคำในแผนต้นระยะ

กรมเป็นส่วนราชการในกระทรวงสาธารณสุข มีบทบาทระดับประเทศด้านวิชาการ นโยบาย ระบบบริการ มาตรฐาน เครือข่าย ข้อมูลและนวัตกรรม ขณะเดียวกันมีโรงพยาบาลและสถาบันเฉพาะทางที่ให้บริการจริง แต่ไม่ได้หมายความว่าหน่วยบริการสาธารณสุขทุกแห่งทั่วประเทศอยู่ใต้บังคับบัญชากรมโดยตรง. การดูแลสุขภาพจิตเป็น continuum ตั้งแต่ส่งเสริม ป้องกันและควบคุมปัจจัยคุกคาม เฝ้าระวัง–ค้นหา บำบัดรักษา ฟื้นฟู ติดตามต่อเนื่อง และปกป้องคุ้มครองสิทธิ จึงต้องประสานปฐมภูมิ โรงพยาบาลฝ่ายกาย โรงพยาบาลจิตเวช ท้องถิ่น โรงเรียน ที่ทำงาน ครอบครัวและชุมชน

แบบประเมินออนไลน์ การฟังอย่างไม่ตีตรา และสายด่วนเป็นประตูเข้าสู่ความช่วยเหลือ ไม่ใช่การวินิจฉัยแทนผู้ประกอบวิชาชีพ หากมีอันตรายใกล้จะเกิด เช่น มีแผน อาวุธหรือกำลังทำร้ายตนเอง ต้องใช้ระบบฉุกเฉินและไม่ปล่อยให้อยู่ลำพังเพียงเพราะโทรปรึกษาได้. จำ Organization → mandate → plan → promotion/prevention/service/recovery/rights → network and data → safe person-centered decision ทุกข้อสถานการณ์ให้เริ่มความปลอดภัย รับฟัง ประเมินขอบเขตบทบาท เลือกช่องทางเหมาะสม คุ้มครองข้อมูล และยืนยันว่าการส่งต่อเกิดขึ้นจริง

แผนที่วิชา: รู้จักกรมจากประวัติ–กฎหมาย–โครงสร้าง–แผนปัจจุบัน–บริการ–สิทธิและการตัดสินใจหน้างาน

  1. 1ประวัติและฐานกฎหมาย
  2. 2ภารกิจ–โครงสร้างกรม
  3. 3แผนระยะครึ่ง พ.ศ. 2569–2570
  4. 4ส่งเสริม–ป้องกัน–บริการ–ฟื้นฟู–สิทธิ
  5. 5เครือข่ายใกล้บ้านและช่องทางดิจิทัล
  6. 6ผลลัพธ์สุขภาพจิตที่ปลอดภัยและเป็นธรรม

กรมสุขภาพจิตระบุประวัติว่า พ.ศ. 2482 มีการจัดตั้ง “กองสุขภาพจิตต์” ในกรมสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย สำนักงานอยู่ที่โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา และทำหน้าที่ควบคุมดูแลโรงพยาบาลโรคจิตในยุคนั้น จุดเริ่มนี้สะท้อนระบบที่เน้นสถานพยาบาลเป็นหลัก. เมื่อระบบสาธารณสุขและสังคมเปลี่ยน งานสุขภาพจิตค่อยขยายจากการรักษาในโรงพยาบาลไปสู่การพัฒนาวิชาการ เทคโนโลยี การส่งเสริม–ป้องกัน และการสนับสนุนบริการหลายระดับ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงใกล้ชีวิตประจำวันมากขึ้น. วันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2535 มีกฎหมายปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม วางฐานการจัดตั้งสถาบันสุขภาพจิตเป็นหน่วยงานเทียบเท่ากรม และพระราชกฤษฎีกา พ.ศ. 2536 จัดโครงสร้างสถาบันสุขภาพจิต การจำปีต้องแยกปีวางฐานกฎหมายออกจากปีเปลี่ยนชื่อ

วันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2537 มีพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม และชื่อ “สถาบันสุขภาพจิต” เปลี่ยนเป็น “กรมสุขภาพจิต” โดยประวัติทางการระบุมีผลตั้งแต่วันที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2537 จึงไม่ควรตอบว่ากรมเริ่มต้นในปี 2482 โดยไม่อธิบายฐานะเดิม. พัฒนาการสำคัญไม่ใช่แค่เปลี่ยนป้าย แต่เป็นการเปลี่ยนบทบาทจากผู้ดูแลโรงพยาบาลโรคจิตไปสู่องค์กรระดับประเทศที่สร้างองค์ความรู้ กำหนดทิศทาง พัฒนามาตรฐาน สนับสนุนเครือข่าย และคุ้มครองสิทธิ พร้อมยังมีบริการเฉพาะทางสำหรับกรณีซับซ้อน. ข้อควรระวังเวลาออกประเด็นคือสลับ พ.ศ. 2535, 2536 และ 2537 ให้ยึด 2535 = กฎหมายจัดตั้งสถาบัน, 2536 = พระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนสถาบัน, 2537 = เปลี่ยนชื่อเป็นกรม และตรวจต้นฉบับหากกรณีศึกษาถามวันที่มีผลหรือชื่อกฎหมายอย่างละเอียด

แผนระยะครึ่งนิยาม “องค์การหลักด้านสุขภาพจิตและสารเสพติด” ว่าเป็นผู้นำขับเคลื่อนงานของประเทศครอบคลุมห้ามิติ ได้แก่ ส่งเสริมสุขภาพจิต ป้องกันและควบคุมปัจจัยคุกคาม บำบัดรักษา ฟื้นฟูสมรรถภาพ และปกป้องคุ้มครองสิทธิผู้ป่วย ผู้ดูแลและสังคม. มิติส่งเสริมมุ่งสร้างทักษะและสภาพแวดล้อมให้คนมีสุขภาวะทางใจ ไม่ต้องรอให้ป่วย; มิติป้องกันลดปัจจัยเสี่ยงและค้นหาเร็ว; มิติบำบัดรักษาใช้การประเมินและการรักษาตามมาตรฐาน; มิติฟื้นฟูช่วยให้กลับไปทำหน้าที่และใช้ชีวิตที่มีความหมาย. มิติคุ้มครองสิทธิกำกับทุกช่วง ไม่ใช่ขั้นสุดท้าย ผู้รับบริการต้องได้รับการเคารพศักดิ์ศรี ความเป็นส่วนตัว ข้อมูลที่เข้าใจได้ การรักษาตามมาตรฐาน และช่องทบทวนตามกฎหมาย ขณะเดียวกันต้องจัดการความเสี่ยงต่อบุคคลและสังคมอย่างได้สัดส่วน

แผนปัจจุบันเพิ่มน้ำหนักงานสารเสพติด โดยครอบคลุมการบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดและสารเสพติด แต่ไม่ควรแต่งชื่อส่วนราชการใหม่เองหรือคิดว่าปัญหาสารเสพติดทุกด้านย้ายมาอยู่กรมทันที เพราะโครงสร้าง อำนาจ กำลังคนและกฎหมายต้องรองรับ. ภารกิจระดับกรมจึงรวมการวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาระบบบริการและมาตรฐาน ข้อเสนอเชิงนโยบาย ระบบข้อมูล เครือข่าย การติดตามสถานการณ์ และบริการเฉพาะทางตามหน้าที่ของแต่ละหน่วย. คำถามทบทวนคือ กิจกรรมหนึ่งอยู่มิติใดและสิทธิแทรกตรงไหน เช่น แบบคัดกรองเป็นการค้นหาเร็ว ไม่ใช่วินิจฉัย; โรงพยาบาลรักษาไม่จบเมื่ออาการสงบ แต่ต้องฟื้นฟูและติดตาม; สื่อรณรงค์ต้องไม่ตีตราหรือเปิดข้อมูลส่วนบุคคล

เอกสารขอบเขตหน้าที่ของกรมแบ่งหน่วยส่วนกลางที่ทำงานด้านบริหาร แผน ระบบบริการ ส่งเสริม วิชาการ ข้อมูล กฎหมาย ความรอบรู้และโครงการเฉพาะ ขณะที่ศูนย์สุขภาพจิตทำหน้าที่เชื่อมวิชาการกับเขตและพื้นที่ และโรงพยาบาลหรือสถาบันในสังกัดให้บริการจิตเวชเฉพาะทาง. รายงานทางการช่วงแผนปัจจุบันกล่าวถึงหน่วยบริการสุขภาพจิต 20 แห่งและศูนย์สุขภาพจิต 13 แห่ง ตัวเลขนี้ใช้เข้าใจเครือข่ายของกรมตามเอกสารนั้น ไม่ควรนำไปรวมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด โรงพยาบาลชุมชนหรือหน่วยท้องถิ่นแล้วเรียกทั้งหมดว่าเป็นส่วนราชการในสังกัดกรม

กองยุทธศาสตร์และแผนงานดูนโยบาย แผน งบ ข้อมูลและติดตาม; กองบริหารระบบบริการสุขภาพจิตพัฒนาระบบและมาตรฐานบริการ; สำนักวิชาการสุขภาพจิตดูงานวิชาการ วิจัย ระบาดวิทยาและกำลังคน; สำนักเทคโนโลยีสารสนเทศสนับสนุนระบบข้อมูล; หน่วยอื่นมีอำนาจเฉพาะของตน. ศูนย์สุขภาพจิตระดับเขตเน้นส่งเสริม ป้องกัน ถ่ายทอดองค์ความรู้ พัฒนาเครือข่ายและสนับสนุนพื้นที่ ไม่ใช่โรงพยาบาลสำหรับรับผู้ป่วยในทุกกรณี ส่วนโรงพยาบาลจิตเวชและสถาบันเฉพาะกลุ่มรับบริการที่ต้องใช้ทีมและความเชี่ยวชาญตามศักยภาพ. ระบบจริงต้องอาศัยหน่วยบริการใกล้บ้านในเขตสุขภาพ โรงเรียน มหาวิทยาลัย ที่ทำงาน อปท. ตำรวจ ฝ่ายปกครอง พัฒนาสังคม ชุมชนและครอบครัว บทบาทผู้นำวิชาการของกรมไม่เท่ากับสั่งการทุกองค์กร แต่ใช้มาตรฐาน กฎหมาย ข้อมูล ข้อตกลงและการประสานร่วม

ข้อควรระวังคือส่งทุกเรื่องเข้าส่วนกลางหรือโรงพยาบาลจิตเวชโดยไม่ประเมินระดับความต้องการ ทางที่เหมาะคือใช้ stepped care: ดูแลตนเอง/ชุมชนเมื่อปลอดภัย บริการปฐมภูมิหรือทั่วไปเมื่อจำเป็น ส่งต่อเฉพาะทางเมื่อซับซ้อน และฉุกเฉินทันทีเมื่อมีอันตราย

หัวข้อ 2

ควบคุมฉบับแผน: ระยะครึ่งแผน พ.ศ. 2569–2570 เปลี่ยนสาระจากแผนต้นระยะ

กรมเผยแพร่แผนปฏิบัติราชการระยะ 5 ปี พ.ศ. 2566–2570 ระยะครึ่งแผนฯ พ.ศ. 2569–2570 เพื่อปรับทิศทางต่อสถานการณ์สุขภาพจิต สารเสพติด เทคโนโลยี เศรษฐกิจ สังคมและนโยบายที่เปลี่ยนไป ดังนั้นวิสัยทัศน์หรือจำนวนยุทธศาสตร์จากฉบับต้นระยะอาจไม่ใช่ข้อสรุปปัจจุบัน. ฉบับระยะครึ่งแผนใช้วิสัยทัศน์ที่กล่าวถึงทั้งสุขภาพจิตและสารเสพติด และกำหนดสี่ยุทธศาสตร์ ขณะที่เอกสารเก่าหรือหน้าหน่วยย่อยอาจยังมีวิสัยทัศน์ “องค์กรชั้นนำที่มีความเชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต” หรือชุดยุทธศาสตร์อื่นซึ่งถูกต้องเฉพาะฉบับและช่วงเวลาเดิม. ก่อนตอบให้ทำ source card: ชื่อเอกสารเต็ม เจ้าของเอกสาร ช่วงปี วันที่สร้าง/เผยแพร่ สถานะต้นแผนหรือทบทวน หน้า และวันที่ที่กรณีศึกษาถาม หากเป็นข้อมูลผู้บริหาร โครงการรายปีหรือช่องทางบริการ ควรตรวจหน้า official ใกล้วันสอบเพิ่มเติม

แผนห้าปีให้วิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าประสงค์และทิศทาง ส่วนแผนประจำปีแปลงไปสู่งบ โครงการและค่าเป้าหมายของปี แผนที่ยุทธศาสตร์เป็นภาพเชื่อมโยง และคู่มือตัวชี้วัดให้นิยามสูตรกับแหล่งข้อมูล ทั้งสี่ชนิดไม่ควรถูกใช้แทนกัน. ข้อมูลสถานการณ์ในแผน เช่นอัตราฆ่าตัวตายหรือผล Mental Health Check In มีปีฐานและประชากรเฉพาะ ผู้ตอบแบบประเมินออนไลน์ไม่ใช่ตัวแทนประชากรประเทศโดยอัตโนมัติ จึงใช้เฝ้าระวังและออกแบบบริการ แต่ต้องระวัง selection bias เมื่อตีความ prevalence. จำ Current version beats familiar wording: เมื่อเห็นตัวเลือกวิสัยทัศน์เก่าที่คุ้น ให้ตรวจคำว่า “ระยะครึ่งแผนฯ พ.ศ. 2569–2570”; เมื่อเห็นตัวเลข ให้ถามปี นิยาม ตัวหาร แหล่ง และว่าเป็นสถานการณ์ เป้าหมายหรือผลดำเนินงาน

วิสัยทัศน์ระยะครึ่งแผนคือ “กรมสุขภาพจิต เป็นองค์การหลักด้านสุขภาพจิต และสารเสพติด ของประเทศ เพื่อประชาชนสุขภาพจิตดี สู่สังคมและเศรษฐกิจมูลค่าสูง” ถ้อยคำต้องจำตามฉบับและไม่ตัดคำว่าสารเสพติดหรือเปลี่ยน “องค์การหลัก” เป็น “องค์กรชั้นนำ” จากแผนเก่า. องค์การหลักหมายถึงบทบาทนำขับเคลื่อนห้ามิติทั่วประเทศ ไม่ได้แปลว่ากรมทำบริการทุกจุดเอง ประชาชนในนิยามครอบคลุมทุกวัย ทั้งคนทั่วไป กลุ่มเสี่ยง กลุ่มเฉพาะ ผู้ประสบภัย กลุ่มเปราะบาง และผู้มีปัญหาสุขภาพจิตหรือจิตเวช. สุขภาพจิตดีหมายถึงสภาพจิตที่จัดการอารมณ์ ปรับตัวกับสังคมและสิ่งแวดล้อม และดำรงชีวิตได้อย่างเป็นสุข โดยแผนเชื่อมกับปัญญาและความสุข คำนี้ไม่เท่ากับไม่มีอารมณ์ลบหรือไม่เคยต้องการความช่วยเหลือ เพราะความทุกข์ตอบสนองต่อเหตุการณ์เป็นส่วนหนึ่งของมนุษย์

สังคมและเศรษฐกิจมูลค่าสูงในแผนอธิบายว่าประชาชนที่สุขภาพจิตดีเป็นทุนมนุษย์สำคัญและสามารถร่วมพัฒนาประเทศ อย่างไรก็ดี การใช้วิสัยทัศน์ต้องไม่ตีค่าผู้ป่วยจากผลิตภาพทางเศรษฐกิจ สิทธิและคุณค่าความเป็นมนุษย์ไม่ขึ้นกับความสามารถทำงาน. ตัวอย่างการตีความที่ถูกคือที่ทำงานลดปัจจัยคุกคามและจัดการช่วยเหลือ ทำให้คนทำงานได้อย่างมีความหมายและองค์กรมีประสิทธิผลร่วมกัน การตีความที่ผิดคือคัดคนมีประวัติรักษาออกเพื่อให้ตัวชี้วัด productivity ดี ซึ่งเป็นการตีตราและอาจละเมิดสิทธิ. คำถามทบทวนให้แยกสามส่วนของวิสัยทัศน์: กรมเป็นอะไร—องค์การหลักด้านสุขภาพจิตและสารเสพติด; ทำเพื่อใคร—ประชาชนทุกกลุ่มมีสุขภาพจิตดี; ปลายทางสังคม—ทุนมนุษย์หนุนสังคมและเศรษฐกิจมูลค่าสูงโดยรักษาศักดิ์ศรี

พันธกิจที่หนึ่งคือพัฒนาและเผยแพร่องค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านสุขภาพจิตและสารเสพติดโดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์เพื่อให้เกิดการนำไปใช้ประโยชน์ จุดวัดจึงไม่จบที่จำนวนงานวิจัยหรือสื่อ แต่ต้องดู adoption, quality, safety และผลต่อผู้ใช้. พันธกิจที่สองคือสนับสนุนการพัฒนาระบบงานสุขภาพจิตและสารเสพติดให้ครอบคลุมทุกระดับอย่างครบวงจร ตั้งแต่ pre-hospital ในชุมชน ไปสู่การดูแลในหน่วยบริการ และ post-hospital หลังจำหน่าย รวมส่งเสริม ป้องกัน เฝ้าระวัง รักษา ฟื้นฟูและติดตาม. พันธกิจที่สามสร้างการมีส่วนร่วมให้ประชาชนทุกกลุ่มวัยดูแลสุขภาพจิตและสารเสพติดของตนเอง ครอบครัว ชุมชนและสังคมทุกมิติ การมีส่วนร่วมไม่ใช่โยนภาระให้ครอบครัว แต่ต้องให้ความรู้ เครื่องมือ บริการสำรอง สิทธิเลือก และการช่วยเมื่อเกินกำลัง

พันธกิจที่สี่พัฒนากลไกและกำหนดทิศทางการดำเนินงานของประเทศ ผ่านนโยบาย แผน มาตรฐาน กฎหมาย คณะกรรมการ ข้อมูล งบและการติดตาม บทบาทนี้ต่างจากการให้คำปรึกษารายบุคคล แต่ปลายทางต้องทำให้คนเข้าถึงบริการและได้รับสิทธิดีขึ้น. สี่พันธกิจเป็นวงจร: หลักฐานสร้างเครื่องมือ ระบบนำเครื่องมือไปใช้ เครือข่ายทำให้เข้าถึงและเรียนรู้จากพื้นที่ กลไกระดับชาติแก้คอขวดและจัดทรัพยากร แล้วข้อมูลผลจริงย้อนกลับไปปรับองค์ความรู้ ไม่ใช่สี่กองงานที่แยกขาด. ข้อควรระวังคือเลือกโครงการเผยแพร่สื่อจำนวนมากแล้วอ้างครบทุกพันธกิจ ควรถามว่าสื่อถูกต้องสำหรับใคร คนเข้าถึงและเข้าใจหรือไม่ เชื่อมขอความช่วยเหลือได้ไหม หน่วยรับต่อมี capacity หรือไม่ และผลทัศนคติ/พฤติกรรมเปลี่ยนอย่างไร

ค่านิยมหลักของกรมในแผนระยะครึ่งใช้คำว่า MENTAL โดย M = Mind ครอบคลุม Happy Mind, Service Mind และ Public Mind หมายถึงดูแลใจตนเอง มีจิตบริการและคำนึงประโยชน์สาธารณะ ไม่ใช่บังคับบุคลากรให้แสดงอารมณ์บวกตลอดเวลา. E = Efficiency, Effectiveness, Equity ต้องทำงานคุ้มทรัพยากร บรรลุผล และเป็นธรรมพร้อมกัน บริการต้นทุนต่ำแต่คนชนบทเข้าไม่ถึง หรือ reach สูงแต่ผู้เสี่ยงไม่ได้รับการดูแลต่อ ยังไม่ผ่านแกน E แม้รายงานกิจกรรมครบ. N = Network เพราะงานสุขภาพจิตพึ่งโรงเรียน ครอบครัว ชุมชน ท้องถิ่น สุขภาพ ฝ่ายสังคมและยุติธรรม; T = Teamwork เน้นทีมที่แบ่งบทบาทและตัดสินใจร่วม เครือข่ายคือความสัมพันธ์ข้ามองค์กร ส่วนทีมคือการทำงานประสาน ไม่ใช่คำเดียวกัน

A = Accountability หมายถึงรับผิดชอบต่อการตัดสินใจ ผลลัพธ์ สิทธิและทรัพยากร มีบันทึก เหตุผล ตรวจสอบและแก้ความผิดพลาด ไม่ใช่ลงชื่อครบ; L = Learning ทั้งระดับบุคคล ทีมและองค์การ ใช้ข้อมูล ข้อร้องเรียน เหตุไม่พึงประสงค์และผลลบมาปรับระบบ. ตัวอย่าง MENTAL ในการติดตามผู้เสี่ยงคือรับฟังด้วย Service Mind ใช้ช่องทางคุ้มค่าและเป็นธรรม ประสาน network กับทีม กำหนดเจ้าของเคสและ escalation ที่ตรวจสอบได้ แล้วทบทวน missed follow-up เพื่อเรียนรู้ ไม่ใช่โทรครบจำนวนแล้วปิด KPI. จำ Mind–Efficiency/Effectiveness/Equity–Network–Teamwork–Accountability–Learning และตอบสถานการณ์ด้วยพฤติกรรมที่มองเห็นได้ เพราะตัวเลือกอาจใช้คำค่านิยมถูกแต่เสนอการกระทำที่ตีตรา เปิดเผยข้อมูล หรือไม่มีผู้รับผิดชอบ

อ่านสรุปฉบับเต็มทุกหัวข้อ
สมาชิก PRO ระบบจะจำหัวข้อที่อ่านค้างไว้ให้ด้วย
PRO 99 บาท/เดือน
เนื้อหาฉบับเต็มต้นฉบับจาก psdg.dmh.go.thเปิดต้นฉบับ

เนื้อหาสรุปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาส่วนบุคคล ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต