สารบัญ6 หัวข้อหลัก
- 1.บทที่ 1 จากความเสี่ยงของสถานที่สู่การเตรียมพร้อมแบบทุกภัย
- 2.บทที่ 2 การบัญชาการ การแจ้งเตือน และข้อมูลที่ทำให้ทุกฝ่ายทำงานร่วมกัน
- 3.บทที่ 3 การอพยพ การหลบภัย และการดูแลผู้คนจนกลับพื้นที่อย่างปลอดภัย
- 4.บทที่ 4 การปฏิบัติเบื้องต้นต่อไฟไหม้หรืออัคคีภัย ไฟฟ้าดับ และเหตุทางการแพทย์
- 5.บทที่ 5 สารอันตราย วัตถุต้องสงสัย และการรักษาภารกิจเมื่อพื้นที่ใช้ไม่ได้
- 6.บทที่ 6 จากการควบคุมเหตุสู่การฟื้นฟู การฝึก และการปรับปรุงแผน
บทที่ 1 จากความเสี่ยงของสถานที่สู่การเตรียมพร้อมแบบทุกภัย
แผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2564–2570 วางฐานการประสานงานที่นำมาปรับใช้กับความพร้อมของหน่วยงาน การรักษาความปลอดภัยและการป้องกันกรณีฉุกเฉินมีเป้าหมายรักษาชีวิต สุขภาพ ทรัพย์สิน สิ่งแวดล้อม ข้อมูล และความสามารถให้บริการ เหตุอาจเริ่มจากความผิดปกติเล็ก เช่น กลิ่นไหม้ น้ำรั่ว หรือระบบสื่อสารขัดข้อง แล้วลุกลามรวดเร็วจนงานปกติรับมือไม่ได้ ภาวะฉุกเฉินจึงพิจารณาจากผลกระทบ ความเร่งด่วน และความจำเป็นต้องประสานทรัพยากร ไม่ต้องรอให้ทราบต้นเหตุครบก่อนแจ้งระบบ การปฏิบัติที่ดีทำให้ผู้พบเหตุรู้ว่าจะเตือนใคร ถอนตัวเมื่อใด และส่งข้อมูลอะไร ขณะที่ผู้รับผิดชอบมีอำนาจสั่งการกับช่องทางขอความช่วยเหลือชัดเจน
การประเมินความเสี่ยงเริ่มจากระบุภัย จุดที่สัมผัสภัย คนหรือทรัพย์ที่เปราะบาง ผลกระทบ และมาตรการที่มีอยู่ ต้องพิจารณาสถานที่ เวลาใช้งาน ผู้มาติดต่อ งานกลางคืน ห้องระบบ เส้นทางหนี และการพึ่งพาไฟฟ้าหรือเครือข่าย ความเสี่ยงไฟไหม้ไม่ได้เกิดจากเชื้อเพลิงอย่างเดียว แต่รวมการตรวจพบช้า ทางหนีถูกกีดขวาง และคนเคลื่อนย้ายยาก ความเสี่ยงน้ำท่วมต้องดูระดับพื้นที่ ทางเข้า ห้องไฟ และระบบสำรอง ส่วนความเสี่ยงสารเคมีต้องรู้ชนิด ปริมาณ การเก็บ ทิศทางการแพร่ และทีมที่มีความสามารถควบคุม ไม่ใช้บัญชีภัยสำเร็จรูปแทนการสำรวจจริง
แนวคิดทุกภัยใช้โครงความสามารถร่วม ได้แก่ การแจ้งเหตุ การบัญชาการ การเตือน การอพยพหรือหลบภัย การปฐมพยาบาล การควบคุมพื้นที่ การสื่อสารสำรอง การตรวจนับคน และการฟื้นบริการ จากนั้นจึงมีภาคปฏิบัติเฉพาะภัย เพราะการหนีไฟ การหลบระหว่างแผ่นดินไหว การอยู่ภายในเมื่อสารอันตรายมาจากภายนอก และการเว้นระยะจากวัตถุต้องสงสัยไม่ใช่คำสั่งเดียวกัน แผนหลักที่คนจำได้ช่วยให้การเริ่มตอบสนองไม่สับสน ส่วนภาคเฉพาะให้รายละเอียดกับผู้รับผิดชอบโดยไม่ทำให้ทุกคนต้องท่องขั้นตอนทางเทคนิคเกินบทบาท
วงจรการจัดการสาธารณภัยเชื่อมการป้องกันและลดผลกระทบ การเตรียมพร้อม การตอบสนอง และการฟื้นฟู การยึดตู้สูง แยกสารอันตราย หรือปรับทางระบายน้ำช่วยลดความเสี่ยงก่อนเหตุ การทำรายชื่อ จัดทรัพยากร อบรม และซ้อมทำให้พร้อม เมื่อเหตุเกิดจึงเตือน ปกป้องชีวิต บัญชาการ ควบคุมพื้นที่ และขอสนับสนุน ส่วนการฟื้นฟูทำให้คน อาคาร ระบบ และบริการกลับมาอย่างปลอดภัย ผลจากเหตุหรือการซ้อมต้องย้อนแก้การประเมินและแผน หากยอดคนไม่ครบที่จุดรวมพล ปัญหาอาจอยู่ที่ทะเบียน ผู้มาติดต่อ ป้าย หรือวิธีรายงานก่อนเหตุ มิใช่เพียงความผิดของผู้ตรวจนับ
ผลประเมินต้องแปลงเป็นงานที่มีเจ้าของ กำหนดเวลา งบประมาณ เกณฑ์ทดสอบ และหลักฐานปิดงาน เช่น พบผู้ใช้รถเข็นประจำอาคารจึงต้องกำหนดเส้นทางที่เข้าถึงได้ พื้นที่พักคอย ผู้ช่วย และวิธีสื่อสาร มิใช่เขียนกว้าง ๆ ว่าให้ช่วยผู้พิการก่อน อุปกรณ์ฉุกเฉินต้องเหมาะกับภัย อยู่ในจุดเข้าถึง ตรวจอายุ แบตเตอรี่ และสภาพ พร้อมมีผู้ผ่านการฝึก แผนต้องกำหนดผู้แทนเมื่อคนหลักไม่อยู่และไม่ผูกทุกคำสั่งกับโทรศัพท์หมายเลขเดียว การเตรียมพร้อมจึงวัดจากความสามารถลงมือภายใต้ข้อจำกัด ไม่ใช่จำนวนแฟ้มแผนหรือรายการอุปกรณ์ที่จัดซื้อแล้ว
| ลักษณะภัย | สิ่งที่ต้องประเมิน | ความสามารถสำคัญ |
|---|---|---|
| ไฟไหม้และระเบิด | แหล่งกำเนิด ควัน ทางหนี ระบบเตือน และการลุกลาม | แจ้งเตือน อพยพ กั้นพื้นที่ และประสานดับเพลิง |
| แผ่นดินไหว น้ำท่วม และพายุ | โครงสร้าง ระดับพื้นที่ สาธารณูปโภค และทางสำรอง | หลบภัย อพยพตามเวลา ตรวจอาคาร และรักษาบริการ |
| สารเคมีและวัตถุอันตราย | ชนิด ปริมาณ การแพร่ การปนเปื้อน และอุปกรณ์ป้องกัน | แยกพื้นที่ อยู่เหนือลมหรือหลบในอาคาร และเรียกทีมเฉพาะ |
| ภัยจากบุคคลหรือวัตถุต้องสงสัย | เจตนา พฤติการณ์ ตำแหน่ง คนใกล้เคียง และข้อมูลผู้แจ้ง | ไม่สัมผัส ควบคุมระยะ รักษาข้อมูล และประสานตำรวจ |
| ระบบไฟฟ้า สื่อสาร หรือไอทีล้มเหลว | งานสำคัญ เวลาที่ทนได้ ระบบสำรอง และการพึ่งพากัน | จัดลำดับโหลด สื่อสารสำรอง สลับกระบวนการ และกู้คืน |
บทที่ 2 การบัญชาการ การแจ้งเตือน และข้อมูลที่ทำให้ทุกฝ่ายทำงานร่วมกัน
เหตุฉุกเฉินต้องมีผู้บัญชาการหรือผู้รับผิดชอบที่ระบุได้ ทำหน้าที่กำหนดวัตถุประสงค์ ลำดับความสำคัญ พื้นที่ปฏิบัติ มาตรการคุ้มครองคน และการใช้ทรัพยากร ผู้พบเหตุไม่ต้องรอคำสั่งเพื่อเตือนภัยหรือช่วยตนเองในอันตรายเฉียบพลัน แต่เมื่อระบบถูกกระตุ้นแล้ว การสั่งการควรรวมเป็นทิศเดียวเพื่อไม่ให้ทีมหนึ่งอพยพขณะที่อีกทีมส่งคนกลับเข้าไป โครงบทบาทขยายตามขนาดเหตุได้ งานปฏิบัติการมุ่งควบคุมเหตุ งานวางแผนรวบรวมข้อมูลและคาดการณ์ งานสนับสนุนจัดคนกับอุปกรณ์ ส่วนงานสื่อสารเผยแพร่ข้อความที่ตรวจสอบแล้ว โดยทุกส่วนรายงานต่อโครงบัญชาการเดียวกัน
การแจ้งเหตุที่มีคุณภาพตอบให้ได้ว่าเกิดอะไร ที่ไหน เมื่อใด ใครหรืออะไรได้รับผล อันตรายยังคงอยู่หรือไม่ และติดต่อกลับทางใด ผู้รับแจ้งต้องทวนข้อมูลและบันทึกเวลา ไม่ควรบังคับผู้แจ้งระบุชื่อชนิดภัยที่ตนไม่รู้ การเห็นควันหรือคนหมดสติก็เพียงพอให้เริ่มตอบสนองตามความเร่งด่วน ระบบเตือนต้องมีทั้งเสียง ภาพ ข้อความ หรือผู้แจ้งโดยตรงตามลักษณะผู้ใช้อาคาร พร้อมข้อความสั้นที่บอกพื้นที่ภัยและการกระทำ เช่น อพยพทางใดหรือหลบอยู่ที่ใด การส่งสัญญาณโดยไม่บอกการกระทำทำให้คนตีความต่างกันและอาจเคลื่อนเข้าสู่จุดเสี่ยง
แผนระดับชาติกำหนดให้มีระบบติดต่อสื่อสารที่ใช้ในภาวะฉุกเฉินอย่างน้อยสองระบบ และช่องทางเชื่อมหน่วยบัญชาการ หน่วยปฏิบัติ หน่วยสนับสนุน กับประชาชนอย่างน้อยสองช่องทางซึ่งติดต่อได้ต่อเนื่อง หลักนี้รองรับกรณีไฟฟ้าดับ เครือข่ายแน่น เสาสัญญาณเสีย หรือช่องทางหลักถูกข้อมูลผิดรบกวน วิทยุ โทรศัพท์ ระบบข้อความ คนเดินสาร และเครือข่ายเฉพาะอาจใช้ร่วมกันตามพื้นที่ แต่ต้องทดสอบความถี่ รายชื่อกลุ่ม แบตเตอรี่ จุดชาร์จ และภาษาที่ใช้ก่อนเหตุ ช่องทางสำรองที่ไม่เคยทดสอบอาจล้มพร้อมระบบหลักเมื่อจำเป็นจริง
เลขหมายสาธารณะที่ใช้ในไทยประกอบด้วย 191 สำหรับตำรวจ 199 สำหรับรับแจ้งเพลิงไหม้หรือสาธารณภัยในกรุงเทพมหานคร 1669 สำหรับการแพทย์ฉุกเฉิน และ 1784 สำหรับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รวมทั้งเลขหมายอื่นตามพื้นที่และประกาศปัจจุบัน หน่วยงานต้องมีหมายเลขภายใน จุดนัดรับรถฉุกเฉิน และผู้เปิดทางเข้าสถานที่ด้วย เพราะที่อยู่ไปรษณีย์อาจไม่พอสำหรับบริเวณหลายอาคาร การโทรหน่วยภายนอกไม่แทนการแจ้งระบบภายใน ผู้แจ้งควรกระตุ้นทั้งผู้บัญชาการ สัญญาณเตือน และการเตรียมข้อมูลให้ทีมช่วยเหลือเข้าถึงผู้ประสบภัยโดยไม่เสียเวลา
ข้อมูลต่อประชาชนต้องถูกต้อง รวดเร็ว ทันเหตุ และเป็นปัจจุบัน โดยมีศูนย์ข้อมูลประชาสัมพันธ์ร่วมเป็นจุดติดต่อทางการเมื่อเหตุมีหลายหน่วย ข้อความควรแยกสิ่งที่ยืนยันแล้ว สิ่งที่กำลังตรวจ สิ่งที่ประชาชนต้องทำ และเวลาที่จะรายงานครั้งต่อไป ผู้แถลงคนเดียวหรือชุดข้อความที่ผ่านการประสานช่วยลดตัวเลขกับคำสั่งขัดกัน แต่ไม่ควรปิดข้อมูลความปลอดภัยจนเกิดข่าวลือ การติดตามข่าวสังคมออนไลน์ช่วยเห็นความเข้าใจผิดและกลุ่มที่ยังไม่ได้รับข้อความ ทุกครั้งที่สถานการณ์เปลี่ยนต้องแก้คำสั่งเดิมอย่างชัดเจน ไม่ปล่อยประกาศอพยพกับประกาศกลับพื้นที่อยู่พร้อมกันโดยไม่มีสถานะล่าสุด
ข้อมูลไหลผ่านระบบบัญชาการอย่างไร
ผู้พบเหตุส่งข้อเท็จจริงเข้าสู่จุดรับแจ้ง จากนั้นคำสั่งและข้อมูลสาธารณะออกจากแหล่งที่ประสานแล้ว
- 1ผู้พบเหตุแจ้งชนิดสิ่งที่เห็น ตำแหน่ง คนได้รับผล และอันตรายคงอยู่
- 2จุดรับแจ้งทวนข้อมูล บันทึกเวลา และกระตุ้นแผน
- 3ผู้บัญชาการเหตุกำหนดวัตถุประสงค์ พื้นที่ การอพยพ และทรัพยากร
- 4ทีมปฏิบัติและสนับสนุนควบคุมเหตุ ช่วยชีวิต สื่อสาร และรายงานผลกลับ
- 5ศูนย์ข้อมูลประชาสัมพันธ์ร่วมรวมข้อเท็จจริงและเผยแพร่คำแนะนำทางการ
เนื้อหาสรุปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาส่วนบุคคล ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต