สารบัญ6 หัวข้อหลัก
- 1.บทที่ 1 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในระบบจัดการความเสี่ยงของประเทศ
- 2.บทที่ 2 จากความเสี่ยงสู่แผนและความพร้อมที่ใช้ได้จริง
- 3.บทที่ 3 การเตือนภัยและการสร้างภาพสถานการณ์ร่วม
- 4.บทที่ 4 บัญชาการเหตุ อพยพ และคุ้มครองผู้ประสบภัย
- 5.บทที่ 5 การช่วยเหลือและฟื้นฟูจากความต้องการจริง
- 6.บทที่ 6 ข้อมูล การประเมินผล และการเรียนรู้ขององค์กร
บทที่ 1 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในระบบจัดการความเสี่ยงของประเทศ
กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือ ปภ. เป็นส่วนราชการในกระทรวงมหาดไทยและเป็นหน่วยงานกลางของรัฐด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ฐานะดังกล่าวมีความหมายมากกว่าการส่งกำลังเข้าช่วยเมื่อเกิดเหตุ เพราะการจัดการสาธารณภัยต้องเชื่อมงานก่อนเกิดภัย ขณะเกิดภัย และหลังเกิดภัยเข้าด้วยกัน ตั้งแต่การกำหนดทิศทางของประเทศ การทำความเข้าใจความเสี่ยง การลดสาเหตุและความเปราะบาง การเตรียมพร้อม การเตือนภัย การอำนวยการตอบโต้ การบรรเทาทุกข์ ไปจนถึงการฟื้นฟู หากเน้นเฉพาะปลายเหตุ ประเทศจะตอบสนองซ้ำทุกครั้งโดยไม่ลดความสูญเสียในอนาคต
อำนาจหน้าที่ของกรมจึงครอบคลุมการดำเนินการตามกฎหมาย การจัดทำนโยบาย แนวทางและมาตรการ การศึกษา วิเคราะห์ วิจัย และพัฒนาระบบป้องกันกับเตือนภัย รวมทั้งการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ การสร้างความตระหนัก การส่งเสริมเครือข่ายประชาชน การฝึกอบรมและฝึกปฏิบัติ อีกด้านหนึ่งคือการสนับสนุนและปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัย การฟื้นฟูพื้นที่ การอำนวยการเมื่อเกิดภัยขนาดใหญ่ และการประสานหน่วยงานทั้งในประเทศกับต่างประเทศ ภารกิจเหล่านี้ทำให้กรมเป็นทั้งผู้วางระบบ ผู้สนับสนุนมาตรฐาน ผู้ประสานเครือข่าย และกำลังปฏิบัติเมื่อสถานการณ์ต้องการ
แผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติเป็นแผนแม่บทที่ทำให้หน่วยงานรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน ภาควิชาการ ชุมชนและภาคประชาสังคมเคลื่อนไปสู่เป้าหมายเดียวกัน แผนไม่ได้รวบอำนาจการทำงานทุกอย่างไว้ที่กรม แต่กำหนดกรอบ มาตรฐาน ความเชื่อมโยงและทิศทางให้แผนระดับต่าง ๆ แปลงไปสู่การปฏิบัติในพื้นที่ ปภ. จึงต้องทำงานผ่านกลไกระดับชาติ ภูมิภาค จังหวัด อำเภอและท้องถิ่น พร้อมสนับสนุนให้ผู้รับผิดชอบแต่ละระดับมีข้อมูล แผน คน เครื่องมือและช่องทางประสานที่สอดคล้องกัน
วงจรภารกิจของ ปภ.
ข้อมูลและบทเรียนไหลกลับสู่การประเมินความเสี่ยง ทำให้การฟื้นฟูเป็นจุดเริ่มของการป้องกันรอบต่อไปด้วย
- 1รู้ความเสี่ยง
- 2ลดและเตรียมพร้อม
- 3เตือนและตอบโต้
- 4บรรเทาและฟื้นฟู
- 5ประเมินและเรียนรู้
ระบบพื้นที่มีความสำคัญเพราะภัยเกิดในบริบทเฉพาะ จังหวัดหนึ่งอาจเผชิญน้ำหลาก อีกแห่งเผชิญภัยแล้ง ไฟป่า แผ่นดินไหว หรืออุบัติภัยสารเคมี ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตกับสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดช่วยเชื่อมนโยบายส่วนกลางกับความเสี่ยงและทรัพยากรในภูมิภาค ขณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน หน่วยสาธารณสุข ตำรวจ ทหาร อาสาสมัครและภาคธุรกิจมีบทบาทหน้างาน การประสานที่ดีต้องรู้ว่าใครมีอำนาจตัดสินใจ ใครเป็นเจ้าของข้อมูล ใครจัดกำลัง และเมื่อใดต้องขอการสนับสนุนจากระดับเหนือขึ้นไป
ประชาชนพบภาพของ ปภ. ผ่านการแจ้งเหตุ การเตือนภัย การช่วยเหลือ ศูนย์พักพิง เครื่องจักรกล หรือข้อมูลสถานการณ์ แต่คุณภาพของบริการเหล่านี้ขึ้นกับงานระบบที่อยู่เบื้องหลัง เรื่องแจ้งเหตุจะมีประโยชน์เมื่อระบุสถานที่ ประเภทภัย ผู้ได้รับผลและความเร่งด่วนแล้วส่งถึงหน่วยรับผิดชอบ คำเตือนจะนำไปสู่ความปลอดภัยเมื่อเชื่อถือได้ ทันเวลา และบอกการกระทำชัดเจน เครื่องจักรจะช่วยได้เมื่อวางกำลังใกล้พื้นที่เสี่ยงและมีเส้นทางเข้าถึง ปภ. จึงต้องรักษาความต่อเนื่องจากข้อมูลไปสู่การตัดสินใจ และจากคำสั่งไปสู่ผลลัพธ์ที่ประชาชนได้รับจริง
บทที่ 2 จากความเสี่ยงสู่แผนและความพร้อมที่ใช้ได้จริง
ความเสี่ยงจากสาธารณภัยไม่ได้เกิดจากความรุนแรงของภัยเพียงด้านเดียว แต่เกิดจากภัยมาพบคน ทรัพย์สิน ระบบเศรษฐกิจหรือบริการสาธารณะที่เปิดรับ พร้อมความเปราะบางซึ่งทำให้รับผลกระทบต่างกัน และศักยภาพที่มีไว้ป้องกัน รับมือหรือฟื้นตัว พื้นที่รับฝนเท่ากันจึงอาจเสียหายไม่เท่ากันหากการใช้ที่ดิน ระบบระบายน้ำ ความมั่นคงของอาคาร รายได้ การเข้าถึงข้อมูล หรือจำนวนผู้ที่ช่วยตนเองได้แตกต่างกัน การวิเคราะห์ต้องมองหลายภัยและผลต่อเนื่อง เช่น น้ำท่วมอาจทำให้ไฟฟ้าดับ ถนนขาด โรงพยาบาลเข้าถึงยาก และโรงงานปล่อยสารอันตรายตามมา
การประเมินความเสี่ยงต้องรวมข้อมูลเหตุในอดีต แผนที่พื้นที่เสี่ยง ประชากร โครงสร้างพื้นฐาน ทรัพยากรสำคัญ กลุ่มเปราะบาง เส้นทางคมนาคมและศักยภาพหน่วยตอบโต้ แล้วตรวจคุณภาพของข้อมูลทั้งแหล่งที่มา เวลา ความละเอียดและความไม่แน่นอน ข้อมูลระดับจังหวัดอาจไม่พอสำหรับตัดสินใจในชุมชน ส่วนข้อมูลละเอียดมากแต่อัปเดตช้าก็อาจทำให้ใช้ผิดสถานการณ์ การมีส่วนร่วมของชุมชนช่วยเติมความรู้เรื่องทางน้ำ จุดตัดขาด ผู้ที่ต้องพึ่งอุปกรณ์แพทย์ พื้นที่ปลอดภัยและทรัพยากรท้องถิ่นซึ่งฐานข้อมูลส่วนกลางอาจไม่เห็น
เมื่อรู้ความเสี่ยงแล้ว มาตรการต้องลดทั้งความเสี่ยงเดิมและการสร้างความเสี่ยงใหม่ มาตรการเชิงโครงสร้าง เช่น อาคารป้องกัน ระบบระบายน้ำหรือการเสริมความแข็งแรง ต้องทำคู่กับมาตรการที่ไม่ใช่โครงสร้าง เช่น การวางผัง การควบคุมการใช้พื้นที่ มาตรฐานอาคาร การศึกษา ประกันภัย ฐานข้อมูลและคำเตือน การลงทุนพัฒนาควรประเมินความเสี่ยงตั้งแต่ต้น เพราะถนน โรงพยาบาล โรงเรียนหรือระบบน้ำที่สร้างโดยไม่คำนึงถึงภัยอาจเพิ่มทั้งการเปิดรับและต้นทุนฟื้นฟู การลดความเสี่ยงจึงต้องฝังในแผนพัฒนาและงบปกติ ไม่รอใช้งบฉุกเฉินภายหลัง
แผนความพร้อมต้องตอบคำถามเชิงปฏิบัติว่าใครตัดสินใจ ใครรับแจ้ง ใครเฝ้าระวัง ใช้ข้อมูลใด เมื่อใดต้องยกระดับ ช่องทางใดใช้เตือนประชาชน กำลังและเครื่องมืออยู่ที่ไหน เส้นทางหลักกับสำรองคืออะไร ศูนย์พักพิงใดพร้อม และจะช่วยผู้ที่เคลื่อนย้ายเองไม่ได้อย่างไร รายชื่อผู้ติดต่อกับบัญชีทรัพยากรต้องเป็นปัจจุบันและเข้าถึงได้แม้ระบบหลักขัดข้อง การฝึกซ้อมควรเปลี่ยนเวลา สถานที่และข้อจำกัด ไม่ซ้อมเฉพาะฉากที่ทุกอย่างเป็นไปตามแผน แล้วประเมินระยะเวลา จุดติดขัด ความเข้าใจคำสั่งและความปลอดภัยเพื่อนำกลับไปแก้แผน
ภัยแล้งแสดงให้เห็นว่าความพร้อมไม่จำกัดอยู่ที่เหตุฉับพลัน ก่อนน้ำหมดต้องรู้ปริมาณน้ำต้นทุน คาดความต้องการของกิจกรรมต่าง ๆ จัดทำบัญชีน้ำ วิเคราะห์สมดุลน้ำ และกำหนดลำดับการใช้โดยคำนึงถึงประสิทธิภาพ ความเป็นธรรม ความยั่งยืนและการมีส่วนร่วม แผนใช้น้ำต้องปรับเมื่อฝน น้ำไหลเข้า หรือความต้องการเปลี่ยน พร้อมสื่อสารเหตุผลและทางเลือกแก่ผู้ใช้น้ำ กรณีนี้สะท้อนหลักร่วมของทุกภัย คือข้อมูลต้องนำไปสู่เกณฑ์ตัดสินใจ เกณฑ์ต้องเชื่อมกับมาตรการ และมาตรการต้องมีผู้รับผิดชอบกับช่องทางทบทวนตามสถานการณ์
เนื้อหาสรุปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาส่วนบุคคล ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต