สารบัญ6 หัวข้อหลัก
- 1.บทที่ 1 จากการศึกษานอกระบบสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต
- 2.บทที่ 2 การเรียนรู้สามรูปแบบและอำนาจหน้าที่ของกรม
- 3.บทที่ 3 โครงสร้างบริการจากส่วนกลางถึงชุมชน
- 4.บทที่ 4 ทิศทางและจุดเน้นของแผนปฏิบัติราชการปี 2569
- 5.บทที่ 5 จากความต้องการของประชาชนสู่ผลการเรียนรู้ที่ใช้ต่อได้
- 6.บทที่ 6 การติดตามผล ข้อมูล และธรรมาภิบาลขององค์กรแห่งการเรียนรู้
บทที่ 1 จากการศึกษานอกระบบสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต
กรมส่งเสริมการเรียนรู้เกิดจากการปรับฐานคิดของรัฐจากการจัดการศึกษานอกระบบเป็นบริการการเรียนรู้ที่ติดตามคนตลอดชีวิต พระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 ยกเลิกกฎหมายเดิมด้านการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย พร้อมเปลี่ยนหน่วยงานเดิมในสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการเป็นกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคลและเป็นกรมในกระทรวงศึกษาธิการ (มักออกสอบ) การเปลี่ยนนี้มิใช่เพียงเปลี่ยนชื่อ แต่ทำให้ภารกิจครอบคลุมคนวัยเรียน คนพ้นวัยเรียน ผู้ทำงาน ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ที่อยู่ห่างไกล และผู้ที่ต้องการพัฒนาทักษะใหม่ โดยไม่จำกัดว่าการเรียนรู้ต้องเกิดในห้องเรียนหรือจบลงพร้อมวุฒิการศึกษา
เหตุผลของกฎหมายตั้งอยู่บนหลักว่าประชาชนต้องได้รับการศึกษาตามความต้องการในระบบที่หลากหลาย และรัฐต้องร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน ชุมชน ครอบครัว สถาบันทางศาสนา และบุคคลอื่นเพื่อสร้างโอกาสเรียนรู้ โดยเฉพาะผู้ที่ไม่ได้เรียนในโรงเรียน ผู้ที่พ้นวัยเรียน หรือผู้ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลและทุรกันดาร เป้าหมายจึงเป็นทั้งสิทธิและการพัฒนาศักยภาพ ผู้เรียนต้องเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ ฝึกทักษะตามความถนัด ใช้ความรู้แก้ปัญหาชีวิต และมีทางกลับเข้าสู่การศึกษาได้ การส่งเสริมการเรียนรู้จึงเป็นบริการสาธารณะที่ลดความเหลื่อมล้ำพร้อมกับเพิ่มขีดความสามารถของคนและชุมชน
วัตถุประสงค์ของการส่งเสริมการเรียนรู้มิได้วัดเฉพาะความรู้ทางวิชาการ แต่ต้องพัฒนาบุคคลให้สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และสติปัญญา เป็นคนดี มีวินัย รู้สิทธิควบคู่กับหน้าที่และความรับผิดชอบ ภาคปฏิบัติจึงต้องเชื่อมทักษะพื้นฐาน ทักษะอาชีพ ทักษะชีวิต ความเป็นพลเมือง การรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง และความสามารถเรียนรู้ด้วยตนเอง เมื่อผู้เรียนมีพื้นฐานต่างกัน หน่วยจัดการเรียนรู้ต้องออกแบบเส้นทางที่ยืดหยุ่น ใช้เวลา สถานที่ สื่อ และผู้ถ่ายทอดความรู้ได้หลายแบบ แต่ยังรักษาคุณภาพและมีหลักฐานยืนยันผลการเรียนรู้ที่น่าเชื่อถือ
กฎหมายกำหนดแกนบริการไว้สามรูปแบบ ได้แก่ การเรียนรู้ตลอดชีวิต การเรียนรู้เพื่อการพัฒนาตนเอง และการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ (มักออกสอบ) ทั้งสามรูปแบบมีจุดหมายต่างกันแต่ไม่ควรถูกแยกเป็นคนละโลก การอ่านในห้องสมุด การเรียนจากแหล่งชุมชน หรือสื่อดิจิทัลอาจจุดประกายให้บุคคลเข้าอบรมพัฒนาอาชีพ ความรู้และประสบการณ์จากการทำงานอาจได้รับการเทียบเคียงหรือเทียบโอนเข้าสู่เส้นทางคุณวุฒิ และผู้สำเร็จคุณวุฒิยังกลับมาเรียนทักษะใหม่ได้ตลอดเวลา หัวใจจึงอยู่ที่การทำให้ผลการเรียนรู้เคลื่อนต่อได้ ไม่บังคับให้ประชาชนเริ่มต้นใหม่ทุกครั้ง
วิสัยทัศน์ของกรมสำหรับการดำเนินงานปัจจุบันมุ่งให้ประชาชนได้รับการส่งเสริมการเรียนรู้ที่มีคุณภาพและพร้อมเข้าสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต ส่วนแผนปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ขยายภาพผลลัพธ์ไปสู่ประชาชนทุกช่วงวัยที่มีความสุข มีทักษะเหมาะสม มีสมรรถนะจำเป็น และพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ ความสัมพันธ์นี้ทำให้การอ่านแผนไม่ควรเริ่มจากชื่อโครงการ แต่เริ่มจากประชาชนที่กฎหมายต้องการคุ้มครอง แล้วจึงตรวจว่าโครงสร้าง หลักสูตร เทคโนโลยี บุคลากร งบประมาณ และการติดตามผลช่วยให้ประชาชนคนนั้นเข้าถึง เรียนต่อ และใช้ความรู้ได้จริงเพียงใด
บทที่ 2 การเรียนรู้สามรูปแบบและอำนาจหน้าที่ของกรม
การเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นกระบวนการที่บุคคลเลือกเรียนตามความสนใจ ความต้องการ และโอกาส เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนอย่างต่อเนื่อง การบริการจึงครอบคลุมการอ่าน การเข้าถึงสารสนเทศ วิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม ภูมิปัญญา สุขภาวะ การเงิน พลเมือง และเรื่องที่ใช้ในชีวิตประจำวัน แหล่งเรียนรู้อาจเป็นห้องสมุดประชาชน บ้านหนังสือชุมชน ศูนย์วิทยาศาสตร์ แหล่งเรียนรู้ท้องถิ่น สื่อออนไลน์ หรือกิจกรรมระหว่างวัย จุดวัดมิใช่เพียงจำนวนครั้งที่จัดกิจกรรม แต่คือประชาชนเข้าถึงความรู้ ใช้ประโยชน์ได้ และมีนิสัยแสวงหาความรู้ต่อเนื่อง แม้ไม่ได้ลงทะเบียนในหลักสูตรที่นำไปสู่ใบรับรอง
การเรียนรู้เพื่อการพัฒนาตนเองมุ่งเสริมความรู้ ความสามารถ ทักษะ และสมรรถนะตามความต้องการของบุคคลหรือชุมชน จึงเชื่อมกับการประกอบอาชีพ การเพิ่มรายได้ การปรับตัวต่อเทคโนโลยี การเป็นผู้ประกอบการ และการดำรงชีวิตอย่างพึ่งตนเอง หลักสูตรต้องตอบบริบทพื้นที่และตลาดงาน ไม่ใช่นำหลักสูตรเดียวไปใช้ทุกแห่ง แผนปี 2569 ใช้แนวคิด Learn to Earn ควบคู่กับการยกระดับทักษะ การปรับทักษะเดิม และการสร้างทักษะใหม่ ตลอดจนเปิดให้ภาคเอกชน ผู้เชี่ยวชาญ และภูมิปัญญาท้องถิ่นร่วมออกแบบหรือถ่ายทอดความรู้ เพื่อให้การฝึกสัมพันธ์กับงานจริงและสร้างผลทางเศรษฐกิจแก่ผู้เรียน
การเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับเป็นเส้นทางที่มีหลักสูตร มาตรฐาน การวัดและประเมินผลเพื่อรับรองระดับการศึกษา เหมาะกับผู้ที่ขาดโอกาสหรือมีข้อจำกัดในการเรียนตามระบบปกติ แต่ต้องการยกระดับคุณวุฒิเพื่อศึกษาต่อหรือประกอบอาชีพ ความยืดหยุ่นมิได้หมายถึงลดมาตรฐาน ผู้จัดต้องกำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้ ใช้เครื่องมือประเมินที่น่าเชื่อถือ และรับรองผลอย่างตรวจสอบได้ แผนปี 2569 จึงผลักดันการสอบเทียบวัดระดับความรู้ กลไกเทียบโอน และธนาคารหน่วยกิต เพื่อให้ความรู้กับประสบการณ์เดิมได้รับการพิจารณาอย่างเป็นระบบและลดการเรียนซ้ำที่ไม่จำเป็น
| รูปแบบ | จุดมุ่งหมายหลัก | ลักษณะบริการ | ผลที่ใช้ต่อได้ |
|---|---|---|---|
| การเรียนรู้ตลอดชีวิต | เรียนตามความสนใจและใช้ความรู้พัฒนาคุณภาพชีวิตต่อเนื่อง | แหล่งเรียนรู้ การอ่าน วิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม ชุมชน และสื่อดิจิทัล | นิสัยเรียนรู้ การเข้าถึงความรู้ และประสบการณ์ที่ต่อยอดได้ |
| การเรียนรู้เพื่อการพัฒนาตนเอง | เพิ่มทักษะ สมรรถนะ อาชีพ รายได้ และการพึ่งตนเอง | หลักสูตรยืดหยุ่นตามบุคคล ชุมชน และความต้องการของงาน | ทักษะหรือหลักฐานการเรียนรู้ที่นำไปทำงานและเทียบโอนได้ |
| การเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ | ยกระดับการศึกษาและรับรองผลตามมาตรฐาน | หลักสูตร การสอบเทียบ การวัดผล และการเทียบโอน | คุณวุฒิ หน่วยกิต และโอกาสศึกษาต่อหรือประกอบอาชีพ |
ตารางเปรียบเทียบช่วยเห็นว่าความแตกต่างอยู่ที่จุดมุ่งหมายและหลักฐานปลายทาง มิใช่คุณค่าของรูปแบบใดสูงกว่าอีกแบบหนึ่ง การเรียนรู้ตลอดชีวิตสร้างฐานความอยากรู้และการเข้าถึง การพัฒนาตนเองทำให้ความรู้กลายเป็นทักษะที่ใช้ได้ ส่วนคุณวุฒิตามระดับทำให้ผลการเรียนรู้ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน เมื่อระบบเชื่อมต่อกัน ผู้เรียนสามารถเริ่มจากจุดที่เหมาะกับชีวิต สะสมผลการเรียนและประสบการณ์ แล้วขยับไปยังเส้นทางใหม่ได้ การเชื่อมดังกล่าวเป็นความหมายของระบบยืดหยุ่นและไร้รอยต่อที่แผนปี 2569 ย้ำเป็นจุดเน้นแรก
หน้าที่ของกรมทำให้สามรูปแบบนี้เกิดขึ้นอย่างมีคุณภาพ กรมต้องผลิตหรือสนับสนุนหลักสูตร โปรแกรม สื่อ และวิธีจัดกระบวนการเรียนรู้ นำทรัพยากรของหน่วยงานอื่นมาใช้ จัดทำแผนให้สอดคล้องกับแผนการศึกษาแห่งชาติ ส่งเสริมระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ พัฒนามาตรฐานและหลักเกณฑ์ประเมินผล ตลอดจนพัฒนาบุคลากรให้จัดการเรียนรู้ แนะแนว และสร้างนวัตกรรมได้ การใช้อำนาจเหล่านี้ต้องคำนึงถึงความหลากหลายและความต้องการของผู้เรียน เปิดโอกาสอย่างทั่วถึง เท่าเทียม เป็นธรรม และไม่เลือกปฏิบัติ จึงต้องมีทั้งมาตรฐานกลางกับพื้นที่ปรับใช้ตามบริบท ไม่ใช่เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
เนื้อหาสรุปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาส่วนบุคคล ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต