กลับไปทำข้อสอบวิชานี้

ความรู้เกี่ยวกับกรมส่งเสริมการเรียนรู้ / แผนปฏิบัติราชการ 2569

ฉบับเต็มจาก พ.ร.บ. ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 โครงสร้างทางการ และแผนปฏิบัติราชการ พ.ศ. 2569 ฉบับปรับปรุงตามงบประมาณที่ได้รับจัดสรร

18 หัวข้อ · อ่านประมาณ 106 นาที · มีต้นฉบับจาก moe.go.th

เปิดเนื้อหาฉบับเต็ม
อ่านฟรีได้ 2 จาก 18 หัวข้อ11%
สารบัญ18 หัวข้อหลัก
  1. 1.บทนำ — วิธีอ่านวิชานี้: แยกกฎหมาย องค์กร แผน และผลดำเนินงาน
  2. 2.มาตรา 6: การเรียนรู้สามรูปแบบและรูปแบบอื่นที่เป็นประโยชน์
  3. 3.ความเสมอภาค คนพิการ และผู้มีความต้องการจำเป็นพิเศษ
  4. 4.ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้
  5. 5.หลักเกณฑ์ประเมินผลสัมฤทธิ์และการประกันคุณภาพ
  6. 6.ภาคีเครือข่าย: ร่วมจัดโดยไม่ทำให้รัฐพ้นความรับผิดชอบ
  7. 7.SWOT: จุดแข็งและจุดอ่อนของกรม
  8. 8.เป้าประสงค์ห้าข้อ: ผลต่อประชาชน หน่วยงาน เครือข่าย และบุคลากร
  9. 9.จุดเน้นที่ 3: ทักษะอนาคต วิทยาศาสตร์ และพลเมืองคุณภาพ
  10. 10.จุดเน้นที่ 8: ความร่วมมือ พื้นที่เรียนรู้ และองค์กรธรรมาภิบาล
  11. 11.ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 1: ยกระดับคุณภาพและสมรรถนะทุกช่วงวัย
  12. 12.ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 4: ความร่วมมือและพื้นที่เรียนรู้ในชุมชน
  13. 13.งบประมาณจำแนกตามแผนงาน ผลผลิต และโครงการ
  14. 14.Flagship 3–4: Learning 3D และ Learning T-Map จากพื้นที่ทดลองสู่แผนที่โอกาสเรียนรู้
  15. 15.กรณี 1: กรณีศึกษาถาม “กฎหมายปี 2569” แต่เอกสารจริงเป็นแผน
  16. 16.กรณี 4: คนพิการสมัครเรียนแต่แพลตฟอร์มและสถานที่เข้าไม่ถึง
  17. 17.กรณี 7: โครงการรายงานคนเข้าร่วมมากแต่ไม่วัดการนำไปใช้
  18. 18.กรณี 10: ใช้ AI คัดผู้เสี่ยงหลุดระบบแล้วข้อมูลผิด
หัวข้อ 1

บทนำ — วิธีอ่านวิชานี้: แยกกฎหมาย องค์กร แผน และผลดำเนินงาน

วิชานี้มีเอกสารคนละฐานสี่ชั้น ได้แก่ พระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 ซึ่งตั้งกรอบสิทธิและหน้าที่ กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการซึ่งกำหนดโครงสร้าง แผนปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ซึ่งกำหนดงานกับงบ และรายงานผลซึ่งบอกสิ่งที่ทำได้จริง. ถ้อยคำว่า “กรมมีหน้าที่” ต้องย้อนมาตรา 6 และมาตรา 16 ของพระราชบัญญัติ ส่วนคำว่า “ปี 2569 จะทำอะไร” ต้องอ่านวิสัยทัศน์ จุดเน้น ตัวชี้วัด โครงการ และวงเงินจากแผนฉบับปรับปรุงตามงบประมาณที่ได้รับจัดสรร ไม่ใช้เอกสารร่างก่อนจัดสรรแทน. แผนไม่ใช่กฎหมายที่สร้างอำนาจใหม่ โครงการทุกโครงการยังต้องอยู่ในภารกิจตามกฎหมาย งบที่ได้รับ และระเบียบเฉพาะเรื่อง ขณะเดียวกันการมีโครงการในแผนก็ยังไม่เท่ากับดำเนินสำเร็จหรือเบิกจ่ายแล้ว ต้องตรวจรายงานรอบหกเดือนหรือรายงานสิ้นปีอีกชั้น

ข้อสรุปประเด็นที่ดีจึงเริ่มจากจำแนกชนิดเอกสาร แล้วค่อยระบุเป้าหมาย ผู้รับผิดชอบ ค่าเป้าหมาย และหลักฐานผล หากกรณีศึกษาถามข้อมูลปัจจุบัน เช่นผู้บริหารหรือโครงสร้าง ต้องยึดวันที่ตรวจสอบและหน้าเว็บไซต์ทางการ เพราะข้อมูลเหล่านี้เปลี่ยนได้. เนื้อหานี้ตรวจเอกสารทางการถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2569 และใช้แผนปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ฉบับปรับปรุงตามงบประมาณที่ได้รับจัดสรรเป็นฐาน ไม่ใช้คำถามสำรองที่ตอบกว้างหรือมีข้อมูลผิดเป็นแหล่งยืนยัน. เส้นเรื่องที่ควรเล่าให้ได้คือ กฎหมายตั้งกรมและกำหนดการเรียนรู้สามรูปแบบ → โครงสร้างส่วนกลางกับพื้นที่ → วิสัยทัศน์และจุดเน้น 2569 → ห้าประเด็นยุทธศาสตร์ → ตัวชี้วัดและงบ → การติดตาม ปรับแผน และรายงานผล

วิธีอ่านวิชานี้: แยกกฎหมาย องค์กร แผน และผลดำเนินงาน

  1. 1กฎหมาย: ตรวจฐานอำนาจและภารกิจ
  2. 2องค์กร: ระบุหน่วยงานและระดับพื้นที่
  3. 3แผน 2569: อ่านเป้าหมาย จุดเน้น ตัวชี้วัด โครงการ และงบ
  4. 4ผล: เทียบของจริงกับค่าเป้าหมายและอธิบายความคลาดเคลื่อน

รากของงานเริ่มจากการศึกษาผู้ใหญ่และการศึกษานอกโรงเรียน ต่อมาเมื่อความต้องการขยายกว้าง รัฐยกฐานะกองการศึกษาผู้ใหญ่เป็นกรมการศึกษานอกโรงเรียนเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2522 เพื่อจัดการศึกษานอกโรงเรียนแก่ประชาชนอย่างเป็นระบบ. การปฏิรูประบบราชการ พ.ศ. 2545 ทำให้กรมการศึกษานอกโรงเรียนถูกยุบรวมเป็นสำนักงานบริหารงานการศึกษานอกโรงเรียนในสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ภารกิจจึงยังดำเนินต่อแต่ฐานะองค์กรเปลี่ยนจากกรมเป็นหน่วยงานในสำนักงานปลัด. พระราชบัญญัติส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย พ.ศ. 2551 ทำให้หน่วยงานเป็นสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย หรือสำนักงาน กศน. ซึ่งเป็นชื่อที่ประชาชนคุ้นเคยมายาวนาน

พระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 ยกเลิกกฎหมาย พ.ศ. 2551 และเปลี่ยนสำนักงาน กศน. เป็น กรมส่งเสริมการเรียนรู้ เพื่อขยายมุมมองจากรูปแบบการศึกษานอกระบบไปสู่การเรียนรู้ของประชาชนทุกช่วงวัยและการเชื่อมผลการเรียนรู้หลายแหล่ง. สาระของการเปลี่ยนไม่ใช่เพียงเปลี่ยนป้ายชื่อ แต่รวมถึงฐานะนิติบุคคล การมีอธิบดี ภารกิจสามรูปแบบ การวางโครงสร้างส่วนกลางและภูมิภาค และการเปิดบทบาทภาคีเครือข่ายในการร่วมจัด ส่งเสริม สนับสนุน และประเมินผล. ข้อควรระวังคือการตอบว่ากรมเป็นเพียงชื่อใหม่ของ กศน. โดยไม่มีความเปลี่ยนแปลง ภารกิจเดิมเป็นฐานสำคัญจริง แต่กฎหมายใหม่วางกรอบการเรียนรู้ตลอดชีวิต การพัฒนาตนเอง และคุณวุฒิตามระดับที่กว้างและเชื่อมโยงกว่ากรอบเดิม

พระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2566 และกำหนดให้ใช้บังคับเมื่อพ้นหกสิบวันนับแต่วันประกาศ กรมใช้วันที่ 18 พฤษภาคมเป็นวันสถาปนาและจัดกิจกรรมวันสถาปนาทุกปี. มาตรา 27 เปลี่ยนสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยในสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการเป็นกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ให้มีฐานะเป็นนิติบุคคลและเป็นกรมในกระทรวงศึกษาธิการ. กิจการ อำนาจหน้าที่ ทรัพย์สิน งบประมาณ สิทธิ หนี้ ภาระผูกพัน ข้าราชการ พนักงานราชการ ลูกจ้าง และอัตรากำลังในส่วนที่เกี่ยวข้องถูกโอนไปยังกรม กลไกเปลี่ยนผ่านจึงรักษาความต่อเนื่องของงานและความรับผิด ไม่ใช่เริ่มองค์กรโดยไม่มีภาระเดิม

กรมอยู่ในบังคับบัญชาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและปลัดกระทรวงศึกษาธิการตามระบบบริหารราชการ การกล่าวว่ากรมสังกัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา หรือเป็นองค์กรอิสระ จึงผิดทั้งฐานกฎหมายและโครงสร้างราชการ. พระราชบัญญัติมี 36 มาตรา วางทั้งวัตถุประสงค์ รูปแบบการเรียนรู้ หน้าที่กรม คณะกรรมการระดับจังหวัด หน่วยงานพื้นที่ ภาคีเครือข่าย การเทียบโอน และบทเปลี่ยนผ่าน การอ่านเฉพาะมาตราตั้งกรมจึงยังไม่ครอบคลุมงานทั้งหมด. ในการตอบสถานการณ์ให้ใช้ชื่อกฎหมายเต็มและระบุบทบาทตามมาตรา ไม่ใช้คำว่า “นโยบาย กศน.” แทนกฎหมายใหม่ หากเอกสารเก่ายังถูกใช้งานต้องตรวจว่าบทเฉพาะกาลหรือคำสั่งใหม่รับรองไว้เพียงใด

เหตุผลของกฎหมายเชื่อมกับหน้าที่รัฐด้านการศึกษาตามรัฐธรรมนูญ โดยมุ่งพัฒนาบุคคลให้สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และสติปัญญา เป็นคนดี มีวินัย รู้สิทธิ ควบคู่หน้าที่และความรับผิดชอบ. ประชาชนต้องมีทางเลือกในการเรียนรู้เพื่อพึ่งพาตนเอง มีงานทำ ปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง และเพิ่มหรือเปลี่ยนทักษะตามความถนัดกับความจำเป็น การเรียนรู้จึงไม่จบเมื่อออกจากโรงเรียนหรือได้วุฒิครั้งแรก. กฎหมายให้ความสำคัญกับการเข้าถึงได้ทุกที่ ทุกเวลา และการเชื่อมแหล่งเรียนรู้หลายประเภท ทั้งสถานศึกษา ชุมชน ห้องสมุด ศูนย์วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สื่อออนไลน์ สถานประกอบการ และประสบการณ์การทำงาน

ความทั่วถึงต้องเดินคู่คุณภาพและความเป็นธรรม ไม่ใช่เพียงเปิดรับคนจำนวนมาก ผู้เรียนควรได้หลักสูตร สื่อ ผู้จัดการเรียนรู้ การประเมิน และสิ่งอำนวยความสะดวกที่เหมาะกับเป้าหมายและบริบทของตน. ภาคีเครือข่ายมีบทบาทร่วมออกแบบ จัด สนับสนุน ติดตาม และประเมิน แต่รัฐยังต้องรับผิดชอบมาตรฐานและสิทธิ ไม่อาจยกภารกิจให้ชุมชนหรือเอกชนทั้งหมดแล้วถือว่าหน้าที่ของกรมสิ้นสุด. หลักวินิจฉัยคือดูว่ากิจกรรมทำให้ประชาชนเรียนรู้ได้จริง พัฒนาทักษะหรือคุณภาพชีวิต และเข้าถึงอย่างเท่าเทียมหรือไม่ กิจกรรมประชาสัมพันธ์ที่ไม่มีผลต่อการเรียนรู้จึงไม่ตอบเจตนารมณ์เพียงเพราะใช้ชื่อโครงการส่งเสริมการเรียนรู้

หัวข้อ 2

มาตรา 6: การเรียนรู้สามรูปแบบและรูปแบบอื่นที่เป็นประโยชน์

มาตรา 6 ให้กรมมีหน้าที่จัด ส่งเสริม และสนับสนุนการเรียนรู้สามรูปแบบ คือ การเรียนรู้ตลอดชีวิต การเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเอง และการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ ซึ่งเป็นโครงใหญ่ที่ต้องควรทำความเข้าใจครบและแยกวัตถุประสงค์กัน. นอกจากสามรูปแบบ กรมอาจจัด ส่งเสริม และสนับสนุนการเรียนรู้รูปแบบอื่นที่ก่อประโยชน์แก่ประชาชนได้ แต่ต้องมีประกาศรัฐมนตรีกำหนดเป้าหมาย แนวทาง และวิธีการ ไม่ใช่ช่องให้หน่วยงานตั้งรูปแบบโดยไร้กรอบ. การจัดทุกแบบต้องคำนึงถึงความหลากหลายและความต้องการของผู้เรียน เปิดโอกาสให้คนทุกเพศทุกวัยเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ทั่วถึง เท่าเทียม เป็นธรรม และไม่เลือกปฏิบัติ

สามรูปแบบเชื่อมกันได้ เช่นคนเรียนอาชีพเพื่อพัฒนาตน ใช้ประสบการณ์สะสมใน Learning Passport แล้วเทียบโอนเข้าสู่คุณวุฒิผ่าน Credit Bank การเชื่อมไม่ทำให้เป้าหมายและหลักประเมินของแต่ละรูปแบบหายไป. แผน 2569 ใช้คำว่า “ระบบเชื่อมโยงการเรียนรู้ 3 รูปแบบ” และผลักดันเส้นทางไร้รอยต่อ จึงต้องพัฒนากลไกเทียบเคียง เทียบโอน บันทึกผล และประกันคุณภาพ ไม่ใช่เพียงรวมกิจกรรมไว้ในเว็บไซต์เดียว. ประเด็นมักให้ตัวอย่างกิจกรรมแล้วถามรูปแบบ ให้พิจารณาผลปลายทาง: เรียนต่อเนื่องตามความสนใจคือ lifelong learning; เพิ่มทักษะชีวิตหรืออาชีพคือ self-development; มุ่งวุฒิรับรองตามระดับคือ qualification learning

การเรียนรู้ตลอดชีวิตครอบคลุมการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องตลอดช่วงชีวิต ไม่จำกัดห้องเรียน อายุ ภาคเรียน หรือเส้นทางเดียว เป้าหมายคือให้บุคคลใฝ่รู้ พัฒนาตน และปรับตัวต่อโลกที่เปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง. แหล่งเรียนรู้อาจเป็นห้องสมุดประชาชน บ้านหนังสือชุมชน Co-Reading Space ศูนย์วิทยาศาสตร์ ศูนย์การเรียนรู้ชุมชน สื่อวิทยุ โทรทัศน์ แพลตฟอร์มดิจิทัล ภูมิปัญญาท้องถิ่น หรือกิจกรรมระหว่างวัย. คุณภาพของการเรียนรู้ตลอดชีวิตดูจากความเกี่ยวข้องกับชีวิต การเข้าถึง ความน่าเชื่อถือของสื่อ การนำไปใช้ และความต่อเนื่อง มิใช่นับเพียงจำนวนครั้งที่เปิดสถานที่หรือยอดคลิกที่ไม่สะท้อนการเรียนรู้

แผน 2569 ตั้งเป้าการเข้ารับบริการ learning ผ่านช่องทาง On-Site, Online และ On-Air จำนวน 11,000,000 ครั้ง คำว่า “ครั้ง” ต้องไม่ตีความเป็นจำนวนคนไม่ซ้ำ เพราะบุคคลหนึ่งอาจใช้หลายครั้งหรือหลายช่องทาง. Learning Passport ช่วยบันทึกการใช้บริการ การอบรม การฝึกอาชีพ การเรียนรู้ชุมชน และออนไลน์ เพื่อใช้เป็นหลักฐานเชื่อมหน่วยกิตหรือประสบการณ์ แต่ข้อมูลต้องตรวจสอบได้และได้รับความยินยอมตามฐานที่เกี่ยวข้อง. ตัวอย่างที่ถูกคือผู้สูงอายุเรียนรู้การใช้สมาร์ตโฟนและกลับมาใช้ห้องสมุดอย่างต่อเนื่อง ส่วนกิจกรรมแจกเอกสารครั้งเดียวโดยไม่มีเป้าหมาย กระบวนการ หรือการติดตามผล ยังไม่พอพิสูจน์ว่าเกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต

การเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเองมุ่งเพิ่มความรู้ ทักษะ ความสามารถ และสมรรถนะที่บุคคลนำไปใช้ในชีวิต การทำงาน ครอบครัว ชุมชน หรือการประกอบอาชีพ ไม่จำเป็นต้องจบด้วยวุฒิการศึกษาตามระดับ. แผน 2569 ใช้แนวทาง Learn to Earn ควบคู่ Upskill, Reskill และ Newskill โดยให้หลักสูตรตอบอัตลักษณ์พื้นที่ ความต้องการตลาดแรงงาน และโอกาสสร้างรายได้จริง ไม่ใช้หลักสูตรเดียวทั่วประเทศโดยไม่สำรวจบริบท. การพัฒนาตนเองยังครอบคลุม future skills ทักษะดิจิทัล การคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร การทำงานร่วมกัน ความยืดหยุ่น ความคิดสร้างสรรค์ สุขภาวะ การเงิน และความเป็นพลเมืองคุณภาพ. แผนกำหนดผู้ลงทะเบียนกิจกรรมเพื่อพัฒนาตนเอง 420,000 คน และใช้ตัวชี้วัดผล เช่นร้อยละของผู้ผ่านกิจกรรมที่นำความรู้ไปพัฒนาตนหรือแก้ปัญหาชีวิตได้ ไม่หยุดที่ยอดลงทะเบียน

สำหรับหลักสูตรอาชีพ ต้องแยก “ผ่านอบรม” ออกจาก “สร้างอาชีพหรือเพิ่มรายได้” ตัวชี้วัดบางชุดตั้งเป้าร้อยละ 40 หรือร้อยละ 80 ตามกรอบที่ต่างกัน จึงต้องอ่านชื่อแผนย่อยและนิยามตัวชี้วัดก่อนยกตัวเลข. หลักฐานที่ดีมีข้อมูลก่อนเรียน ผลประเมินทักษะ ผลงาน การนำไปใช้ รายได้หรือโอกาสงาน และการติดตามช่วงเหมาะสม การแจกใบรับรองจำนวนมากไม่ยืนยันว่าผู้เรียนพึ่งพาตนได้จริง. การเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับมุ่งให้ผู้เรียนได้วุฒิหรือการรับรองตามระดับที่กฎหมายและหลักสูตรกำหนด ครอบคลุมการศึกษาขั้นพื้นฐานและเส้นทางสูงกว่าขั้นพื้นฐานตามขอบเขตที่กฎหมายรองรับ

กรมต้องพัฒนาหลักสูตร กระบวนการเรียนรู้ การวัดและประเมิน การเทียบระดับ และการเทียบโอนให้ได้มาตรฐาน ผู้เรียนจึงไม่ควรได้รับวุฒิจากการเข้าร่วมครบเวลาอย่างเดียวโดยไม่มีหลักฐานสมรรถนะหรือผลสัมฤทธิ์. แผน 2569 ระบุผู้ลงทะเบียนการศึกษาระดับขั้นพื้นฐานในสถานศึกษาสังกัดกรม 845,842 คน ตัวเลขนี้เป็นปริมาณผู้ลงทะเบียน ไม่ใช่จำนวนผู้สำเร็จและไม่ควรถูกใช้แทนอัตราคงอยู่หรือผลสัมฤทธิ์. ตัวชี้วัดระดับผลกำหนดให้ผู้เรียนที่คาดว่าจะจบในแต่ละภาคเรียนสำเร็จการศึกษาร้อยละ 70 และผู้เรียนวิชาบังคับมีคะแนนปลายภาคมากกว่าร้อยละ 30 ตามสัดส่วนเป้าหมายร้อยละ 70 การอ่านต้องแยกค่าคะแนนออกจากร้อยละของผู้ผ่านเกณฑ์

ระบบสอบเทียบแบบ Fast-track และการเทียบโอนความรู้เดิมช่วยลดเวลาเรียนได้ แต่ต้องมีเครื่องมือ มาตรฐาน และการตรวจสอบ ไม่ใช่ลดข้อกำหนดเพียงเพื่อทำยอดผู้จบให้สูงขึ้น. กรณีผู้เรียนมีประสบการณ์งานหรือฝึกอบรมภายนอก ให้เข้าสู่กลไกประเมินและเทียบโอน ไม่บังคับเรียนซ้ำทั้งหมด และไม่รับรองโดยคำบอกเล่า เส้นทางยืดหยุ่นกับมาตรฐานต้องอยู่ร่วมกัน

อ่านสรุปฉบับเต็มทุกหัวข้อ
สมาชิก PRO ระบบจะจำหัวข้อที่อ่านค้างไว้ให้ด้วย
PRO 99 บาท/เดือน
เนื้อหาฉบับเต็มต้นฉบับจาก moe.go.thเปิดต้นฉบับ

เนื้อหาสรุปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาส่วนบุคคล ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต