สารบัญ7 หัวข้อหลัก
- 1.วงจรจากปัญหาและยุทธศาสตร์สู่แผนปฏิบัติการ
- 2.วัตถุประสงค์ KPI และการวางแผนภายใต้ความไม่แน่นอน
- 3.คำของบประมาณ ต้นทุน และกรอบควบคุมการใช้จ่าย
- 4.การจัดสรร การวิเคราะห์ส่วนต่าง และมูลค่างานที่ทำได้
- 5.การกำกับติดตาม ความเสี่ยง การเปลี่ยนแปลง และรายงาน
- 6.การประเมินโครงการและความน่าเชื่อถือของข้อค้นพบ
- 7.การรายงาน โครงการข้ามหน่วยงาน และการตรวจทานก่อนเสนอ
วงจรจากปัญหาและยุทธศาสตร์สู่แผนปฏิบัติการ
ขอบเขตและฐานความรู้ที่ใช้ — ฐาน พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 มีสาระสําคัญดังนี้ ใช้กับส่วนใด คือ อํานาจ หน้าที่ คําขอ การจัดสรร การโอน การก่อหนี้ การกันเงิน การติดตาม และรายงาน. ฐาน หลักเกณฑ์/ปฏิทินสํานักงบประมาณ มีสาระสําคัญดังนี้ ใช้กับส่วนใด คือ รายละเอียดแบบคําขอ เอกสาร ระบบ และกําหนดส่งของแต่ละปี ซึ่งเปลี่ยนได้และต้องตรวจฉบับปีนั้น. ฐาน การบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์ มีสาระสําคัญดังนี้ ใช้กับส่วนใด คือ เชื่อมทรัพยากร กิจกรรม ผลผลิต ผลลัพธ์ และผลกระทบ. ฐาน การบริหารโครงการ มีสาระสําคัญดังนี้ ใช้กับส่วนใด คือ ขอบเขต เวลา ต้นทุน คุณภาพ ความเสี่ยง ผู้รับผิดชอบ และการควบคุมการเปลี่ยนแปลง. ฐาน เกณฑ์ประเมิน OECD DAC มีสาระสําคัญดังนี้ ใช้กับส่วนใด คือ ความเกี่ยวข้อง ความสอดคล้อง ประสิทธิผล ประสิทธิภาพ ผลกระทบ และความยั่งยืน. ข้อสําคัญ: พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณไม่ได้กําหนด “วันเดียวตายตัว” สําหรับทุกหน่วยในการยื่นคําขอ แต่ให้ยื่นตาม หลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่ผู้อํานวยการสํานักงบประมาณกําหนด
จึงต้องดูปฏิทินของปีงบประมาณนั้น. วงจรบริหารแผนและงบประมาณ — ลําดับการดําเนินงานประกอบด้วย วิเคราะห์สถานการณ์ ปัญหา ความต้องการ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ผลเดิม และข้อจํากัด จากนั้น กําหนดผลที่ต้องการและทฤษฎีการเปลี่ยนแปลง จากนั้น แปลงเป็นแผนปฏิบัติการ: กิจกรรม ผู้รับผิดชอบ เวลา ทรัพยากร ความเสี่ยง และ KPI จากนั้น คํานวณต้นทุนและจัดทําคําของบ พร้อมหลักฐานความจําเป็น ความพร้อม และผลประโยชน์ จากนั้น กลั่นกรองและจัดลําดับตามกฎหมาย ภารกิจ ผลสัมฤทธิ์ ความคุ้มค่า ความเสี่ยง และวงเงิน จากนั้น อนุมัติ/จัดสรร แล้วดําเนินงาน จัดซื้อ เบิกจ่าย และบันทึกตามกฎหมายเฉพาะ จากนั้น ติดตามงาน–เวลา–ต้นทุน–ผลลัพธ์ เปรียบเทียบแผนและอธิบายส่วนต่าง จากนั้น ควบคุมการเปลี่ยนแปลง แก้ความเสี่ยง และคาดการณ์จนจบ จากนั้น รายงานอย่างโปร่งใส ประเมินผล ใช้บทเรียนในแผนและคําของบรอบถัดไป.
ความแตกต่างระหว่างแผนยุทธศาสตร์ แผนปฏิบัติการ และโครงการ — เอกสาร แผนยุทธศาสตร์ มีสาระสําคัญดังนี้ คําถามที่ตอบ คือ จะมุ่งไปไหนและเลือกแนวทางใด และ ระดับรายละเอียด คือ วิสัยทัศน์ เป้าประสงค์ ประเด็นยุทธศาสตร์ ตัวชี้วัดระดับผลลัพธ์ ระยะกลาง/ยาว. เอกสาร แผนปฏิบัติการ มีสาระสําคัญดังนี้ คําถามที่ตอบ คือ ปีนี้ใครทําอะไร เมื่อใด ใช้อะไร และวัดอย่างไร และ ระดับรายละเอียด คือ งาน/โครงการ กิจกรรม เวลา ผู้รับผิดชอบ งบ KPI ความเสี่ยง. เอกสาร ข้อเสนอโครงการ มีสาระสําคัญดังนี้ คําถามที่ตอบ คือ โครงการหนึ่งแก้ปัญหาอย่างไรและคุ้มค่าหรือไม่ และ ระดับรายละเอียด คือ เหตุผล วัตถุประสงค์ กลุ่มเป้าหมาย วิธีดําเนิน ต้นทุน ผลลัพธ์ ความเสี่ยง. เอกสาร คําขอตั้งงบประมาณ มีสาระสําคัญดังนี้ คําถามที่ตอบ คือ หน่วยต้องการวงเงินเท่าใดเพื่อผลใด และ ระดับรายละเอียด คือ วัตถุประสงค์ แผนปฏิบัติ/ใช้จ่าย ผลสัมฤทธิ์ เงินนอกงบ ต้นทุน และหลักฐาน.
เอกสาร รายงานผล มีสาระสําคัญดังนี้ คําถามที่ตอบ คือ เกิดอะไร เทียบแผนแล้วเป็นอย่างไร เพราะเหตุใด และทําต่ออย่างไร และ ระดับรายละเอียด คือ ผลจริง งบจริง ส่วนต่าง สาเหตุ ความเสี่ยง แนวแก้ และหลักฐาน. เอกสาร รายงานประเมิน มีสาระสําคัญดังนี้ คําถามที่ตอบ คือ โครงการมีคุณค่า ผล และบทเรียนอะไร และ ระดับรายละเอียด คือ คําถาม วิธี ข้อมูล ข้อค้นพบ การตีความ ข้อจํากัด ข้อเสนอแนะ. แผนปฏิบัติการไม่ใช่รายงานการเงินย้อนหลัง และคําของบไม่ใช่แผนยุทธศาสตร์ แม้เอกสารเหล่านี้ต้องเชื่อมโยงกัน. ขั้นตอนจัดทําแผนปฏิบัติการ — ลําดับการดําเนินงานประกอบด้วย ทบทวนอํานาจหน้าที่ นโยบาย ยุทธศาสตร์ แผนระดับบน และผลปีที่ผ่านมา จากนั้น วิเคราะห์สถานการณ์ ปัญหา สาเหตุ ความต้องการ ช่องว่างบริการ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จากนั้น กําหนดเป้าประสงค์และผลลัพธ์ที่ชัด พร้อม ข้อมูลฐาน จากนั้น ออกแบบทางเลือกและเลือกกิจกรรมที่มีเหตุผลเชื่อมสู่ผลลัพธ์ จากนั้น แตกงาน กําหนดผลส่งมอบ ผู้รับผิดชอบ
ผู้ร่วม กรอบเวลา และจุดตัดสินใจ จากนั้น ประมาณทรัพยากร/ต้นทุน/กระแสใช้จ่ายและตรวจความพร้อม จากนั้น กําหนด KPI ค่าเป้าหมาย แหล่งข้อมูล ความถี่ และผู้รายงาน จากนั้น ระบุสมมติฐาน ความเสี่ยง มาตรการตอบสนอง และ แผนเผชิญเหตุ จากนั้น รับฟังผู้ปฏิบัติ/ผู้รับบริการ ตรวจความสอดคล้อง ความซ้ําซ้อน และอนุมัติ จากนั้น สื่อสารแผน คุม รุ่นเอกสาร และเชื่อมกับคําของบ/ระบบติดตาม. ขั้นแรกไม่ใช่ใส่งบประมาณ แต่คือ เข้าใจสถานการณ์และกําหนดผลที่ต้องการ มิฉะนั้นกิจกรรมและตัวเลขจะไม่มีเหตุผลรองรับ. เครื่องมือวิเคราะห์สถานการณ์ — เครื่องมือ ข้อมูลฐานและแนวโน้ม มีสาระสําคัญดังนี้ ใช้ตอบ คือ ปัญหาใหญ่แค่ไหน เปลี่ยนอย่างไร กลุ่มใดได้รับผล และ ข้อควรระวัง คือ ต้องมีนิยาม ช่วงเวลา แหล่ง และการจําแนกกลุ่ม. เครื่องมือ SWOT มีสาระสําคัญดังนี้ ใช้ตอบ คือ จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส อุปสรรค และ ข้อควรระวัง คือ เป็นรายการเริ่มต้น ไม่ใช่หลักฐานแทนการวิเคราะห์สาเหตุ.
เครื่องมือ PESTEL มีสาระสําคัญดังนี้ ใช้ตอบ คือ การเมือง เศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม กฎหมาย และ ข้อควรระวัง คือ เลือกเฉพาะปัจจัยที่กระทบการตัดสินใจ. เครื่องมือ การวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย มีสาระสําคัญดังนี้ ใช้ตอบ คือ ใครได้/เสีย มีอิทธิพล ความต้องการ และบทบาทใด และ ข้อควรระวัง คือ ไม่รวมผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเป็นกลุ่มเดียว. เครื่องมือ ต้นไม้ปัญหา มีสาระสําคัญดังนี้ ใช้ตอบ คือ ปัญหาแกน สาเหตุราก และผลกระทบ และ ข้อควรระวัง คือ ไม่ควรสับสนอาการกับสาเหตุ. เครื่องมือ การวิเคราะห์สาเหตุราก มีสาระสําคัญดังนี้ ใช้ตอบ คือ การถามเหตุผลห้าครั้ง, ผังก้างปลา หรือข้อมูลกระบวนการเพื่อหาต้นเหตุ และ ข้อควรระวัง คือ ต้องยืนยันด้วยหลักฐาน ไม่หยุดที่ความเห็น. เครื่องมือ การวิเคราะห์ฉากทัศน์ มีสาระสําคัญดังนี้ ใช้ตอบ คือ ถ้าสมมติฐานภายนอกเปลี่ยน แผนจะรับมืออย่างไร และ ข้อควรระวัง คือ กําหนด สัญญาณเริ่มดําเนินมาตรการ และการตอบสนอง ไม่ใช่ทํานายจุดเดียว.
- 1วิเคราะห์สถานการณ์ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ปัญหา สาเหตุ และข้อจำกัด
- 2กำหนดผลลัพธ์พร้อมทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงและสมมติฐาน
- 3ออกแบบกิจกรรม ผู้รับผิดชอบ เวลา ทรัพยากร ความเสี่ยง และ KPI
- 4ประมาณต้นทุน จัดทำคำของบ และแสดงหลักฐานความพร้อม
- 5ดำเนินงาน ติดตามงาน เงิน เวลา คุณภาพ และผลลัพธ์
- 6ประเมินผลและใช้บทเรียนปรับแผนกับคำของบรอบถัดไป
วัตถุประสงค์ KPI และการวางแผนภายใต้ความไม่แน่นอน
ทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงและแบบจําลองเชิงตรรกะ — ระดับ ทรัพยากรนําเข้า มีสาระสําคัญดังนี้ ความหมาย คือ ทรัพยากรที่ใช้. ระดับ กิจกรรม มีสาระสําคัญดังนี้ ความหมาย คือ สิ่งที่โครงการทํา. ระดับ ผลผลิต มีสาระสําคัญดังนี้ ความหมาย คือ ผลผลิตที่ส่งมอบโดยตรง. ระดับ ผลลัพธ์ มีสาระสําคัญดังนี้ ความหมาย คือ การเปลี่ยนแปลงในกลุ่มเป้าหมาย. ระดับ ผลกระทบ มีสาระสําคัญดังนี้ ความหมาย คือ ผลระดับสูง/ระยะยาว. ระดับ สมมติฐาน มีสาระสําคัญดังนี้ ความหมาย คือ เงื่อนไขที่ต้องจริงเพื่อให้แต่ละขั้นเชื่อมกัน. ระดับ ปัจจัยภายนอก มีสาระสําคัญดังนี้ ความหมาย คือ ปัจจัยนอกการควบคุม. การอบรมครบ 100 คนเป็น ผลผลิต ไม่พิสูจน์ว่ารายได้เพิ่มซึ่งเป็น ผลลัพธ์ และยิ่งไม่พิสูจน์ว่าความยากจนลดซึ่งเป็น ผลกระทบ. วัตถุประสงค์และเป้าหมายที่มีคุณภาพ — องค์ประกอบ เฉพาะเจาะจง มีสาระสําคัญดังนี้ คําถามตรวจ คือ ระบุการเปลี่ยนแปลง กลุ่มเป้าหมาย และขอบเขตชัดหรือไม่.
องค์ประกอบ วัดได้ มีสาระสําคัญดังนี้ คําถามตรวจ คือ มีตัวชี้วัด ข้อมูลฐาน และค่าเป้าหมายหรือไม่. องค์ประกอบ บรรลุได้ มีสาระสําคัญดังนี้ คําถามตรวจ คือ สอดคล้องทรัพยากร ความพร้อม และความเสี่ยงหรือไม่. องค์ประกอบ สอดคล้องกับความจําเป็น มีสาระสําคัญดังนี้ คําถามตรวจ คือ แก้ปัญหา/ภารกิจ/ยุทธศาสตร์ที่สําคัญหรือไม่. องค์ประกอบ มีกรอบเวลา มีสาระสําคัญดังนี้ คําถามตรวจ คือ กําหนดเส้นตายหรือช่วงวัดหรือไม่. องค์ประกอบ คํานึงถึงความเป็นธรรม มีสาระสําคัญดังนี้ คําถามตรวจ คือ ระบุผลต่อกลุ่มต่าง ๆ และไม่ซ่อนความเหลื่อมล้ําไว้ในค่าเฉลี่ยหรือไม่. การออกแบบตัวชี้วัดผลการดําเนินงาน — ฟิลด์ KPI ชื่อ/นิยาม มีสาระสําคัญดังนี้ ต้องระบุ คือ วัดอะไร รวม–ไม่รวมอะไร หน่วยนับ. ฟิลด์ KPI สูตร มีสาระสําคัญดังนี้ ต้องระบุ คือ ตัวตั้ง ตัวหาร ช่วงเวลา และกฎจัดการข้อมูลขาด.
ฟิลด์ KPI ข้อมูลฐาน มีสาระสําคัญดังนี้ ต้องระบุ คือ ค่าก่อนเริ่มพร้อมปี/แหล่งข้อมูล. ฟิลด์ KPI ค่าเป้าหมาย มีสาระสําคัญดังนี้ ต้องระบุ คือ ค่าที่ต้องการในแต่ละงวดและปลายปี. ฟิลด์ KPI แหล่งข้อมูล มีสาระสําคัญดังนี้ ต้องระบุ คือ ทะเบียน แบบสํารวจ ระบบ หรือหลักฐานใด. ฟิลด์ KPI ความถี่ มีสาระสําคัญดังนี้ ต้องระบุ คือ รายสัปดาห์ เดือน ไตรมาส ครึ่งปี หรือปลายโครงการตามความเสี่ยง. ฟิลด์ KPI ผู้รับผิดชอบ มีสาระสําคัญดังนี้ ต้องระบุ คือ ใครเก็บ ตรวจ รับรอง วิเคราะห์ และรายงาน. ฟิลด์ KPI การจําแนกข้อมูล มีสาระสําคัญดังนี้ ต้องระบุ คือ พื้นที่ เพศ อายุ ความพิการ รายได้ หรือกลุ่มสําคัญ. ฟิลด์ KPI คุณภาพ มีสาระสําคัญดังนี้ ต้องระบุ คือ ความครบ ถูกต้อง ทันเวลา สอดคล้อง และตรวจสอบย้อนกลับได้.
ตัวชี้วัดกว้าง เช่น “ประชาชนมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น” โดยไม่มีนิยาม ค่าเริ่ม เป้าหมาย เวลา และแหล่งข้อมูล ยังไม่พร้อมใช้บริหารหรือของบ. ตัวชี้วัดนําและตัวชี้วัดตาม — ประเภท ตัวชี้วัดนํา มีสาระสําคัญดังนี้ ความหมาย คือ สัญญาณล่วงหน้าหรือปัจจัยขับที่ช่วยคาดทิศทางผล. ประเภท ตัวชี้วัดตาม มีสาระสําคัญดังนี้ ความหมาย คือ ผลที่เกิดขึ้นแล้วและยืนยันภายหลัง. ประเภท การใช้ร่วม มีสาระสําคัญดังนี้ ความหมาย คือ ตัวชี้วัดนํา ช่วยแก้ก่อนหลุดเป้า; ตัวชี้วัดตาม ยืนยันผลสําเร็จจริง. การมี ตัวชี้วัดนํา ไม่ได้แปลว่าจะเกิดผลแน่นอน ต้องทดสอบความสัมพันธ์และใช้ร่วมกับข้อมูลผลจริง. องค์ประกอบแผนปฏิบัติการที่พร้อมใช้ — ช่อง ยุทธศาสตร์/เป้าประสงค์ มีสาระสําคัญดังนี้ เนื้อหา คือ อ้างรหัสและผลระดับบนที่เชื่อม.
ช่อง ปัญหา/กลุ่มเป้าหมาย มีสาระสําคัญดังนี้ เนื้อหา คือ ข้อมูลฐาน สาเหตุ ความต้องการ และจํานวนเป้าหมาย. ช่อง โครงการ/กิจกรรม มีสาระสําคัญดังนี้ เนื้อหา คือ ขอบเขต ผลส่งมอบ และ จุดหมายระหว่างทาง. ช่อง ผู้รับผิดชอบ มีสาระสําคัญดังนี้ เนื้อหา คือ เจ้าภาพ ผู้ร่วม ผู้อนุมัติ และผู้รับข้อมูล. ช่อง เวลา มีสาระสําคัญดังนี้ เนื้อหา คือ วันเริ่ม–จบ ลําดับงาน งานวิกฤต และ ความเชื่อมโยงที่ต้องพึ่งพา. ช่อง งบ/ทรัพยากร มีสาระสําคัญดังนี้ เนื้อหา คือ หมวด แหล่งเงิน รายเดือน/ไตรมาส และราคาต่อหน่วย. ช่อง KPI มีสาระสําคัญดังนี้ เนื้อหา คือ ผลผลิต ผลลัพธ์ ข้อมูลฐาน เป้าหมาย สูตร แหล่งข้อมูล. ช่อง ความเสี่ยง มีสาระสําคัญดังนี้ เนื้อหา คือ เหตุ โอกาส ผลกระทบ เจ้าของ มาตรการ สัญญาณเริ่มดําเนินมาตรการ และแผนสํารอง.
ช่อง การติดตาม มีสาระสําคัญดังนี้ เนื้อหา คือ ความถี่ รูปแบบรายงาน จุดตัดสินใจ และหลักฐาน. ช่อง การอนุมัติ/แก้ไข มีสาระสําคัญดังนี้ เนื้อหา คือ ผู้มีอํานาจ รุ่นเอกสาร วันที่ และเหตุผลการเปลี่ยนแปลง. แผนแบบต่อเนื่องและการวางแผนในภาวะไม่แน่นอน — สาระสําคัญประกอบด้วย คงทิศทางระยะกลาง 3–5 ปี แต่ทบทวนสมมติฐาน ผลจริง และลําดับความสําคัญทุกปีหรือเมื่อ สัญญาณเริ่มดําเนินมาตรการ เกิด. วาง ฉากทัศน์ อย่างน้อยฐาน ดี และแย่ พร้อมผลต่อเป้าหมาย วงเงิน และทรัพยากร. กิจกรรมควรแบ่งเป็นโมดูล/ระยะ มี stage gate เพื่อคง ปรับ ขยาย หรือยุติตามหลักฐาน. กําหนดงบจําเป็นขั้นต่ํา รายการเลื่อนได้ และ แผนเผชิญเหตุ ตามอํานาจ. ความยืดหยุ่นไม่ใช่การเปลี่ยนเป้าหมายย้อนหลังเพื่อให้ดูสําเร็จ ทุกการเปลี่ยนต้องมีเหตุ หลักฐาน ผลกระทบ และอนุมัติ.
เนื้อหาสรุปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาส่วนบุคคล ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต