กลับไปทำข้อสอบวิชานี้

ความรู้เกี่ยวกับการวิเคราะห์นโยบายสาธารณะ การวางแผนและจัดทำโครงการ การติดตาม และประเมินผล การบริหารเชิงกลยุทธ์ การบริหารความเสี่ยง เทคโนโลยีและเครื่องมือวิเคราะห์งานด้านป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัย การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์สำนักงาน

คู่มือวิเคราะห์และตัดสินใจครบวงจรสำหรับนโยบาย/โครงการสาธารณภัย ตั้งแต่ปัญหา ยุทธศาสตร์ ความเสี่ยง แผนงาน M&E ไปถึง GIS ระบบเตือนภัย ข้อมูล Cybersecurity และ AI ที่เป็นธรรม

13 หัวข้อ · อ่านประมาณ 81 นาที

อ่านฟรีได้ 2 จาก 13 หัวข้อ15%
หัวข้อ 1

บทนำ — ขอบเขตและฐานอ้างอิง

ขอบเขตและฐานอ้างอิง

  • แผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2564–2570 — ใช้กับส่วนใด: กรอบแม่บทการจัดการความเสี่ยงจากสาธารณภัยของไทย การลดความเสี่ยง การจัดการฉุกเฉิน การฟื้นฟู และความร่วมมือ
  • Sendai Framework for Disaster Risk Reduction 2015–2030 — ใช้กับส่วนใด: เข้าใจความเสี่ยง ธรรมาภิบาล ลงทุนเพื่อความยืดหยุ่น และเตรียมพร้อม/Build Back Better
  • หลักวิเคราะห์นโยบายและการบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์ — ใช้กับส่วนใด: นิยามปัญหา ทางเลือก หลักฐาน ผลกระจาย Logic Model KPI Monitoring และ Evaluation
  • หลักบริหารความเสี่ยง — ใช้กับส่วนใด: บริบท ระบุ วิเคราะห์ ประเมิน ตอบสนอง เจ้าของความเสี่ยง ติดตาม สื่อสาร และ residual risk
  • ธรรมาภิบาลข้อมูลภาครัฐและแนวทาง ETDA — ใช้กับส่วนใด: คุณภาพ เจ้าของข้อมูล การเชื่อมโยง ความมั่นคงปลอดภัย ความเป็นส่วนตัว และการใช้ข้อมูลอย่างรับผิดชอบ
  • ขอบเขตคำถาม 150 ข้อ — ใช้กับส่วนใด: เน้นสถานการณ์จริงและการเลือกวิธีที่เหมาะกับข้อจำกัด ไม่ใช่จำชื่อเครื่องมือโดยไม่เข้าใจเงื่อนไข

เนื้อหาใช้แผน ปภ. พ.ศ. 2564–2570 ซึ่งยังเป็นกรอบในปี 2569 และแยก หลักบริหารทั่วไป ออกจาก ข้อกำหนดกฎหมาย/แผนเฉพาะพื้นที่ ที่ต้องตรวจฉบับปัจจุบันก่อนใช้จริง

กรอบคิดจากนโยบายสู่ความปลอดภัยของประชาชน

  1. 1เข้าใจ hazard, exposure, vulnerability, capacity และผลกระทบที่ยอมรับไม่ได้
  2. 2นิยามปัญหา ขอบเขต พื้นที่ ประชากร กลุ่มเปราะบาง สาเหตุ และข้อมูลฐาน
  3. 3กำหนดผลลัพธ์ความปลอดภัยและความยืดหยุ่น ไม่เริ่มจากรายการอุปกรณ์
  4. 4สร้างทางเลือกทั้งโครงสร้าง ไม่ใช่โครงสร้าง เทคโนโลยี กติกา การสื่อสาร และไม่ทำ
  5. 5เปรียบเทียบประสิทธิผล ต้นทุน ผลกระจาย สิทธิ ความเสี่ยง ความพร้อม และความยั่งยืน
  6. 6วางแผน ดำเนินการ ติดตาม และปรับแบบ adaptive ตาม trigger
  7. 7ประเมินผลต่อชีวิต ทรัพย์สิน บริการ ความเชื่อมั่น และการฟื้นตัว แล้วใช้บทเรียนลดความเสี่ยงรอบใหม่

การตัดสินใจซื้อเครื่องสูบน้ำ ระบบเตือนภัย หรือศูนย์บัญชาการก่อนวิเคราะห์ปัญหาเป็น solution-first bias ควรย้อนกลับไปนิยามความเสี่ยงและผลลัพธ์ก่อน

องค์ประกอบของความเสี่ยงจากสาธารณภัย
องค์ประกอบความหมายตัวอย่าง
Hazard — ภัยเหตุการณ์/กระบวนการที่อาจก่ออันตราย รวมความรุนแรง ความถี่ ระยะเวลา และพื้นที่ฝนหนัก แผ่นดินไหว ไฟป่า สารเคมี หรือระบบล่ม
Exposure — การเปิดรับคน ทรัพย์สิน ระบบ บริการ และสิ่งแวดล้อมที่อยู่ในพื้นที่อาจได้รับผลบ้าน โรงพยาบาล ถนน และประชาชนในพื้นที่น้ำหลาก
Vulnerability — ความเปราะบางเงื่อนไขทำให้เสียหายง่ายหรือฟื้นตัวยากอาคารไม่แข็งแรง รายได้น้อย ผู้สูงอายุ ภาษา หรือไม่มีพาหนะ
Capacity — ศักยภาพทรัพยากร ความรู้ เครือข่าย โครงสร้าง และสถาบันที่ป้องกัน ตอบ และฟื้นได้ทีมกู้ภัย แผนอพยพ เงินสำรอง และระบบสื่อสาร
Consequence — ผลกระทบชีวิต สุขภาพ ทรัพย์สิน เศรษฐกิจ บริการ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และความเชื่อมั่นเสียชีวิต โรงพยาบาลหยุด และรายได้ชุมชนหาย
Disaster Riskเกิดจากปฏิสัมพันธ์ของภัย การเปิดรับ ความเปราะบาง และศักยภาพ ไม่ใช่ภัยธรรมชาติอย่างเดียวฝนเท่ากันแต่ผลต่างเพราะผังเมือง ระบบระบายน้ำ และการเตือน

สูตรเชิงแนวคิดที่ใช้จำได้คือ Risk ∝ Hazard × Exposure × Vulnerability ÷ Capacity แต่การคำนวณจริงอาจใช้แบบจำลองและหน่วยต่างกัน จึงไม่เอาหลักสรุปไปแทนการประเมินเชิงวิศวกรรม

วงจรการจัดการความเสี่ยงจากสาธารณภัย

  • Prevention — งานหลัก: หลีกเลี่ยงการสร้างความเสี่ยงใหม่ เช่น ผังเมือง มาตรฐานก่อสร้าง และไม่ตั้งโครงสร้างสำคัญในเขตอันตราย
  • Mitigation — งานหลัก: ลดความรุนแรง/การเปิดรับ/ความเปราะบางด้วยมาตรการโครงสร้างและไม่ใช่โครงสร้าง
  • Preparedness — งานหลัก: แผนเผชิญเหตุ ระบบเตือนภัย การฝึก ซ้อม คลังสำรอง การสื่อสาร และความพร้อมต่อเนื่อง
  • Response — งานหลัก: บัญชาการ ค้นหา กู้ภัย อพยพ แพทย์ฉุกเฉิน ที่พักพิง โลจิสติกส์ ข้อมูล และคุ้มครอง
  • Recovery — งานหลัก: ฟื้นบริการ เศรษฐกิจ สังคม จิตใจ และโครงสร้าง พร้อมลดความเสี่ยงเดิม
  • Build Back Better — งานหลัก: ฟื้นฟูให้ปลอดภัย ยืดหยุ่น และเป็นธรรมกว่าเดิม ไม่สร้างซ้ำในแบบเปราะบางเดิม

ไม่ควรเลือก Prevention หรือ Response แบบตัดขาด ต้องจัดพอร์ตลงทุนตามความเสี่ยง: ลดความเสี่ยงล่วงหน้า เตรียมพร้อมตอบ และมีความพร้อมฟื้นฟู เพราะไม่มีมาตรการใดลดความเสี่ยงเป็นศูนย์

Sendai Framework — 4 ลำดับความสำคัญ

  • 1 Understanding disaster risk — ความหมายประยุกต์: ข้อมูลภัย การเปิดรับ ความเปราะบาง ศักยภาพ แบบจำลอง ความรู้ท้องถิ่น การสื่อสารความไม่แน่นอน และข้อมูลแยกกลุ่ม
  • 2 Strengthening disaster risk governance — ความหมายประยุกต์: บทบาท กฎหมาย แผน เจ้าภาพ การประสาน ข้อมูลร่วม ความรับผิดรับชอบ และการมีส่วนร่วมทุกภาคส่วน
  • 3 Investing in DRR for resilience — ความหมายประยุกต์: ลงทุนทั้งโครงสร้างและไม่ใช่โครงสร้าง โครงสร้างพื้นฐานยืดหยุ่น ระบบนิเวศ ประกัน การเงิน และบำรุงรักษา
  • 4 Preparedness and Build Back Better — ความหมายประยุกต์: เตรียมพร้อมตอบอย่างมีประสิทธิผล และใช้การฟื้นฟู/บูรณะเป็นโอกาสลดความเสี่ยงเดิม

Sendai 2015–2030 มี 7 เป้าหมายโลกและ 4 Priority แก่นคือเปลี่ยนจากรอจัดการภัยหลังเกิดเป็นป้องกันความเสี่ยงใหม่ ลดความเสี่ยงเดิม และเสริมความยืดหยุ่น

หัวข้อ 2

ยุทธศาสตร์แผน ปภ. แห่งชาติ พ.ศ. 2564–2570

  • 1 การมุ่งเน้นการลดความเสี่ยงจากสาธารณภัย — พัฒนาและส่งเสริมความเข้าใจความเสี่ยง ป้องกันความเสี่ยงใหม่ ลดความเสี่ยงเดิม และให้ทุกภาคส่วนสร้างแนวปฏิบัติร่วมกัน
  • 2 การเพิ่มประสิทธิภาพระบบบริหารจัดการและการประยุกต์ใช้นวัตกรรมด้านสาธารณภัย — พัฒนาคนเป็นศูนย์กลาง ระบบบริหาร องค์ความรู้ การสื่อสารความเสี่ยง เทคโนโลยี และการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
  • 3 การส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนระหว่างประเทศในการจัดการความเสี่ยงจากสาธารณภัย — สร้างหุ้นส่วน แลกเปลี่ยนความรู้ ประสานความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ยกระดับมาตรฐาน และบทบาทนำระหว่างประเทศ
  • 4 การจัดการในภาวะฉุกเฉินแบบบูรณาการ — ยกระดับมาตรฐานและเอกภาพของการบัญชาการ/เผชิญเหตุ พัฒนาเครื่องมือสนับสนุน และช่วยเหลือบรรเทาทุกข์อย่างรวดเร็วทั่วถึง
  • 5 การเพิ่มประสิทธิภาพการฟื้นฟูอย่างยั่งยืน — ประเมินความเสี่ยงและความต้องการหลังภัย ฟื้นบริการ ชีวิต เศรษฐกิจ และ Build Back Better and Safer โดยคำนึงความเป็นธรรม

ถ้อยคำรายละเอียดอาจจัดหมวดตามบทของแผน แต่หลักที่ต้องใช้ตอบคือ ลดความเสี่ยง–บูรณาการฉุกเฉิน–ฟื้นฟูยั่งยืน–นวัตกรรม/หุ้นส่วน และมีบทบาทจากชาติถึงชุมชน

วงจรบริหารแผนและงบประมาณ

  1. 1วิเคราะห์สถานการณ์ ปัญหา ความต้องการ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ผลเดิม และข้อจำกัด
  2. 2กำหนดผลที่ต้องการและทฤษฎีการเปลี่ยนแปลง
  3. 3แปลงเป็นแผนปฏิบัติการ: กิจกรรม ผู้รับผิดชอบ เวลา ทรัพยากร ความเสี่ยง และ KPI
  4. 4คำนวณต้นทุนและจัดทำคำของบ พร้อมหลักฐานความจำเป็น ความพร้อม และผลประโยชน์
  5. 5กลั่นกรองและจัดลำดับตามกฎหมาย ภารกิจ ผลสัมฤทธิ์ ความคุ้มค่า ความเสี่ยง และวงเงิน
  6. 6อนุมัติ/จัดสรร แล้วดำเนินงาน จัดซื้อ เบิกจ่าย และบันทึกตามกฎหมายเฉพาะ
  7. 7ติดตามงาน–เวลา–ต้นทุน–ผลลัพธ์ เปรียบเทียบแผนและอธิบายส่วนต่าง
  8. 8ควบคุมการเปลี่ยนแปลง แก้ความเสี่ยง และคาดการณ์จนจบ
  9. 9รายงานอย่างโปร่งใส ประเมินผล ใช้บทเรียนในแผนและคำของบรอบถัดไป
แผนยุทธศาสตร์ แผนปฏิบัติการ และโครงการต่างกันอย่างไร
เอกสารคำถามที่ตอบระดับรายละเอียด
แผนยุทธศาสตร์จะมุ่งไปไหนและเลือกแนวทางใดวิสัยทัศน์ เป้าประสงค์ ประเด็นยุทธศาสตร์ ตัวชี้วัดระดับผลลัพธ์ ระยะกลาง/ยาว
แผนปฏิบัติการปีนี้ใครทำอะไร เมื่อใด ใช้อะไร และวัดอย่างไรงาน/โครงการ กิจกรรม เวลา ผู้รับผิดชอบ งบ KPI ความเสี่ยง
ข้อเสนอโครงการโครงการหนึ่งแก้ปัญหาอย่างไรและคุ้มค่าหรือไม่เหตุผล วัตถุประสงค์ กลุ่มเป้าหมาย วิธีดำเนิน ต้นทุน ผลลัพธ์ ความเสี่ยง
คำขอตั้งงบประมาณหน่วยต้องการวงเงินเท่าใดเพื่อผลใดวัตถุประสงค์ แผนปฏิบัติ/ใช้จ่าย ผลสัมฤทธิ์ เงินนอกงบ ต้นทุน และหลักฐาน
รายงานผลเกิดอะไร เทียบแผนแล้วเป็นอย่างไร เพราะเหตุใด และทำต่ออย่างไรผลจริง งบจริง ส่วนต่าง สาเหตุ ความเสี่ยง แนวแก้ และหลักฐาน
รายงานประเมินโครงการมีคุณค่า ผล และบทเรียนอะไรคำถาม วิธี ข้อมูล ข้อค้นพบ การตีความ ข้อจำกัด ข้อเสนอแนะ

แผนปฏิบัติการไม่ใช่รายงานการเงินย้อนหลัง และคำของบไม่ใช่แผนยุทธศาสตร์ แม้เอกสารเหล่านี้ต้องเชื่อมโยงกัน

ขั้นตอนจัดทำแผนปฏิบัติการ

  1. 1ทบทวนอำนาจหน้าที่ นโยบาย ยุทธศาสตร์ แผนระดับบน และผลปีที่ผ่านมา
  2. 2วิเคราะห์สถานการณ์ ปัญหา สาเหตุ ความต้องการ ช่องว่างบริการ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
  3. 3กำหนดเป้าประสงค์และผลลัพธ์ที่ชัด พร้อม baseline
  4. 4ออกแบบทางเลือกและเลือกกิจกรรมที่มีเหตุผลเชื่อมสู่ผลลัพธ์
  5. 5แตกงาน กำหนดผลส่งมอบ ผู้รับผิดชอบ ผู้ร่วม กรอบเวลา และจุดตัดสินใจ
  6. 6ประมาณทรัพยากร/ต้นทุน/กระแสใช้จ่ายและตรวจความพร้อม
  7. 7กำหนด KPI ค่าเป้าหมาย แหล่งข้อมูล ความถี่ และผู้รายงาน
  8. 8ระบุสมมติฐาน ความเสี่ยง มาตรการตอบสนอง และ contingency
  9. 9รับฟังผู้ปฏิบัติ/ผู้รับบริการ ตรวจความสอดคล้อง ความซ้ำซ้อน และอนุมัติ
  10. 10สื่อสารแผน คุม version และเชื่อมกับคำของบ/ระบบติดตาม

ขั้นแรกไม่ใช่ใส่งบประมาณ แต่คือ เข้าใจสถานการณ์และกำหนดผลที่ต้องการ มิฉะนั้นกิจกรรมและตัวเลขจะไม่มีเหตุผลรองรับ

เครื่องมือวิเคราะห์สถานการณ์

  • ข้อมูลฐานและแนวโน้ม — ใช้ตอบ: ปัญหาใหญ่แค่ไหน เปลี่ยนอย่างไร กลุ่มใดได้รับผล; ข้อควรระวัง: ต้องมีนิยาม ช่วงเวลา แหล่ง และการจำแนกกลุ่ม
  • SWOT — ใช้ตอบ: จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส อุปสรรค; ข้อควรระวัง: เป็นรายการเริ่มต้น ไม่ใช่หลักฐานแทนการวิเคราะห์สาเหตุ
  • PESTEL — ใช้ตอบ: การเมือง เศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม กฎหมาย; ข้อควรระวัง: เลือกเฉพาะปัจจัยที่กระทบการตัดสินใจ
  • Stakeholder analysis — ใช้ตอบ: ใครได้/เสีย มีอิทธิพล ความต้องการ และบทบาทใด; ข้อควรระวัง: ไม่รวมผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเป็นกลุ่มเดียว
  • Problem tree — ใช้ตอบ: ปัญหาแกน สาเหตุราก และผลกระทบ; ข้อควรระวัง: จึงต้องแยกอาการกับสาเหตุ
  • Root-cause analysis — ใช้ตอบ: 5 Whys, fishbone หรือข้อมูลกระบวนการเพื่อหาต้นเหตุ; ข้อควรระวัง: ต้องยืนยันด้วยหลักฐาน ไม่หยุดที่ความเห็น
  • Scenario analysis — ใช้ตอบ: ถ้าสมมติฐานภายนอกเปลี่ยน แผนจะรับมืออย่างไร; ข้อควรระวัง: กำหนด trigger และการตอบสนอง ไม่ใช่ทำนายจุดเดียว
อ่านสรุปฉบับเต็มทุกหัวข้อ
สมาชิก PRO ระบบจะจำหัวข้อที่อ่านค้างไว้ให้ด้วย
PRO 99 บาท/เดือน

เนื้อหาสรุปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาส่วนบุคคล ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต