สารบัญ6 หัวข้อหลัก
- 1.บทที่ 1 กรอบอ่านสถานการณ์การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมปี 2569
- 2.บทที่ 2 เศรษฐกิจไตรมาสสอง: โตช้าลงแต่แรงขับเคลื่อนไม่ได้หายไป
- 3.บทที่ 3 แนวโน้มทั้งปีและโจทย์บริหารเศรษฐกิจ
- 4.บทที่ 4 บัญชีสุขภาวะของสังคมไทยไตรมาสสอง
- 5.บทที่ 5 สังคมดิจิทัล: โอกาสใหม่และช่องว่างการคุ้มครอง
- 6.บทที่ 6 รัฐที่เชื่อมโยงนโยบาย เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิต
บทที่ 1 กรอบอ่านสถานการณ์การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมปี 2569
สถานการณ์การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมในปี 2569 ต้องอ่านเป็นระบบเดียวกัน มิใช่แยกจำเป็นสามวิชา การเมืองในความหมายของการบริหารประเทศกำหนดหลักตัดสินใจ เป้าหมาย และวิธีประสานงานของรัฐ นโยบายเหล่านั้นส่งผลผ่านงบประมาณ กฎหมาย การลงทุน การผลิต และบริการสาธารณะ ก่อนจะปรากฏเป็นงาน รายได้ หนี้ สุขภาพ ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตของประชาชน ขณะเดียวกันข้อมูลเศรษฐกิจและสังคมก็ย้อนกลับไปบอกว่ามาตรการใดต้องเร่ง ปรับ หรือระวังมากขึ้น หนังสือบทนี้จึงใช้คำแถลงนโยบายเดือนเมษายนร่วมกับรายงานเศรษฐกิจและสังคมไตรมาสสอง เพื่ออธิบายทั้งทิศทางของรัฐและสภาพที่เกิดขึ้นจริงในช่วงเวลาเดียวกัน
วงจรนโยบาย เศรษฐกิจ และสังคม
ข้อมูลเดินทางทั้งจากการตัดสินใจของรัฐไปสู่ชีวิตประชาชน และย้อนกลับมาใช้ปรับการบริหารรอบถัดไป
- 1หลักบริหารและนโยบายกำหนดเป้าหมาย กฎหมาย งบประมาณ และผู้รับผิดชอบ
- 2ระบบเศรษฐกิจส่งผ่านไปยังการลงทุน การผลิต การค้า รายได้ และต้นทุน
- 3ผลทางสังคมปรากฏเป็นงาน หนี้ สุขภาพ ความปลอดภัย และโอกาส
- 4ข้อมูลสะท้อนกลับใช้วัดผล เปิดเผยปัญหา และปรับเครื่องมือของรัฐ
ฐานทางการเมืองของการบริหารราชการวางไว้สามประการ ได้แก่ การพิทักษ์ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ การยึดมั่นการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และการยึดหลักนิติธรรมด้วยการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมบนพื้นฐานธรรมาภิบาล ทั้งสามประการไม่ใช่ถ้อยคำที่แยกขาดจากนโยบายปากท้อง เพราะเป็นกรอบกำกับว่าอำนาจรัฐต้องใช้เพื่อประโยชน์ของประชาชน ต้องตรวจสอบได้ และต้องไม่แลกผลระยะสั้นกับความเสียหายต่อสถาบัน กฎหมาย หรือฐานะการคลังในระยะยาว การวิเคราะห์นโยบายแต่ละเรื่องจึงต้องพิจารณาทั้งผลลัพธ์และวิธีดำเนินการ
โจทย์ที่รัฐบาลระบุมีทั้งเหตุเร่งด่วนและปัญหาเชิงโครงสร้าง เหตุเร่งด่วนมาจากความขัดแย้งระหว่างประเทศที่อาจกระทบพลังงาน วัตถุดิบ ต้นทุน และค่าครองชีพ ตลอดจนภัยชายแดน ยาเสพติด อาชญากรรมไซเบอร์ และการเปลี่ยนแปลงของกติกาการค้า ส่วนปัญหาเชิงโครงสร้างประกอบด้วยหนี้ครัวเรือน ผลิตภาพต่ำ การตามเทคโนโลยีไม่ทัน สังคมสูงวัย อัตราเกิดต่ำ ความเหลื่อมล้ำ ภัยพิบัติ และความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม ลักษณะสำคัญคือปัญหาหนึ่งมักขยายอีกปัญหาหนึ่ง เช่น ภัยแล้งลดผลผลิตและรายได้เกษตรกร ก่อนส่งผลต่อหนี้ การบริโภค และการย้ายแรงงาน
ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รัฐกำหนดท่าทีเชิงรุกภายใต้ระบบพหุภาคี ยึดกฎหมายระหว่างประเทศ และรักษาปฏิสัมพันธ์กับหลายขั้วอำนาจโดยวางผลประโยชน์ของไทยเป็นที่ตั้ง การทูตจึงเชื่อมกับเศรษฐกิจผ่านการเปิดตลาด การดึงการลงทุน การยกระดับมาตรฐาน และการวางตำแหน่งของไทยในห่วงโซ่อุปทานโลก ขณะเดียวกันความมั่นคงไม่ได้จำกัดอยู่ที่การป้องกันประเทศ แต่รวมถึงชายแดน สแกมเมอร์ ยาเสพติด แรงงานผิดกฎหมาย การฟอกเงิน สิ่งแวดล้อม และการหลอกลวงทางไซเบอร์ แนวคิดนี้ทำให้การค้า เทคโนโลยี และความปลอดภัยต้องถูกพิจารณาร่วมกันมากขึ้น
กลไกขับเคลื่อนถูกจัดเป็นห้ากลุ่มยุทธศาสตร์ ครอบคลุมเศรษฐกิจมหภาคและอุตสาหกรรมอนาคต การผลิต การค้าและบริการ โครงสร้างพื้นฐานกับทรัพยากรธรรมชาติ สังคมและสวัสดิการ และการต่างประเทศกับความมั่นคง แต่ละกลุ่มมีผู้รับผิดชอบหลัก เป้าหมายที่วัดได้ การกำกับหน่วยงาน และการรายงานความก้าวหน้า แนวทางนี้พยายามลดการทำงานแบบหน่วยงานต่างคนต่างทำ และทำให้ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจเชื่อมถึงคุณภาพชีวิตได้จริง กรอบวินัยการเงินการคลังยังคงกำกับแหล่งเงินทั้งงบประมาณ เงินนอกงบประมาณ การร่วมลงทุน และกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อไม่ให้การแก้ปัญหาวันนี้กลายเป็นภาระที่ควบคุมไม่ได้ในวันข้างหน้า
บทที่ 2 เศรษฐกิจไตรมาสสอง: โตช้าลงแต่แรงขับเคลื่อนไม่ได้หายไป
เศรษฐกิจไทยไตรมาสสองปี 2569 ขยายตัวร้อยละ 1.9 ชะลอจากร้อยละ 2.8 ในไตรมาสแรก และเมื่อหักผลของฤดูกาลแล้วลดลงจากไตรมาสก่อนร้อยละ 0.2 ตัวเลขนี้บอกว่าเศรษฐกิจยังไม่หดตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน แต่แรงส่งระยะสั้นอ่อนลง องค์ประกอบด้านการใช้จ่ายเคลื่อนไหวต่างทิศกัน การลงทุนภาคเอกชนเร่งขึ้นมาก ขณะที่การบริโภคเอกชน การใช้จ่ายรัฐบาล และการส่งออกแม้ยังขยายตัวแต่ช้าลง ส่วนการลงทุนภาครัฐลดลง การอ่านอัตรา GDP เพียงตัวเดียวจึงไม่พอ ต้องแยกว่าแรงขับเคลื่อนใดกำลังพยุงเศรษฐกิจและส่วนใดเริ่มสร้างความเปราะบาง
| องค์ประกอบ | การเปลี่ยนแปลงจากปีก่อน | ความหมายต่อภาพเศรษฐกิจ |
|---|---|---|
| GDP | ขยายตัว 1.9% | ยังโตแต่ชะลอจากไตรมาสแรก และลดลง 0.2% เมื่อเทียบไตรมาสก่อนหลังปรับฤดูกาล |
| การบริโภคเอกชน | ขยายตัว 1.9% | กำลังซื้อยังเพิ่ม แต่ความเร็วลดลงและความเชื่อมั่นอ่อนลง |
| การลงทุนเอกชน | ขยายตัว 13.4% | เป็นแรงพยุงสำคัญ โดยเฉพาะเครื่องจักรและอุปกรณ์ |
| การลงทุนภาครัฐ | ลดลง 1.6% | แรงส่งจากก่อสร้างและเครื่องจักรของรัฐอ่อนลง |
| ส่งออกสินค้า | เพิ่ม 17.6% | เติบโตเด่นในอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าเทคโนโลยี |
| นำเข้าสินค้า | เพิ่ม 42.3% | สะท้อนวัตถุดิบและสินค้าทุนที่สูงขึ้น พร้อมแรงกดดันต่อดุลการค้า |
การบริโภคภาคเอกชนขยายตัวร้อยละ 1.9 ลดความเร็วจากไตรมาสก่อน เพราะการใช้จ่ายบริการ สินค้าไม่คงทน และสินค้าคงทนชะลอลงเกือบพร้อมกัน ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดมาอยู่ที่ 50.3 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบสิบสี่ไตรมาส ภาพนี้สอดคล้องกับภาระหนี้และความไม่แน่นอนที่ทำให้ครัวเรือนระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ในทางกลับกัน การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวร้อยละ 13.4 และเร่งจากร้อยละ 10.1 โดยเฉพาะเครื่องจักรและอุปกรณ์สำนักงาน จึงเห็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญว่าแรงขับเคลื่อนบางส่วนกำลังย้ายจากการใช้จ่ายประจำวันไปสู่การลงทุนเพื่อเพิ่มกำลังผลิตและรองรับเศรษฐกิจดิจิทัล
การค้าต่างประเทศมีทั้งแรงบวกและสัญญาณเตือน การส่งออกสินค้ามีมูลค่า 99,079 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มร้อยละ 17.6 จากอิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์สื่อสาร ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ เครื่องจักร และสินค้าบางกลุ่มที่ตอบรับความต้องการโลก แต่การนำเข้าเพิ่มร้อยละ 42.3 เป็น 111,155 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามวัตถุดิบ สินค้าขั้นกลาง และสินค้าทุน ส่งผลให้ดุลการค้าขาดดุล 12.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ การนำเข้าที่สูงจึงตีความได้สองด้าน ด้านหนึ่งสะท้อนการลงทุนและการเตรียมผลิตในอนาคต แต่อีกด้านทำให้ดุลต่างประเทศเปราะบางขึ้นหากการลงทุนไม่สร้างการผลิต การจ้างงาน และการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยตามมา
ด้านการผลิต ภาคเกษตรเพิ่มร้อยละ 1.5 แต่พืชสำคัญบางชนิดได้รับผลจากอากาศร้อนและแล้ง ขณะที่ราคาสินค้าเกษตรกลับมาสูงขึ้นจนรายได้เกษตรกรโดยรวมขยายตัว ภาคอุตสาหกรรมเพิ่มเพียงร้อยละ 0.1 และอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ร้อยละ 57.47 ซึ่งต่ำสุดในรอบยี่สิบสี่ไตรมาส สะท้อนว่าการส่งออกที่โตสูงกระจุกอยู่ในบางสินค้าและยังไม่กระจายสู่การผลิตทุกกลุ่ม บริการที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว ขนส่ง ค้าส่งค้าปลีก และก่อสร้างยังขยายตัว แต่หลายสาขาชะลอลง จึงไม่อาจใช้ความสำเร็จของสินค้าเทคโนโลยีมาบดบังความอ่อนแรงของฐานการผลิตส่วนอื่น
เสถียรภาพทางเศรษฐกิจยังต้องจับตาหลายด้าน อัตราว่างงานตามรายงานเศรษฐกิจอยู่ที่ร้อยละ 0.96 เงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยร้อยละ 2.7 และเงินเฟ้อพื้นฐานร้อยละ 1.0 ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลเป็นครั้งแรกในรอบแปดไตรมาสที่ 17.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่หนี้สาธารณะสิ้นเดือนมิถุนายนอยู่ที่ 12.9 ล้านล้านบาท หรือร้อยละ 66.9 ของ GDP ตัวเลขเหล่านี้ยังไม่บอกว่าวิกฤตเกิดขึ้นแล้ว แต่บอกว่าพื้นที่รองรับความผันผวนมีข้อจำกัดมากขึ้น เศรษฐกิจจึงต้องรักษาการเติบโตควบคู่กับการคุมต้นทุนพลังงาน ดุลต่างประเทศ คุณภาพการลงทุน และวินัยการคลัง ไม่ใช่เร่งตัวเลขหนึ่งด้วยการเพิ่มความเสี่ยงให้อีกตัวเลขหนึ่ง
เนื้อหาสรุปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาส่วนบุคคล ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต