กลับไปทำข้อสอบวิชานี้

ความรู้เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Literacy)

จากการใช้ข้อมูลอย่างมีวิจารณญาณ สู่การสื่อสาร สร้างเนื้อหา รักษาความปลอดภัย แก้ปัญหา และเรียนรู้อย่างรับผิดชอบ

6 หัวข้อ · อ่านประมาณ 25 นาที

อ่านฟรีได้ 2 จาก 6 หัวข้อ33%
หัวข้อ 1

บทที่ 1 ความฉลาดรู้ดิจิทัลที่มากกว่าการใช้โปรแกรมเป็น

Digital Literacy หรือความเข้าใจและใช้เทคโนโลยีดิจิทัล มิได้วัดจากการกดคำสั่งในโปรแกรมได้เพียงอย่างเดียว แต่เป็นความสามารถเลือก ใช้ ตรวจสอบ และปรับเทคโนโลยีให้เหมาะกับเป้าหมาย พร้อมเข้าใจผลต่อผู้อื่น สิทธิ ความปลอดภัย และสังคม DigComp 3.0 นิยามสมรรถนะดิจิทัลว่าเป็นการใช้และมีส่วนร่วมกับเทคโนโลยีอย่างมั่นใจ มีวิจารณญาณ และรับผิดชอบเพื่อการเรียนรู้ การทำงาน และการมีส่วนร่วมในสังคม โดยรวมความรู้ ทักษะ และทัศนคติ (มักออกสอบ) ผู้ใช้ที่คล่องจึงมิใช่เพียงทำเร็ว แต่รู้ว่าควรใช้หรือไม่ ใช้อย่างไร และตรวจผลอย่างไร

กรอบสำนักงาน ก.พ. สำหรับการปรับเปลี่ยนเป็นรัฐบาลดิจิทัลมองทักษะเป็นองค์ประกอบสี่ด้าน ได้แก่ ความสามารถ ความรู้ ประสบการณ์ และคุณลักษณะ ความสามารถแสดงผลของงานที่ทำได้ ความรู้ช่วยอธิบายหลักและเหตุผล ประสบการณ์ทำให้รับมือบริบทจริง ส่วนคุณลักษณะสะท้อนนิสัย แรงจูงใจ และความพร้อมเรียนรู้ กรอบนี้เป็นทักษะทั่วไปเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน มิได้แทนทักษะวิชาชีพเฉพาะ บุคลากรบัญชี นักกฎหมาย นักสื่อสาร หรือผู้ดูแลระบบจึงต้องผสานความรู้สายงานของตนกับสมรรถนะดิจิทัล ไม่ใช้เครื่องมือแทนดุลพินิจวิชาชีพ

รัฐบาลดิจิทัลที่กรอบไทยมุ่งหมายมีคุณลักษณะสำคัญคือเปิดและเชื่อมโยงกัน ทันสมัยและยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง และมีวัฒนธรรมดิจิทัลภาครัฐ การใช้เทคโนโลยีจึงต้องช่วยลดงานซ้ำ เชื่อมข้อมูลอย่างมีฐานอำนาจ เปิดเผยอย่างเหมาะสม และทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้ดีขึ้น การส่งเอกสารกระดาษเป็นไฟล์ภาพหรือย้ายแบบฟอร์มเดิมขึ้นจอยังไม่ทำให้กระบวนงานเป็นดิจิทัลหากประชาชนต้องกรอกซ้ำ เจ้าหน้าที่คัดลอกข้อมูลต่อ และไม่มีผู้รับผิดชอบคุณภาพ Digital Literacy ในงานรัฐจึงรวมการตั้งคำถามต่อวิธีทำงานเดิมด้วย

สำนักงาน ก.พ. จำแนกบริบทองค์กรดิจิทัลเป็นระยะเริ่มต้น ระยะกำลังพัฒนา และระยะพัฒนาแล้ว พร้อมพิจารณาบทบาทของบุคลากรหลายกลุ่ม เช่น ผู้บริหาร ผู้จัดการ ผู้ทำงานนโยบายกับวิชาการ ผู้ให้บริการ ผู้ปฏิบัติงานเทคโนโลยี และผู้ปฏิบัติงานอื่น หลักนี้ชี้ว่าความสามารถที่จำเป็นไม่เหมือนกันทุกคน ผู้ให้บริการอาจต้องชำนาญการช่วยประชาชนใช้ช่องทางดิจิทัล ขณะที่ผู้บริหารต้องอ่านความเสี่ยงและตัดสินการเปลี่ยนแปลง การพัฒนาทักษะจึงเริ่มจากผลลัพธ์ของบทบาทกับความพร้อมของหน่วยงาน ไม่ใช่ส่งทุกคนเข้าอบรมชุดเดียว

DigComp 3.0 จัดสมรรถนะยี่สิบเอ็ดรายการไว้ในห้าด้าน ได้แก่ การค้น ประเมิน และจัดการข้อมูล; การสื่อสารและร่วมมือ; การสร้างเนื้อหา; ความปลอดภัย สุขภาวะ และการใช้อย่างรับผิดชอบ; กับการระบุและแก้ปัญหา โครงสร้างคงความเป็นกลางต่อยี่ห้อหรือโปรแกรม และบูรณาการความสามารถด้าน AI ในทุกด้าน ระดับการพัฒนามี Basic, Intermediate, Advanced และ Highly advanced แต่ความชำนาญอาจไม่เท่ากันทุกเรื่อง คนหนึ่งสร้างตารางซับซ้อนได้แต่อาจยังประเมินข่าวผิดหรือจัดการความเป็นส่วนตัวไม่ดี การประเมินจึงต้องดูงานหลายแบบและปรับซ้ำตามเทคโนโลยีที่เปลี่ยน

หัวข้อ 2

บทที่ 2 ค้น ประเมิน และจัดการข้อมูลอย่างมีวิจารณญาณ

การค้นข้อมูลที่ดีเริ่มจากระบุว่าต้องรู้อะไร เพื่อการตัดสินใจใด และต้องการความสด ความละเอียด หรือความน่าเชื่อถือระดับใด คำค้นควรแยกแนวคิดหลัก ใช้คำพ้อง ชื่อเฉพาะ ช่วงเวลา ประเภทไฟล์ หรือโดเมนเพื่อคุมผล แล้วปรับจากสิ่งที่พบ การเลือกเครื่องมือขึ้นกับโจทย์ ฐานข้อมูลทางการเหมาะกับกฎหมายและสถิติ เครื่องมือค้นเว็บช่วยสำรวจภาพกว้าง ส่วนคลังเอกสารภายในใช้กับหลักฐานงาน การเห็นผลลัพธ์อันดับแรกไม่ใช่ข้อพิสูจน์ว่าดีที่สุด เพราะระบบจัดอันดับพิจารณาหลายปัจจัยที่อาจไม่ตรงกับคุณภาพหรือความต้องการของผู้ใช้

การประเมินแหล่งต้องดูผู้จัดทำ ความเชี่ยวชาญ วัตถุประสงค์ วันที่ วิธีได้ข้อมูล หลักฐานที่อ้าง และความสอดคล้องกับแหล่งอิสระ เอกสารทางการเป็นฐานสำคัญเมื่อถามข้อบังคับหรือข้อมูลของหน่วยงาน แต่ยังต้องตรวจว่าเป็นฉบับปัจจุบันและตรงขอบเขต ข่าว บทความ และโพสต์อาจช่วยเห็นบริบทแต่ไม่ควรถูกใช้แทนต้นทางโดยไม่ตรวจ ภาพ ตาราง และวิดีโออาจถูกตัดออกจากบริบท การค้นย้อนภาพ ตรวจข้อมูลกำกับ เปรียบเทียบวันที่กับสถานที่ และตามลิงก์ถึงข้อมูลชุดเดิมช่วยลดการส่งต่อสิ่งที่น่าเชื่อเพราะรูปแบบมากกว่าสาระ

ข้อมูลผิดหรือ misinformation อาจเกิดจากความเข้าใจคลาดเคลื่อน ส่วน disinformation มีเจตนาหลอก แต่ผู้รับมักยังตัดสินเจตนาไม่ได้ จึงควรเริ่มจากตรวจข้อกล่าวอ้างและหลักฐาน เนื้อหาที่เร่งให้โกรธ กลัว รีบส่ง หรือเชื่อว่าเป็นความลับเฉพาะกลุ่มต้องหยุดก่อนมีปฏิกิริยา จำนวนยอดแชร์หรือผู้ติดตามไม่เท่ากับความจริง และการที่ข้อความตรงกับความเชื่อเดิมอาจทำให้ตรวจน้อยลง UNESCO จึงเชื่อม Media and Information Literacy กับการเข้าถึง วิเคราะห์ ประเมิน และใช้ข้อมูลอย่างมีวิจารณญาณ มีจริยธรรม และรับผิดชอบท่ามกลางข้อมูลผิด วาจาเกลียดชัง และนวัตกรรมอย่าง AI

ผลจาก Generative AI มีประโยชน์ต่อการระดมแนวคิด จัดโครง อธิบาย และปรับภาษา แต่ข้อความที่ลื่นไหลไม่รับรองข้อเท็จจริง ระบบอาจสร้างแหล่งอ้างที่ไม่มีจริง ละบริบท หรือสะท้อนอคติของข้อมูล ผู้ใช้ต้องระบุงานและข้อจำกัด ไม่ป้อนข้อมูลลับหรือข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่มีสิทธิ ขอให้แยกข้อเท็จจริงจากข้อเสนอ และตรวจคำกล่าวอ้างสำคัญกับต้นทางที่เข้าถึงได้ การถามซ้ำด้วยถ้อยคำอื่นช่วยเห็นความไม่แน่นอนแต่ไม่ใช่การยืนยัน เพราะคำตอบหลายครั้งอาจผิดเหมือนกัน ความรับผิดของการใช้ผลยังอยู่กับผู้ที่นำไปตัดสินหรือเผยแพร่

การจัดการข้อมูลทำให้สิ่งที่ค้นพบกลับมาใช้ได้โดยไม่สร้างความสับสน โครงสร้างโฟลเดอร์ ชื่อไฟล์ รุ่นเอกสาร ผู้รับผิดชอบ วันที่ และสิทธิการเข้าถึงควรสะท้อนกระบวนงาน ข้อมูลสำคัญต้องสำรองและทดสอบกู้คืน ส่วนการแบ่งปันควรใช้ลิงก์จากแหล่งกลางแทนสร้างสำเนาหลายชุดเมื่อเหมาะสม ตารางข้อมูลต้องรักษาประเภท หน่วย รหัส และคำอธิบายให้คงที่ การลบไม่ควรทำเพียงเพราะพื้นที่เต็ม แต่ต้องดูอายุเก็บและหน้าที่ตามกฎหมาย เมื่อวงจรค้น–ประเมิน–จัดการครบ ข้อมูลจึงเปลี่ยนเป็นหลักฐานที่ผู้อื่นตรวจและต่อยอดได้

อ่านสรุปฉบับเต็มทุกหัวข้อ
สมาชิก PRO ระบบจะจำหัวข้อที่อ่านค้างไว้ให้ด้วย
PRO 99 บาท/เดือน

เนื้อหาสรุปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาส่วนบุคคล ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต

สรุปความรู้เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Literacy)… | ติวสอบภาค ข