กลับไปทำข้อสอบวิชานี้

ความรู้เกี่ยวกับงานด้านสื่อสารมวลชน หลักการสื่อสาร การประชาสัมพันธ์เบื้องต้น การวางแผนประชาสัมพันธ์ การผลิตสื่อ การสร้างภาพลักษณ์เพื่อการประชาสัมพันธ์และการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร การเขียนเพื่อการประชาสัมพันธ์ การสื่อสารดิจิทัลและการจัดการภาวะวิกฤต

จากทฤษฎีการสื่อสาร การวางแผน RACE การผลิตและเขียนสื่อ ภาพลักษณ์ สื่อดิจิทัล ไปจนถึงการจัดการวิกฤต โดยตัดสินใจจากผู้รับสาร หลักฐาน จริยธรรม และผลลัพธ์

14 หัวข้อ · อ่านประมาณ 111 นาที

อ่านฟรีได้ 2 จาก 14 หัวข้อ14%
หัวข้อ 1

บทนำ — ขอบเขตและฐานอ้างอิง

ขอบเขตและฐานอ้างอิง

  • กรมประชาสัมพันธ์ — ใช้กับส่วนใด: หลักการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ การวางแผน การเขียนข่าว และการใช้ภาษาให้ประชาชนเข้าใจ
  • CDC Crisis and Emergency Risk Communication — CERC — ใช้กับส่วนใด: หลัก Be First, Be Right, Be Credible, Express Empathy, Promote Action และ Show Respect ตลอดวงจรวิกฤต
  • W3C Web Accessibility Initiative — ใช้กับส่วนใด: ข้อความทดแทนภาพ คำบรรยาย/ถอดเสียง สีและ contrast การใช้งานได้ของสื่อดิจิทัล
  • Google Search Central และเอกสารแพลตฟอร์มทางการ — ใช้กับส่วนใด: SEO แบบ people-first การค้นพบเนื้อหา การวัด retention และการปรับสื่อจากพฤติกรรมผู้ชม
  • ทฤษฎีสื่อสารและประชาสัมพันธ์สากล — ใช้กับส่วนใด: Shannon–Weaver, Lasswell, Two-Step Flow, Agenda Setting, Framing, Spiral of Silence, Grunig–Hunt และ SCCT
  • ขอบเขตคำถาม 150 ข้อ — ใช้กับส่วนใด: เน้นหลักพื้นฐานและสถานการณ์ประยุกต์ ตั้งแต่สาร/ผู้รับ/ช่องทาง ไปจนถึง trust crisis, misinformation และ algorithm

หลักที่ใช้ตัดสินข้อสรุปคือ เริ่มจากปัญหา–ผู้รับสาร–ผลที่ต้องการ แล้วจึงเลือกสารและช่องทาง ไม่เริ่มจากสื่อที่กำลังนิยม และไม่แลกความเร็ว/ภาพลักษณ์กับความจริง สิทธิ หรือความปลอดภัย

การสื่อสาร สื่อสารมวลชน และประชาสัมพันธ์

  • Communication — ความหมาย/จุดเน้น: กระบวนการสร้างและแลกเปลี่ยนความหมายระหว่างผู้ส่งกับผู้รับผ่านสาร/ช่องทาง ภายใต้บริบทและสิ่งรบกวน
  • Mass communication — ความหมาย/จุดเน้น: ส่งสารผ่านองค์กรหรือระบบสื่อไปยังผู้รับจำนวนมาก หลากหลาย กระจายตัว มีการผลิตซ้ำและเผยแพร่รวดเร็ว; ในดิจิทัลผู้รับตอบกลับ/ผลิตสารได้ด้วย
  • Public relations — PR — ความหมาย/จุดเน้น: การบริหารการสื่อสารและความสัมพันธ์อย่างมีแผน ระหว่างองค์กรกับสาธารณชน/ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อความเข้าใจ ความไว้วางใจ และการปรับตัวร่วมกัน
  • Publicity — ความหมาย/จุดเน้น: การได้รับพื้นที่หรือการกล่าวถึงจากสื่อ/บุคคลที่สาม องค์กรควบคุมการนำเสนอสุดท้ายไม่ได้
  • Advertising — ความหมาย/จุดเน้น: การซื้อพื้นที่/เวลาและระบุผู้สนับสนุน ผู้ลงโฆษณาควบคุมข้อความและการวางสื่อได้มากกว่า
  • Marketing communication — ความหมาย/จุดเน้น: สนับสนุนคุณค่า การแลกเปลี่ยน ความต้องการ และพฤติกรรมต่อตลาด/บริการ; อาจทับกับ PR แต่ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
  • Propaganda — ความหมาย/จุดเน้น: การชักจูงที่อาจเลือกข้อมูล ปิดมุมมอง หรือใช้อารมณ์ฝ่ายเดียว ไม่ใช่มาตรฐานของ PR ที่โปร่งใสและรับผิดชอบ

ยอดขายที่เพิ่มหลังแคมเปญอาจเป็น outcome เชิงธุรกิจที่สอดคล้อง แต่ยังสรุปไม่ได้ว่าเกิดจาก PR เพียงอย่างเดียว เพราะราคา สินค้า ฤดูกาล คู่แข่ง และโฆษณาอาจร่วมอธิบาย

หน้าที่ของสื่อมวลชนต่อสังคม
หน้าที่สาระ
Inform/Surveillanceรายงานเหตุการณ์ ข้อมูลสาธารณะ ความเสี่ยง และสิ่งแวดล้อมที่ประชาชนควรรู้
Interpret/Correlationอธิบายบริบท ความสัมพันธ์ เหตุ–ผล ทางเลือก และความหมายต่อสังคม
Education/Socializationถ่ายทอดความรู้ ค่านิยม วัฒนธรรม และทักษะพลเมือง โดยต้องเปิดพื้นที่ความหลากหลาย
Watchdogตรวจสอบผู้มีอำนาจและสถาบันสาธารณะด้วยหลักฐาน ความเป็นธรรม และอิสระ
Forumสร้างพื้นที่อภิปราย แลกเปลี่ยน และรับฟังเสียงของกลุ่มต่าง ๆ
Mobilization/Public serviceสนับสนุนการกระทำเพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยเฉพาะข้อมูลบริการและคำเตือนภัย
Entertainmentให้ความบันเทิงและพักผ่อน แต่ไม่ทำให้ข่าว/โฆษณาปะปนจนผู้รับแยกไม่ได้

ลักษณะสำคัญแบบดั้งเดิมคือผู้รับจำนวนมากและหลากหลาย สารถูกผลิตโดยองค์กรสื่อและผ่าน gatekeeping แต่แพลตฟอร์มดิจิทัลทำให้ feedback เร็ว ผู้รับเป็นผู้ผลิตสาร และ algorithm มีบทบาทคัดเลือกการมองเห็น

ประเภทสื่อมวลชนและคุณลักษณะ

  • Print media — ตัวอย่าง: หนังสือพิมพ์ นิตยสาร วารสาร หนังสือ แผ่นพับ; จุดเด่น: อ่านซ้ำ เก็บอ้างอิง ให้รายละเอียดและจัดภาพ/ข้อความได้; ข้อจำกัด: รอบผลิต/กระจายช้ากว่าสื่อทันที แก้หลังพิมพ์ยาก และต้องคำนึงการอ่าน/ต้นทุน
  • Radio/Audio — ตัวอย่าง: วิทยุ พอดแคสต์ เสียงตามสาย; จุดเด่น: เร็ว ใช้ระหว่างทำกิจกรรมอื่นได้ เข้าถึงพื้นที่/เครือข่ายบางแบบและใช้ bandwidth ต่ำ; ข้อจำกัด: ไม่มีภาพ ต้องพูดชัด ซ้ำสารสำคัญ และมี transcript/ช่องเสริมเมื่อจำเป็น
  • Television/Broadcast video — ตัวอย่าง: โทรทัศน์ ข่าว รายการ ถ่ายทอดสด; จุดเด่น: ภาพ+เสียง อธิบาย/สร้างอารมณ์และเข้าถึงมวลชนได้รวดเร็วเมื่อมีโครงข่าย; ข้อจำกัด: ผลิต/เวลาออกอากาศมีต้นทุน ผู้รับอาจดูไม่ทัน ต้องมี caption และข้อมูลอ้างอิง
  • Film/Motion media — ตัวอย่าง: ภาพยนตร์ สารคดี วิดีโอฉาย; จุดเด่น: เล่าเรื่องและอารมณ์ได้ลึก คุณภาพการนำเสนอสูงและเลือกความยาวได้ตามงาน; ข้อจำกัด: ผลิตนาน/แพง การกระจายขึ้นกับช่องและบริบทการรับชม
  • Out-of-home — ตัวอย่าง: ป้าย จอ สื่อขนส่ง นิทรรศการ; จุดเด่น: เห็นซ้ำในพื้นที่และเข้าถึงคนที่ไม่ได้ติดตามบัญชี; ข้อจำกัด: ข้อความต้องสั้น บริบท/ตำแหน่งสำคัญ วัดผลและแก้เวอร์ชันอาจยาก
  • Digital/Online — ตัวอย่าง: เว็บไซต์ แอป อีเมล social media streaming; จุดเด่น: รวดเร็ว interactive ค้น/แชร์/ปรับรูปแบบและวัดเส้นทางได้; ข้อจำกัด: fragmentation, algorithm, misinformation, privacy, security และ digital divide

ไม่มีสื่อใด “ดีที่สุด” โดยตัวมันเอง: ความเร็ว/มวลชนขึ้นกับโครงข่าย เวลา พื้นที่ และพฤติกรรมจริง จึงควรใช้ media mix และ owned source โดยเฉพาะสารสาธารณะสำคัญ

แบบจำลองพื้นฐานที่ต้องแยกให้ได้

  • Shannon–Weaver — คำถามหลัก: Source/Transmitter → Signal/Channel + Noise → Receiver/Destination; ข้อจำกัด/การใช้: เดิมเน้นการส่งสัญญาณทางเดียว; ประยุกต์งาน PR ต้องเติมความหมาย บริบท feedback และความสัมพันธ์
  • Lasswell — คำถามหลัก: Who says What in Which Channel to Whom with What Effect?; ข้อจำกัด/การใช้: ช่วยตรวจผู้ส่ง สาร ช่องทาง ผู้รับ และผล แต่ไม่แสดง feedback/บริบทอย่างละเอียด
  • SMCR ของ Berlo — คำถามหลัก: Source–Message–Channel–Receiver; ข้อจำกัด/การใช้: ชี้ว่าทักษะ ทัศนคติ ความรู้ ระบบสังคม/วัฒนธรรม และประสาทสัมผัสมีผลต่อการถอดรหัส
  • Interactive/Transactional — คำถามหลัก: ทั้งสองฝ่ายสลับหรือพร้อมกันเป็นผู้ส่ง–ผู้รับ; ข้อจำกัด/การใช้: เหมาะกับ PR สมัยใหม่ เพราะความหมายถูกต่อรองและ feedback เปลี่ยนการตัดสินใจได้

คำถามที่ถาม “องค์ประกอบกี่ส่วน” ต้องดูว่าอ้าง แบบจำลองใดและนับระดับไหน อย่าท่องเลขชุดเดียว: Shannon–Weaver ฉบับดั้งเดิมมีองค์ประกอบทางเทคนิคละเอียดกว่าการสรุปใช้งานแบบ Sender–Message–Channel–Receiver–Feedback–Noise

หัวข้อ 2

Feedback และ Noise

  • Feedback — ความหมาย: ปฏิกิริยา/ข้อมูลย้อนกลับจากผู้รับหรือผลของสาร ช่วยตรวจว่าเข้าถึง เข้าใจ เชื่อ และทำตามหรือไม่; ตัวอย่าง: คำถาม ความเห็น แบบสำรวจ พฤติกรรม คลิก การร้องเรียน หรือการไม่ตอบสนอง
  • Physical noise — ความหมาย: สิ่งรบกวนกายภาพ; ตัวอย่าง: เสียงดัง ป้ายมองไม่เห็น สัญญาณขาด
  • Technical noise — ความหมาย: ความขัดข้องของระบบ/รูปแบบ; ตัวอย่าง: เว็บล่ม วิดีโอเล่นไม่ได้ ตัวอักษรเพี้ยน
  • Semantic noise — ความหมาย: คำ/สัญลักษณ์ถูกเข้าใจต่าง; ตัวอย่าง: ศัพท์เทคนิค คำกำกวม การแปลตรงตัว
  • Psychological/cultural noise — ความหมาย: อคติ ความกลัว ความไม่ไว้ใจ ค่านิยมและบริบทต่างกัน; ตัวอย่าง: ผู้รับปฏิเสธสารเพราะประสบการณ์เดิมหรือสารขัดอัตลักษณ์
  • Information overload — ความหมาย: ข้อมูลมากเกินความสามารถประมวลผล; ตัวอย่าง: ประกาศยาวหลายหน้าโดยไม่บอกว่าต้องทำอะไร

การสื่อสารสองทาง “มีประสิทธิผล” เมื่อองค์กร ฟัง วิเคราะห์ และใช้ feedback เปลี่ยนสาร บริการ หรือนโยบาย ไม่ใช่เพียงเปิดคอมเมนต์ไว้

ทฤษฎีอิทธิพลของสื่อและผู้รับสาร

  • Agenda Setting — ใจความ: สื่ออาจมีอิทธิพลต่อเรื่องที่สาธารณชนเห็นว่าสำคัญ ผ่านความถี่ ตำแหน่ง และความเด่น; ใช้กับ PR อย่างรับผิดชอบ: เลือกประเด็นสาธารณะที่มีหลักฐาน แต่เปิดเผยเกณฑ์/ไม่กลบประเด็นสำคัญ
  • Framing — ใจความ: วิธีเลือกมุม ภาษา สาเหตุ ผู้รับผิด และทางออกมีผลต่อการตีความ; ใช้กับ PR อย่างรับผิดชอบ: ตรวจว่ากรอบไม่บิดข้อเท็จจริง ไม่ตีตรา และไม่ซ่อนทางเลือก/ผลเสีย
  • Two-Step Flow — ใจความ: สารจากสื่อมักผ่าน opinion leader ซึ่งตีความและส่งต่อในเครือข่ายสังคม; ใช้กับ PR อย่างรับผิดชอบ: ร่วมงานกับผู้นำที่กลุ่มไว้วางใจ ให้ข้อมูลครบและเปิดเผยความสัมพันธ์ ไม่ซื้อความน่าเชื่อถือแบบแอบแฝง
  • Spiral of Silence — ใจความ: ผู้ที่คิดว่าความเห็นตนเป็นเสียงส่วนน้อยอาจเงียบเพราะกลัวโดดเดี่ยว; ใช้กับ PR อย่างรับผิดชอบ: สร้างช่องรับฟังปลอดภัยและไม่ใช้เสียงดังบนโซเชียลแทนความเห็นประชาชนทั้งหมด
  • Uses and Gratifications — ใจความ: ผู้รับเลือกสื่อตามความต้องการ เช่น ข้อมูล อัตลักษณ์ ความสัมพันธ์ หรือบันเทิง; ใช้กับ PR อย่างรับผิดชอบ: ออกแบบสารจาก need/journey ของผู้รับ ไม่มองผู้รับเป็นภาชนะว่าง
  • Gatekeeping — ใจความ: คน กองบรรณาธิการ กฎ และ algorithm คัดว่าสารใดผ่าน/เด่น; ใช้กับ PR อย่างรับผิดชอบ: เพิ่ม news value ความถูกต้อง และ owned hub แทนการพยายามบังคับสื่อ

Two-Step Flow เน้นอิทธิพลผ่านผู้นำความคิดเห็น ส่วน Spiral of Silence เน้นการรับรู้บรรยากาศความคิดเห็นและแรงกดดันให้เงียบ ทั้งสองชี้ว่าผลสื่อไม่ได้ตรง/เท่ากันทุกคน

Grunig–Hunt: 4 แบบของการประชาสัมพันธ์

  • Press Agentry/Publicity — ทิศทาง/สมดุล: ทางเดียว–ไม่สมดุล; ลักษณะ: มุ่งเรียกความสนใจ/ชักจูง ความครบถ้วนของข้อมูลอาจต่ำ จึงมีความเสี่ยงจริยธรรมสูง
  • Public Information — ทิศทาง/สมดุล: ทางเดียว–เน้นข้อมูลจริง; ลักษณะ: องค์กรเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้อง แต่ feedback มีบทบาทจำกัด
  • Two-Way Asymmetrical — ทิศทาง/สมดุล: สองทาง–ไม่สมดุล; ลักษณะ: วิจัยผู้รับเพื่อทำให้การชักจูงขององค์กรมีประสิทธิผล โดยองค์กรเปลี่ยนน้อยกว่า
  • Two-Way Symmetrical — ทิศทาง/สมดุล: สองทาง–มุ่งความเข้าใจ/ปรับตัวร่วม; ลักษณะ: สนทนา รับฟัง เจรจา และยอมให้องค์กรปรับนโยบาย/พฤติกรรมเมื่อมีเหตุผล

ความสัมพันธ์ระยะยาวและความขัดแย้งสูงควรใช้แนว two-way symmetrical: แยกกลุ่มผลประโยชน์ เปิดข้อเท็จจริงและข้อจำกัด รับฟังอย่างมีโครงสร้าง สะท้อนเหตุผลการตัดสินใจ และมีช่องทบทวน/เยียวยา

7C และภาษาเพื่อการสื่อสาร

  • Clear — คำถามตรวจ: คำและโครงสร้างชัด ผู้รับรู้ใจความ/การกระทำโดยไม่ตีความหลายแบบหรือไม่
  • Concise — คำถามตรวจ: ตัดส่วนเกินแต่ไม่ตัดเงื่อนไขสำคัญหรือไม่
  • Concrete — คำถามตรวจ: มีข้อเท็จจริง ตัวอย่าง ตัวเลข วันเวลา/สถานที่ที่จับต้องได้หรือไม่
  • Correct — คำถามตรวจ: ข้อเท็จจริง ภาษา ชื่อ หน่วย ตัวเลข และลิงก์ถูกหรือไม่
  • Coherent — คำถามตรวจ: ลำดับและเหตุผลเชื่อมกัน ไม่ขัดกันข้ามช่องหรือไม่
  • Complete — คำถามตรวจ: มีสิ่งจำเป็นต่อการตัดสินใจ รวมข้อยกเว้น ความเสี่ยง และช่องทางช่วยเหลือหรือไม่
  • Courteous/Considerate — คำถามตรวจ: สุภาพ เคารพ ไม่ตีตรา และคำนึงบริบทผู้รับหรือไม่
  • ใช้ plain language: ใจความ/คำสั่งก่อน ประโยคสั้น active voice คำคุ้นเคย หัวข้อและรายการที่สแกนได้
  • รักษาความถูกต้องมากกว่าความสวย: ไม่ควรใช้ศัพท์ยากเพื่อแสดงอำนาจหรือภาษาชวนเชื่อแทนหลักฐาน
  • เขียนให้ตรง audience: ความรู้เดิม ภาษา วัฒนธรรม ความกังวล อุปสรรค และการตัดสินใจที่ต้องทำ
  • การแปลข้ามวัฒนธรรมใช้ localization/transcreation ที่ตรวจโดยเจ้าของภาษา/ชุมชน รักษาความหมาย สัญลักษณ์ หน่วย ตัวเลข และข้อกฎหมาย ไม่แปลคำต่อคำ

การสื่อสารภายในและการเปลี่ยนแปลงองค์กร

  1. 1ให้ผู้บริหารและหัวหน้างานเข้าใจข้อเท็จจริง/เหตุผล/ผลกระทบก่อนการประกาศภายนอกที่เกี่ยวข้อง
  2. 2แบ่งกลุ่มพนักงานตามผลกระทบและบทบาท ไม่ส่งประกาศเดียวแล้วถือว่าเข้าใจ
  3. 3บอก what–why–when–who affected–what changes/does not change–support–decision process
  4. 4เปิด town hall/manager cascade/FAQ/anonymous channel พร้อมตอบคำถามที่ยังไม่รู้ด้วยเวลาอัปเดต
  5. 5เก็บ feedback และแก้ทั้งการสื่อสารกับกระบวนการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช้ PR ปิดปัญหาการบริหาร
  6. 6วัดความเข้าใจ ความเชื่อมั่น ความพร้อม และ frictionติดตามกลุ่มที่ได้รับผลหนัก

เมื่อพนักงานกังวลหรือลาออก สิ่งแรกไม่ใช่สร้างสารบวก แต่ต้องเข้าใจสาเหตุ/ผลกระทบ ให้ข้อมูลตรง รับฟัง และจัดมาตรการรองรับที่จับต้องได้

อ่านสรุปฉบับเต็มทุกหัวข้อ
สมาชิก PRO ระบบจะจำหัวข้อที่อ่านค้างไว้ให้ด้วย
PRO 99 บาท/เดือน

เนื้อหาสรุปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาส่วนบุคคล ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต

สรุปความรู้เกี่ยวกับงานด้านสื่อสารมวลชน หลักการสื่อสาร การประชาสัมพันธ์เบื้องต้น การวางแผนประชาสัมพันธ์ การผลิตสื่อ การสร้างภาพลักษณ์เพื่อการประชาสัมพันธ์และการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร การเขียนเพื่อการประชาสัมพันธ์ การสื่อสารดิจิทัลและการจัดการภาวะวิกฤต อ่านง่าย จำได้จริง | ติวสอบภาค ข | ติวสอบภาค ข