สารบัญ6 หัวข้อหลัก
- 1.บทที่ 1 จรรยาบรรณในฐานะเข็มทิศของงานพัสดุ
- 2.บทที่ 2 ความเป็นกลาง โปร่งใส ความรู้ และการยึดกติกา
- 3.บทที่ 3 ความคุ้มค่าที่ตั้งอยู่บนความถูกต้องและส่วนรวม
- 4.บทที่ 4 ผลประโยชน์ ความสัมพันธ์ และการแข่งขันที่เป็นธรรม
- 5.บทที่ 5 ความร่วมมือ วิชาชีพ และความรับผิดของผู้บังคับบัญชา
- 6.บทที่ 6 ใช้จรรยาบรรณตลอดวงจรพัสดุ
บทที่ 1 จรรยาบรรณในฐานะเข็มทิศของงานพัสดุ
จรรยาบรรณของผู้ปฏิบัติงานด้านพัสดุ พ.ศ. 2543 เกิดจากคณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุหรือ กวพ. ต้องการให้ผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐมีสำนึกและพัฒนางานให้มีประสิทธิภาพกับประสิทธิผล คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2543 แล้วสำนักนายกรัฐมนตรีมีหนังสือ ที่ นร (กวพ) 1305/ว 2324 ลงวันที่ 13 มีนาคม 2543 แจ้งส่วนราชการและหน่วยงานต่าง ๆ ถือเป็นแนวทาง รวมทั้งให้รัฐวิสาหกิจอนุโลมถือปฏิบัติ (มักออกสอบ) เอกสารนี้จึงเป็นกรอบความประพฤติที่เชื่อมหน้าที่ทางราชการกับความไว้วางใจต่อการใช้เงินและทรัพย์สินสาธารณะ
คำว่าผู้ปฏิบัติงานด้านพัสดุในต้นฉบับหมายถึงผู้มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการเกี่ยวกับการจัดทำเอง การซื้อ การจ้าง การจ้างที่ปรึกษา การจ้างออกแบบและควบคุมงาน การแลกเปลี่ยน การเช่า การควบคุม การจำหน่าย และการอื่นตามกฎหมาย ระเบียบหรือข้อบังคับว่าด้วยการพัสดุ ขอบเขตจึงกว้างกว่าบุคลากรในหน่วยพัสดุ ผู้กำหนดความต้องการ ร่างขอบเขตงาน สำรวจราคา พิจารณาผล อนุมัติ ควบคุมสัญญา ตรวจรับ ดูแลทะเบียน หรือจำหน่าย ล้วนมีอิทธิพลต่อผลของงานและต้องรักษาหลักที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ของตน
จรรยาบรรณกำหนดคุณภาพของพฤติกรรมและการใช้ดุลพินิจ ส่วนกฎหมายกับระเบียบกำหนดอำนาจ ขั้นตอน เงื่อนไข สิทธิ หน้าที่ และผลทางกฎหมาย สองส่วนนี้ทำงานร่วมกันแต่ใช้แทนกันไม่ได้ การทำครบเอกสารมิได้ทำให้การเอนเอียงหรือรับผลประโยชน์กลายเป็นเรื่องชอบ และเจตนาดีมิได้ทำให้การข้ามขั้นตอนที่กฎหมายบังคับกลายเป็นถูกต้อง เมื่อปฏิบัติงานจริงจึงต้องใช้พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 กฎหมายลำดับรอง และหนังสือเวียนปัจจุบันควบคู่กับมาตรฐานจรรยาบรรณฉบับนี้เสมอ
| กลุ่ม | หลักที่เชื่อมกัน | คำถามควบคุม |
|---|---|---|
| ฐานการปฏิบัติ | ข้อ 1–4 เป็นกลาง โปร่งใส พัฒนาตนและงาน และยึดกฎหมาย กฎ ระเบียบ | การตัดสินใจปราศจากอคติ มีความรู้ มีฐานอำนาจ และตรวจย้อนกลับได้หรือไม่ |
| คุณค่าของทรัพยากรสาธารณะ | ข้อ 5–6 ประหยัด คุ้มค่า ประโยชน์สูงสุด ประโยชน์หน่วยงานกับส่วนรวม ความถูกต้อง ยุติธรรม และสมเหตุผล | สิ่งที่ได้ตอบภารกิจและสมดุลราคา คุณภาพ ความเสี่ยง กับผลต่อส่วนรวมหรือไม่ |
| ความซื่อสัตย์และตลาดที่เป็นธรรม | ข้อ 7–10 ร่วมมือทางวิชาการ ไม่รับประโยชน์โดยมิชอบ เป็นธรรมต่อคู่ค้ากับผู้ร้องเรียน และยกระดับวิชาชีพ | ข้อมูล โอกาส ความสัมพันธ์ และความรู้ถูกจัดการโดยไม่เอื้อรายหนึ่งหรือปิดเสียงทักท้วงหรือไม่ |
| ความรับผิดของผู้บังคับบัญชา | ข้อ 11–12 ใช้ดุลพินิจ สนับสนุน แนะนำ รับฟัง ควบคุม ตรวจสอบ กำชับ และแก้ไข | ระบบงานป้องกัน ตรวจพบ และแก้การประพฤติที่ไม่ตรงจรรยาบรรณได้จริงหรือไม่ |
หลักสิบสองประการมิใช่ถ้อยคำแยกส่วน ความเป็นกลางต้องอาศัยความโปร่งใสและหลักฐาน ความคุ้มค่าต้องอยู่กับความถูกต้อง ยุติธรรม และสมเหตุผล การไม่รับผลประโยชน์ช่วยคุ้มครองการแข่งขัน แต่การแข่งขันจะเป็นธรรมได้ต่อเมื่อเจ้าหน้าที่ให้ข้อมูลและรับฟังผู้เกี่ยวข้องด้วยมาตรฐานเดียวกัน การพัฒนาตนกับความร่วมมือทางวิชาการทำให้ดุลพินิจมีคุณภาพ ส่วนผู้บังคับบัญชาต้องสร้างเงื่อนไขให้หลักเหล่านี้เกิดขึ้นจริง การอ่านเป็นกลุ่มจึงช่วยเห็นเหตุและผลได้ดีกว่าท่องข้อความทีละข้อ
สถานการณ์หนึ่งมักเกี่ยวกับหลายหลักพร้อมกัน เช่น ผู้บังคับบัญชาสั่งให้กำหนดคุณลักษณะที่เข้าทางผู้ขายรายหนึ่ง ผู้ร่างต้องตรวจทั้งความเป็นกลาง ความโปร่งใส การยึดกติกา ความคุ้มค่า ประโยชน์ส่วนรวม ความเป็นธรรมต่อผู้ขาย และหน้าที่ให้ความเห็นตามหลักวิชาการ ขณะเดียวกันผู้บังคับบัญชาต้องใช้ดุลพินิจอย่างมีเหตุผลและรับฟังการทักท้วง วิธีวิเคราะห์จึงเริ่มจากข้อเท็จจริง บทบาท อำนาจ ความสัมพันธ์และผลประโยชน์ แล้วจึงเชื่อมหลักที่ถูกกระทบกับการป้องกัน หลักฐาน ช่องทางแก้ไข และผู้รับผิดชอบ ไม่ตัดสินจากความรู้สึกเพียงอย่างเดียว
บทที่ 2 ความเป็นกลาง โปร่งใส ความรู้ และการยึดกติกา
การวางตัวเป็นกลางมิได้หมายถึงไม่มีความเห็น แต่หมายถึงใช้ข้อเท็จจริงและเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องอย่างเสมอต้นเสมอปลาย ไม่ให้ความสัมพันธ์ ความเกรงใจ ความชอบส่วนตัว ของขวัญ หรือแรงกดดันบิดการตัดสินใจ เจ้าหน้าที่อาจมีความรู้จากการพบผู้ประกอบการหรือเคยใช้สินค้าใดมาก่อน แต่ต้องแยกประสบการณ์ที่ตรวจสอบได้ออกจากความผูกพันกับรายใด หากมีส่วนได้เสียหรือเหตุที่คนทั่วไปอาจสงสัยความเป็นกลาง ต้องเปิดเผย ถอนตัว หรือใช้มาตรการตามกฎหมายและระบบของหน่วยงานก่อนร่วมพิจารณา ความเป็นกลางจึงคุ้มครองทั้งผลการจัดหาและความน่าเชื่อถือของผู้ตัดสิน
ความโปร่งใสตามจรรยาบรรณคือปฏิบัติด้วยจิตสำนึกและสามารถให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตรวจสอบได้ทุกเวลา มิใช่เปิดเผยทุกข้อมูลโดยไม่คำนึงถึงช่วงเวลา ความลับหรือสิทธิ แต่ต้องมีร่องรอยเพียงพอให้เห็นว่าใช้ข้อมูลใด เกณฑ์ใด ใครตัดสิน เหตุใดจึงแก้ไข และผลสอดคล้องกับหลักที่ประกาศหรือไม่ รายงานประชุม บันทึกความเห็น แหล่งราคาหรือข้อมูลตลาด รุ่นของเอกสาร การอนุมัติ และผลตรวจรับต้องถูกเก็บตามระบบ การเขียนเหตุผลภายหลังเมื่อเกิดข้อร้องเรียนทำให้หลักฐานอ่อนกว่าการบันทึกในเวลาที่ตัดสินใจจริง
การพัฒนาตนและพัฒนางานเป็นหน้าที่ทางจรรยาบรรณเพราะงานพัสดุเปลี่ยนตามเทคโนโลยี ตลาด กฎหมาย และรูปแบบความเสี่ยง ผู้ปฏิบัติงานต้องเรียนรู้เทคนิควิทยาการใหม่แล้วนำมาทำให้งานรวดเร็ว มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลดีขึ้น ความเร็วในความหมายนี้ไม่ใช่ลดการตรวจที่จำเป็น แต่คือออกแบบข้อมูลและขั้นตอนให้ตัดงานซ้ำ ลดข้อผิดพลาด และพบความเสี่ยงเร็ว ความรู้ควรรวมการวิเคราะห์ตลาด ต้นทุนตลอดอายุ คุณลักษณะทางเทคนิค ระบบอิเล็กทรอนิกส์ การบริหารสัญญา ความมั่นคงปลอดภัย และบทเรียนจากข้อร้องเรียนหรือความล้มเหลวเดิม
การยึดกฎหมาย กฎ และระเบียบอย่างเคร่งครัดทำให้เจตนา นโยบายเร่งด่วน หรือคำสั่งผู้บังคับบัญชาไม่อาจสร้างอำนาจที่ไม่มีอยู่ เจ้าหน้าที่ต้องตรวจว่าบทบาทของตนทำอะไรได้ เอกสารใดจำเป็น วิธีใดใช้ได้ ผู้ใดอนุมัติ และข้อยกเว้นมีเงื่อนไขอย่างไร หากคำสั่งไม่ชัดหรืออาจขัดกติกา การขอให้ยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษร ให้ความเห็นตามหลักวิชาการ และเสนอทางเลือกที่ชอบเป็นการรักษางาน มิใช่การขัดขวาง การทำตามคำสั่งโดยรู้ว่าไม่ถูกต้องไม่ทำให้ความรับผิดทางวิชาชีพหายไป ขณะเดียวกันการทักท้วงต้องใช้เหตุผลและช่องทางที่เหมาะสม
หลักสี่ข้อแรกสร้างโซ่ของการตัดสินใจที่ตรวจได้ ความรู้ช่วยระบุทางเลือก กฎหมายกำหนดขอบเขต ความเป็นกลางควบคุมการเลือก และความโปร่งใสเก็บเหตุผลกับหลักฐาน หากขาดความรู้ เจ้าหน้าที่อาจเป็นกลางแต่กำหนดสิ่งที่ไม่ตอบงาน หากรู้มากแต่ไม่เป็นกลาง ความเชี่ยวชาญอาจถูกใช้ล็อกผล หากตัดสินถูกแต่ไม่เก็บหลักฐาน ความน่าเชื่อถือย่อมเสียเมื่ออธิบายภายหลัง การทำงานที่ดีจึงกำหนดเกณฑ์ก่อนเห็นผู้เสนอ ใช้ข้อมูลจากหลายแหล่ง บันทึกความเห็นต่าง และให้การเปลี่ยนแปลงผ่านการอนุมัติตามระดับอำนาจทุกครั้ง
เนื้อหาสรุปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาส่วนบุคคล ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต