สารบัญ18 หัวข้อหลัก
- 1.บทนำ — แผนที่ทั้งวิชาและสถานะข้อมูล ณ วันที่ตรวจ
- 2.ขอบเขตอำนาจในสถานการณ์จริง: แยกเจ้าภาพหลัก ผู้สนับสนุน และผู้ประสาน
- 3.หน้าที่ข้อ 1: วิจัย พัฒนา เทคโนโลยี และเป็นศูนย์อ้างอิงทางการแพทย์
- 4.หน้าที่ข้อ 5: รองรับการส่งต่อผู้ป่วยระดับตติยภูมิเฉพาะทาง
- 5.สามกลุ่มภารกิจหลัก: Academic, Service และ Support/Regulatory ที่ต้องทำงานเป็นวงจร
- 6.ระบบส่งต่อแบบไร้รอยต่อ: คนไข้ต้องไม่ตกหล่นระหว่างหน่วย
- 7.โครงสร้างตามกฎกระทรวง: 21 ส่วนราชการกับ 2 กลุ่มที่ขึ้นตรงต่ออธิบดี
- 8.โรงพยาบาลส่วนกลางและหน่วยภายใต้กำกับ: บริการจริงที่เชื่อมภารกิจวิชาการ
- 9.ผู้บริหารปัจจุบัน ณ 1 กันยายน 2569 และหลักระวังข้อมูลเปลี่ยน
- 10.ค่านิยม MOPH DMS: ความเชี่ยวชาญต้องเดินคู่ประชาชนและการทำงานร่วมกัน
- 11.กลยุทธ์ 1: ระบบวิจัยครบวงจรและองค์ความรู้ที่เหมาะกับบริบทประเทศ
- 12.กลยุทธ์ 4: High Impact TA and Innovation based on Data
- 13.แผนที่ 4 High Technology Medical Services: เทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อบริการที่เข้าถึงจริง
- 14.กลยุทธ์ 12–15: คน ดิจิทัล การสื่อสาร ประสิทธิภาพ และธรรมาภิบาล
- 15.กรณีครอบคลุม 2: จากผลวิจัยสู่มาตรฐานและระบบส่งต่อ
- 16.กรณี 3: ผู้ขายเสนอหุ่นยนต์ผ่าตัดโดยอ้างว่าความทันสมัยเท่ากับความคุ้มค่า
- 17.กรณี 7: ต้นแบบได้รางวัลแต่ยังไม่มีหน่วยใช้จริงและถูกนับเป็นนวัตกรรมสำเร็จ
- 18.กรณี 10: ออกมาตรฐานบริการแล้วประกาศว่าผ่าน KPI ทั้งที่ยังไม่รับรองหน่วยใด
บทนำ — แผนที่ทั้งวิชาและสถานะข้อมูล ณ วันที่ตรวจ
สรุปตรวจสถานะ ณ 1 กันยายน 2569 โดยแยกฐานข้อมูลสี่ชั้น ได้แก่ กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมการแพทย์ พ.ศ. 2562 ซึ่งกำหนดอำนาจหน้าที่ โครงสร้างใช้งานปัจจุบันบนเว็บไซต์ แผนปฏิบัติราชการระยะ 5 ปีฉบับทบทวน พ.ศ. 2569–2570 และข้อมูลผู้บริหารหรือข่าวที่เปลี่ยนได้. ส่วนภาพรวมกระทรวงใช้กฎหมายและหน้าอำนาจหน้าที่ปัจจุบันของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขเพื่อแยกบทบาทระดับกระทรวง สป.สธ. กรมวิชาการ และพื้นที่ ข้อมูลแต่ละชั้นตอบคำถามคนละแบบ จึงไม่ควรนำรายชื่อบนเว็บไซต์ไปแทนส่วนราชการตามกฎกระทรวง หรือใช้ข่าวแทนฐานอำนาจ
คลังคำถามของวิชานี้มีตัวอักษรเฉลยคลาดเคลื่อนหลายข้อ สรุปจึงใช้กรณีศึกษาเป็นหลักตรวจสอบประเด็น แต่ตัดสินเนื้อหาจากอำนาจหน้าที่ทางการและเหตุผลด้านความปลอดภัย หลักฐาน ความคุ้มค่า ความต่อเนื่อง และความเสมอภาค โดยไม่แก้ไขตารางคำถาม. กรมการแพทย์มีชื่ออังกฤษว่า Department of Medical Services ใช้อักษรย่อ DMS และเป็นกรมหนึ่งในกระทรวงสาธารณสุข มิใช่สำนักงานในกระทรวงกลาโหมหรือกรมแพทย์ของเหล่าทัพ. ที่ตั้งส่วนกลางตามเว็บไซต์คือ 88/23 ถนนติวานนท์ ตำบลตลาดขวัญ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี 11000 ซึ่งเป็นบริเวณกระทรวงสาธารณสุขและใช้เป็นจุดติดต่อราชการของกรม
คำว่า “การแพทย์” ในชื่อกรมหมายถึงบทบาทด้านการบำบัดรักษา ฟื้นฟู วิชาการ การแพทย์เฉพาะทาง และบริการตติยภูมิที่ซับซ้อน ไม่ได้ทำให้กรมมีอำนาจครอบคลุมทุกงานสุขภาพของประเทศแต่ผู้เดียว. ระบบสุขภาพยังมีสำนักงานปลัดกระทรวง กรมควบคุมโรค กรมอนามัย กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ อย. และหน่วยอื่น ซึ่งมีกฎหมายกับภารกิจของตนและต้องทำงานเชื่อมกัน. กรมมีทั้งบทบาทวิชาการระดับชาติและสถานพยาบาลเฉพาะทางในสังกัด จึงไม่ใช่เพียงสำนักงานนโยบาย แต่ก็ไม่ได้บริหารโรงพยาบาลของรัฐทุกแห่งหรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั้งหมดโดยตรง. ตัวเลือกที่บอกว่าสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงกลาโหม หรือกระทรวงการอุดมศึกษาจึงผิด ส่วนข้อสรุป “กระทรวงสาธารณสุข” ถูกแต่ยังควรอธิบายต่อว่าจุดเน้นคือการแพทย์เฉพาะทางและตติยภูมิ
กระทรวงสาธารณสุขรับผิดชอบภาพรวมด้านการสร้างเสริมสุขภาพ การป้องกันและควบคุมโรค การรักษาพยาบาล การฟื้นฟูสมรรถภาพ และราชการสุขภาพอื่นตามกฎหมาย แต่การมีภารกิจกว้างในระดับกระทรวงไม่ได้ทำให้กรมใดกรมหนึ่งมีอำนาจแทนทุกหน่วยงาน. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเป็นฝ่ายการเมืองที่กำหนดและรับผิดชอบนโยบาย ส่วนปลัดกระทรวงเป็นข้าราชการประจำสูงสุดของสำนักงานปลัดกระทรวงและกลไกบริหารราชการประจำ การถามว่าใครแปลงนโยบายเป็นแผนและจัดสรรทรัพยากรภาพรวมจึงต้องแยกจากคำถามว่าใครทำวิชาการหรือบริการเฉพาะทาง
กรมการแพทย์เป็นส่วนราชการระดับกรมในกระทรวง มีฐานอำนาจและสายบังคับบัญชาของตน หน่วยบริการของกรมทำงานเชื่อมกับสำนักงานปลัดกระทรวง เขตสุขภาพ โรงพยาบาลในพื้นที่ กรมวิชาการ และหน่วยงานนอกกระทรวง แต่ความร่วมมือไม่ทำให้หน่วยเหล่านั้นกลายเป็นหน่วยใต้บังคับบัญชาของกรม. สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข หรือ สป.สธ. มีภารกิจพัฒนายุทธศาสตร์ แปลงนโยบายของกระทรวงเป็นแผนปฏิบัติราชการ จัดสรรทรัพยากร และบริหารราชการประจำทั่วไปของกระทรวง เพื่อให้เป้าหมายระดับกระทรวงเกิดผล ไม่ใช่ชื่อเรียกแทนกระทรวงทั้งหมด
อำนาจหน้าที่ครอบคลุมการกำหนดนโยบาย เป้าหมายและผลสัมฤทธิ์ การบูรณาการสุขภาพในภาวะปกติ ฉุกเฉินและวิกฤติ การจัดสรรทรัพยากร การกำกับติดตามและประเมินผล การพัฒนาการเงินการคลัง ระบบบริการ ข้อมูล เทคโนโลยี การสื่อสาร ความร่วมมือระหว่างประเทศ กฎหมาย และกำลังคนสุขภาพ. สป.สธ. ยังมีราชการส่วนภูมิภาคและเครือข่ายบริการจำนวนมาก จึงมีบทบาทด้านบริการและประสานพื้นที่ควบคู่ภารกิจอำนวยการ แต่ไม่ควรตีความว่ามีอำนาจวิชาการเฉพาะด้านแทนกรมการแพทย์ หรือมีอำนาจอนุญาตผลิตภัณฑ์แทนสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. โครงสร้างสุขภาพภาครัฐมีทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกับสำนักงานสาธารณสุขอำเภออยู่ในโครงสร้างสำนักงานปลัดกระทรวงตามกฎกระทรวงปัจจุบัน ขณะที่กรมการแพทย์มีโรงพยาบาลและสถาบันเฉพาะทางของกรมเอง
เขตสุขภาพเป็นกลไกประสาน วางแผน และบริหารเครือข่ายตามอำนาจที่ได้รับมอบ ไม่ใช่กรมใหม่ การแก้ปัญหาผู้ป่วยส่งต่อข้ามจังหวัดจึงต้องรู้ว่าใครมีอำนาจจัดทรัพยากร ใครเป็นหน่วยต้นทางและปลายทาง และกรมการแพทย์สนับสนุนมาตรฐานหรือศูนย์เชี่ยวชาญตรงจุดใด. ความต่างระหว่างบทบาทวิชาการกับอำนาจบังคับบัญชาเป็นข้อควรระวังสำคัญ กรมการแพทย์สามารถพัฒนาแนวทาง ถ่ายทอดองค์ความรู้ นิเทศ สนับสนุน Service Plan และรับส่งต่อผู้ป่วยได้ แต่ไม่ควรสั่งโยกบุคลากรหรือจัดคิวของโรงพยาบาลที่อยู่นอกสังกัดโดยไม่มีฐานอำนาจ. กรมอนามัยเน้นการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรคเน้นการเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมโรค กรมสุขภาพจิตดูวิชาการและบริการสุขภาพจิต ส่วนกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เน้นห้องปฏิบัติการและวิทยาศาสตร์การแพทย์อ้างอิง
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. กำกับผลิตภัณฑ์สุขภาพตามกฎหมาย เช่น ยา อาหาร เครื่องมือแพทย์ และผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในความรับผิดชอบ การขึ้นทะเบียนหรืออนุญาตจำหน่ายเครื่องมือแพทย์จึงไม่ใช่อำนาจของกรมการแพทย์ แม้กรมจะประเมินความเหมาะสมและความคุ้มค่าของเทคโนโลยีเมื่อใช้ในระบบบริการ. กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกพัฒนาวิชาการ บริการ ภูมิปัญญา และสมุนไพรในขอบเขตการแพทย์แผนไทยกับทางเลือก ส่วนกรมสนับสนุนบริการสุขภาพมีภารกิจสนับสนุนและกำกับระบบบริการบางมิติตามกฎหมาย การเห็นคำว่า “การแพทย์” หรือ “บริการ” เหมือนกันจึงยังตัดสินหน่วยรับผิดชอบไม่ได้
กรมการแพทย์ทำหน้าที่เชื่อมงานวิจัย ศูนย์อ้างอิง มาตรฐาน การประเมินเทคโนโลยี การพัฒนากำลังคน และบริการตติยภูมิหรือเฉพาะทางที่ซับซ้อน งานเหล่านี้ต้องหมุนเป็นวงจรจากปัญหาผู้ป่วย สร้างหลักฐาน ทดลองใช้ ถ่ายทอด ขยายผล และติดตามผลจริง. การเป็นศูนย์เชี่ยวชาญระดับชาติไม่แปลว่าต้องรวมผู้ป่วยทุกคนไว้ส่วนกลาง เป้าหมายคือจัดระบบให้ผู้ป่วยได้รับบริการในระดับที่เหมาะสม ศูนย์เชี่ยวชาญรับกรณีเกินศักยภาพ สนับสนุนคำปรึกษาและมาตรฐาน ขณะที่เครือข่ายพื้นที่รับช่วงดูแลที่ทำได้อย่างปลอดภัยและต่อเนื่อง. ตัวชี้วัดระบบจึงควรดูเวลารอ การเข้าถึงตามความจำเป็น ความครบถ้วนข้อมูลส่งต่อ ผลลัพธ์ผู้ป่วย ความปลอดภัย ความเสมอภาค และการดูแลต่อเนื่อง ไม่ใช้จำนวนเตียง อาคาร เครื่องมือ หรือผู้ผ่านอบรมเป็นข้อสรุปผลสำเร็จเพียงอย่างเดียว
ขอบเขตอำนาจในสถานการณ์จริง: แยกเจ้าภาพหลัก ผู้สนับสนุน และผู้ประสาน
เมื่อปัญหาเป็นอนามัยสิ่งแวดล้อมของตลาด เจ้าภาพด้านมาตรฐานสุขาภิบาลและอำนาจท้องถิ่นต่างจากเจ้าภาพรักษาผู้ป่วย กรมการแพทย์อาจสนับสนุนวิชาการรักษาหรือรับผู้ป่วยซับซ้อน แต่ไม่ควรออกใบอนุญาตตลาดหรือสั่งปิดกิจการแทนหน่วยมีอำนาจ. เมื่อปัญหาเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพ ต้องแยกการอนุญาตผลิตภัณฑ์ออกจากการประเมินการใช้ในสถานบริการ อย. ตรวจตามกฎหมายผลิตภัณฑ์ ส่วนกรมการแพทย์ช่วยประเมินผลทางคลินิก ความคุ้มค่า ความพร้อมบุคลากร ปริมาณผู้ป่วย และตำแหน่งของเทคโนโลยีในเส้นทางบริการ. เมื่อปัญหาเป็นความต่างของแนวทางรักษา กรมการแพทย์มีบทบาทตรงในการสังเคราะห์หลักฐาน กำหนดหรือรับรองมาตรฐาน ถ่ายทอด และติดตามการใช้ร่วมกับเครือข่าย แต่การบังคับใช้มาตรฐานกับหน่วยนอกสังกัดต้องอาศัยกลไกที่ชอบด้วยกฎหมายและความร่วมมือ ไม่ใช่ขยายอำนาจจากบทบาทวิชาการ
เมื่อ 27 พฤศจิกายน 2461 มีการรวมงานสุขาภิบาลและประชาภิบาลเป็นกรมสาธารณสุข สังกัดกระทรวงมหาดไทย เป็นรากของการจัดระบบงานสุขภาพภาครัฐก่อนมีกรมการแพทย์ในรูปปัจจุบัน. วันที่ 10 มีนาคม 2485 รัฐบาลรวบรวมกิจการแพทย์และสาธารณสุขที่กระจัดกระจายและตั้งกระทรวงสาธารณสุข กรมการแพทย์ถือกำเนิดในวาระนั้น จึงใช้วันที่นี้เป็นวันสถาปนา. หน้าที่ช่วงแรกเน้นบำบัดโรค จัดตั้ง ควบคุม และดำเนินกิจการโรงพยาบาลทั่วไปกับเฉพาะโรค รวมทั้งจัดตั้งโรงเรียนผดุงครรภ์และผู้ช่วยพยาบาล สะท้อนบริบทระบบบริการยุคแรก. พันโทนิตย์ เวชชวิศิษฏ์เป็นอธิบดีคนแรก ตามประวัติกรม ที่ทำการระยะแรกอยู่บริเวณเดียวกับกระทรวงสาธารณสุข ก่อนย้ายไปวังสุโขทัยเมื่อ 23 พฤษภาคม 2485
ในช่วง พ.ศ. 2485–2505 มีการรับโอน ปรับปรุง และก่อสร้างโรงพยาบาลจนมีโรงพยาบาลในสังกัดจำนวนมาก แต่โครงสร้างสมัยนั้นไม่ควรถูกยกมาแทนกฎกระทรวง พ.ศ. 2562. ประเด็นประวัติอาจใช้ปี 2485 ถามการก่อตั้งและปี 2562 ถามโครงสร้างปัจจุบัน ทั้งสองถูกในคนละบริบท การจำเพียงปีเดียวโดยไม่ดูคำถามทำให้เลือกกฎหมายหรือโครงสร้างผิดยุค. วันที่ 29 กันยายน 2515 มีการรวมงานของกรมการแพทย์ งานบางส่วนของกรมอนามัย และสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นกรมการแพทย์และอนามัย แสดงว่าโครงสร้างราชการเคยเปลี่ยนตามนโยบาย. ต่อมามีการแยกและจัดส่วนราชการใหม่หลายครั้ง รวมถึงพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการ พ.ศ. 2537 และกฎกระทรวง พ.ศ. 2545, 2552 ตลอดจนการแก้ชื่อหน่วยงานบางแห่งใน พ.ศ. 2558
การเปลี่ยนชื่อศูนย์สิรินธรเป็นสถาบันสิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ และสถาบันยาเสพติดธัญญารักษ์เป็นสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี เป็นตัวอย่างของการปรับปี 2558. กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมการแพทย์ พ.ศ. 2562 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเล่ม 136 ตอน 76 ก วันที่ 14 มิถุนายน 2562 และเป็นฐานหลักของภารกิจ 9 ข้อกับส่วนราชการตามกฎหมายที่ใช้ในเนื้อหา. หลัง พ.ศ. 2562 กรมยังอาจตั้งหน่วยงานภายในหรือจัดหน่วยภายใต้กำกับเพื่อทำงานเฉพาะด้าน เช่นดิจิทัล นิเทศ กฎหมาย หรือการศึกษาขั้นสูง แต่ฐานะของแต่ละหน่วยต้องดูประกาศและอำนาจจัดตั้ง
การเห็นชื่อใหม่บนเว็บไซต์จึงไม่แปลว่ากฎกระทรวงทุกบรรทัดถูกแก้แล้ว ข้อสรุปที่ดีต้องแยก “ส่วนราชการตามกฎหมาย” จาก “หน่วยงานภายในเพื่อการบริหาร” และระบุวันที่ของโครงสร้างที่อ้าง. กฎกระทรวงกำหนดภารกิจของกรมเกี่ยวกับการพัฒนาวิชาการด้านการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์ฝ่ายกาย โดยศึกษา วิจัย พัฒนา และถ่ายทอดองค์ความรู้กับเทคโนโลยีที่เหมาะสม. อีกแกนคือเพิ่มพูนความรู้และทักษะการปฏิบัติงานแก่บุคลากรทางการแพทย์เฉพาะทาง เพื่อให้กำลังคนสามารถดูแลปัญหาที่ยาก ซับซ้อน และขยายความเชี่ยวชาญสู่ระบบบริการพื้นที่. กรมจัดบริการทางการแพทย์เฉพาะด้านหรือระดับตติยภูมิที่ยุ่งยากซับซ้อนอย่างได้มาตรฐาน จึงเป็นปลายทางรับส่งต่อและเป็นแหล่งพัฒนารูปแบบรักษาที่หน่วยบริการอื่นนำไปใช้ได้
คำว่า “ฝ่ายกาย” ช่วยแยกภารกิจหลักตามกฎกระทรวงออกจากกรมสุขภาพจิต ซึ่งรับผิดชอบวิชาการและบริการด้านสุขภาพจิต แม้ผู้ป่วยจริงอาจต้องได้รับการดูแลร่วมทั้งกายและใจ. วลี “เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่เหมาะสม” ไม่เท่ากับเลือกเทคโนโลยีใหม่ที่สุดเสมอ ต้องประเมินความปลอดภัย ประสิทธิผล ความคุ้มค่า ความเป็นธรรม ความพร้อมบุคลากร และผลต่อระบบ. เมื่อจำภารกิจให้จับห่วงโซ่ วิจัยและสร้างความรู้ → กำหนดมาตรฐานและประเมินเทคโนโลยี → ถ่ายทอดและพัฒนาคน → ให้บริการซับซ้อน → สังเคราะห์เป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย. ข้อ 1–4 เป็นแกนวิชาการ: วิจัยและสร้างองค์ความรู้ เป็นศูนย์อ้างอิง กำหนดหรือรับรองมาตรฐาน ถ่ายทอดองค์ความรู้ และประเมินการใช้เทคโนโลยีให้เหมาะสมกับความคุ้มค่า
ข้อ 5–6 เป็นแกนบริการและกำลังคน: จัดบริการรองรับการส่งต่อผู้ป่วยระดับตติยภูมิเฉพาะทาง และเพิ่มพูนความรู้ทักษะการบำบัดรักษากับฟื้นฟูแก่แพทย์และบุคลากรสุขภาพ. หน้าที่ข้อ 7 นำหลักฐานและบทเรียนจากบริการไปจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย ส่วนข้อ 8 ดูแลระบบกับกลไกให้เดินตามกฎหมายที่กรมรับผิดชอบ ทั้งสองข้อเชื่อมงานวิชาการกับการเปลี่ยนแปลงระดับระบบ. ข้อ 9 เป็นบททั่วไป ให้ปฏิบัติการอื่นตามที่กฎหมายกำหนด หรือตามที่รัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย แต่การมอบหมายต้องอยู่ในกรอบอำนาจรัฐและไม่ทำให้ข้อจำกัดกฎหมายอื่นหมดไป. หน้าที่ทั้ง 9 ข้อเชื่อมกันเป็นวงจร ไม่ใช่งานแยก: ปัญหาคลินิกก่อคำถามวิจัย งานวิจัยสร้างแนวทาง มาตรฐานถูกถ่ายทอด พื้นที่ใช้จริง แล้วข้อมูลผลลัพธ์ย้อนกลับมาปรับนโยบาย
ตัวเลือกที่ว่าเป็นหน้าที่ควบคุมราคาสินค้า บริหารกำลังพลทหาร ดูแลสถานีอนามัยทั่วประเทศ หรือผลิตยาและเครื่องมือทุกชนิดจึงไม่ตรงข้อความอำนาจหน้าที่ แม้อาจมีความร่วมมือบางโครงการ
เนื้อหาสรุปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาส่วนบุคคล ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต