สารบัญ18 หัวข้อหลัก
- 1.บทนำ — แผนที่ทั้งวิชา: ต้องแยกกฎหมาย โครงสร้าง แผนยุทธศาสตร์ และผลงานปัจจุบัน
- 2.ภารกิจตามกฎกระทรวง พ.ศ. 2562: วิชาการ การรักษา ฟื้นฟู และการแพทย์เฉพาะทาง
- 3.หน้าที่ข้อ 3: ถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีแก่บริการรัฐและเอกชน
- 4.หน้าที่ข้อ 7: จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อยกระดับระบบบริการ
- 5.จึงต้องแยกกับกรมสุขภาพจิต กรมอนามัย อย. และสำนักงานปลัดกระทรวง
- 6.การประเมินเทคโนโลยีและนวัตกรรม: จากต้นแบบถึงผลกระทบจริง
- 7.สำนักงานเลขานุการกรม กองคลัง กองทรัพยากรบุคคล และกองยุทธศาสตร์และแผน
- 8.กลุ่มยาเสพติดและกลุ่มมะเร็ง: เครือข่ายเฉพาะทางส่วนกลาง–ภูมิภาค
- 9.พันธกิจปัจจุบัน: สร้าง–ถ่ายทอดความรู้ และจัดบริการซับซ้อนด้วยการมีส่วนร่วม
- 10.แผนระยะ 5 ปีฉบับทบทวน 2569–2570: เหตุผลที่ต้องใช้แทนข้อความเก่า
- 11.กลยุทธ์ 3: Health Personnel Academy และการปิดช่องว่างกำลังคนเฉพาะทาง
- 12.แผนที่ 3 Open Platform Organization: เปิดกว้าง เชื่อมโยง และไร้รอยต่อ
- 13.กลยุทธ์ 9: Precision Medicine และ ATMPs ต้องมีข้อมูล มาตรฐาน และการติดตามยาว
- 14.กลยุทธ์ 12–15: คน ดิจิทัล การสื่อสาร ประสิทธิภาพ และธรรมาภิบาล
- 15.กรณี 1: แนวประเด็นสับสนกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขกับกรมแพทย์ทหาร
- 16.กรณี 4: ผู้ป่วยหลอดเลือดสมองถูกส่งต่อโดยไม่มีภาพและปลายทางไม่ตอบรับ
- 17.กรณี 7: ต้นแบบได้รางวัลแต่ยังไม่มีหน่วยใช้จริงและถูกนับเป็นนวัตกรรมสำเร็จ
- 18.กรณี 10: ออกมาตรฐานบริการแล้วประกาศว่าผ่าน KPI ทั้งที่ยังไม่รับรองหน่วยใด
บทนำ — แผนที่ทั้งวิชา: ต้องแยกกฎหมาย โครงสร้าง แผนยุทธศาสตร์ และผลงานปัจจุบัน
วิชานี้ตอบให้แม่นต้องแยกข้อมูลสี่ชั้น ชั้นแรกคือกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2562 ซึ่งกำหนดภารกิจ หน้าที่ อำนาจ และส่วนราชการตามกฎหมาย. ชั้นที่สองคือโครงสร้างใช้งานบนเว็บไซต์กรม ซึ่งรวมส่วนราชการตามกฎกระทรวง กลุ่มที่ขึ้นตรงต่ออธิบดี หน่วยภายใน และหน่วยภายใต้กำกับ จึงอาจมีรายชื่อมากกว่าตัวเลขส่วนราชการตามกฎหมาย. ชั้นที่สามคือแผนปฏิบัติราชการระยะ 5 ปี พ.ศ. 2566–2570 ระยะทบทวนครึ่งแผน พ.ศ. 2569–2570 ซึ่งกำหนดวิสัยทัศน์ 3 เป้าประสงค์ 5 แผน 15 กลยุทธ์ และตัวชี้วัด. ชั้นที่สี่คือข่าว รายงานผล ผู้บริหาร และหน่วยงานที่จัดตั้งหรือปรับภายใน ข้อมูลชั้นนี้ช่วยเห็นการขับเคลื่อนจริงแต่เปลี่ยนได้ จึงต้องระบุวันที่ตรวจและไม่ใช้แทนกฎกระทรวง
คำถามที่ถาม “หน้าที่และอำนาจ” ให้เริ่มจาก 9 ข้อในกฎกระทรวง ถ้าถามทิศทางปี 2569–2570 ให้ใช้แผนฉบับทบทวน และถ้าถามหน่วยสังกัดปัจจุบันให้ตรวจหน้าโครงสร้างล่าสุด. หลักกันหลอนคือบอกชนิดเอกสาร ปี และระดับข้อมูลทุกครั้ง โดยเฉพาะตัวเลข 21 หน่วยงาน 2 กลุ่ม หรือรายชื่อบนเว็บ เพราะแต่ละตัวอธิบายโครงสร้างคนละมิติ ไม่ควรนำมาปะปนกัน
แผนที่ทั้งวิชา: ต้องแยกกฎหมาย โครงสร้าง แผนยุทธศาสตร์ และผลงานปัจจุบัน
- 1กฎกระทรวง: อำนาจและส่วนราชการ
- 2โครงสร้างใช้งาน: หน่วยตามกฎหมายและหน่วยภายใน
- 3แผน: เป้าหมายและกลยุทธ์
- 4รายงานผล: สิ่งที่ทำสำเร็จจริง
กรมการแพทย์มีชื่ออังกฤษว่า Department of Medical Services ใช้อักษรย่อ DMS และเป็นกรมหนึ่งในกระทรวงสาธารณสุข มิใช่สำนักงานในกระทรวงกลาโหมหรือกรมแพทย์ของเหล่าทัพ. ที่ตั้งส่วนกลางตามเว็บไซต์คือ 88/23 ถนนติวานนท์ ตำบลตลาดขวัญ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี 11000 ซึ่งเป็นบริเวณกระทรวงสาธารณสุขและใช้เป็นจุดติดต่อราชการของกรม. คำว่า “การแพทย์” ในชื่อกรมหมายถึงบทบาทด้านการบำบัดรักษา ฟื้นฟู วิชาการ การแพทย์เฉพาะทาง และบริการตติยภูมิที่ซับซ้อน ไม่ได้ทำให้กรมมีอำนาจครอบคลุมทุกงานสุขภาพของประเทศแต่ผู้เดียว. ระบบสุขภาพยังมีสำนักงานปลัดกระทรวง กรมควบคุมโรค กรมอนามัย กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ อย. และหน่วยอื่น ซึ่งมีกฎหมายกับภารกิจของตนและต้องทำงานเชื่อมกัน
กรมมีทั้งบทบาทวิชาการระดับชาติและสถานพยาบาลเฉพาะทางในสังกัด จึงไม่ใช่เพียงสำนักงานนโยบาย แต่ก็ไม่ได้บริหารโรงพยาบาลของรัฐทุกแห่งหรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั้งหมดโดยตรง. ตัวเลือกที่บอกว่าสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงกลาโหม หรือกระทรวงการอุดมศึกษาจึงผิด ส่วนข้อสรุป “กระทรวงสาธารณสุข” ถูกแต่ยังควรอธิบายต่อว่าจุดเน้นคือการแพทย์เฉพาะทางและตติยภูมิ. เมื่อ 27 พฤศจิกายน 2461 มีการรวมงานสุขาภิบาลและประชาภิบาลเป็นกรมสาธารณสุข สังกัดกระทรวงมหาดไทย เป็นรากของการจัดระบบงานสุขภาพภาครัฐก่อนมีกรมการแพทย์ในรูปปัจจุบัน. วันที่ 10 มีนาคม 2485 รัฐบาลรวบรวมกิจการแพทย์และสาธารณสุขที่กระจัดกระจายและตั้งกระทรวงสาธารณสุข กรมการแพทย์ถือกำเนิดในวาระนั้น จึงใช้วันที่นี้เป็นวันสถาปนา
หน้าที่ช่วงแรกเน้นบำบัดโรค จัดตั้ง ควบคุม และดำเนินกิจการโรงพยาบาลทั่วไปกับเฉพาะโรค รวมทั้งจัดตั้งโรงเรียนผดุงครรภ์และผู้ช่วยพยาบาล สะท้อนบริบทระบบบริการยุคแรก. พันโทนิตย์ เวชชวิศิษฏ์เป็นอธิบดีคนแรก ตามประวัติกรม ที่ทำการระยะแรกอยู่บริเวณเดียวกับกระทรวงสาธารณสุข ก่อนย้ายไปวังสุโขทัยเมื่อ 23 พฤษภาคม 2485. ในช่วง พ.ศ. 2485–2505 มีการรับโอน ปรับปรุง และก่อสร้างโรงพยาบาลจนมีโรงพยาบาลในสังกัดจำนวนมาก แต่โครงสร้างสมัยนั้นไม่ควรถูกยกมาแทนกฎกระทรวง พ.ศ. 2562. ประเด็นประวัติอาจใช้ปี 2485 ถามการก่อตั้งและปี 2562 ถามโครงสร้างปัจจุบัน ทั้งสองถูกในคนละบริบท การจำเพียงปีเดียวโดยไม่ดูคำถามทำให้เลือกกฎหมายหรือโครงสร้างผิดยุค
วันที่ 29 กันยายน 2515 มีการรวมงานของกรมการแพทย์ งานบางส่วนของกรมอนามัย และสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นกรมการแพทย์และอนามัย แสดงว่าโครงสร้างราชการเคยเปลี่ยนตามนโยบาย. ต่อมามีการแยกและจัดส่วนราชการใหม่หลายครั้ง รวมถึงพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการ พ.ศ. 2537 และกฎกระทรวง พ.ศ. 2545, 2552 ตลอดจนการแก้ชื่อหน่วยงานบางแห่งใน พ.ศ. 2558. การเปลี่ยนชื่อศูนย์สิรินธรเป็นสถาบันสิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ และสถาบันยาเสพติดธัญญารักษ์เป็นสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี เป็นตัวอย่างของการปรับปี 2558. กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมการแพทย์ พ.ศ. 2562 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเล่ม 136 ตอน 76 ก วันที่ 14 มิถุนายน 2562 และเป็นฐานหลักของภารกิจ 9 ข้อกับส่วนราชการตามกฎหมายที่ใช้ในเนื้อหา
หลัง พ.ศ. 2562 กรมยังอาจตั้งหน่วยงานภายในหรือจัดหน่วยภายใต้กำกับเพื่อทำงานเฉพาะด้าน เช่นดิจิทัล นิเทศ กฎหมาย หรือการศึกษาขั้นสูง แต่ฐานะของแต่ละหน่วยต้องดูประกาศและอำนาจจัดตั้ง. การเห็นชื่อใหม่บนเว็บไซต์จึงไม่แปลว่ากฎกระทรวงทุกบรรทัดถูกแก้แล้ว ข้อสรุปที่ดีต้องแยก “ส่วนราชการตามกฎหมาย” จาก “หน่วยงานภายในเพื่อการบริหาร” และระบุวันที่ของโครงสร้างที่อ้าง
ภารกิจตามกฎกระทรวง พ.ศ. 2562: วิชาการ การรักษา ฟื้นฟู และการแพทย์เฉพาะทาง
กฎกระทรวงกำหนดภารกิจของกรมเกี่ยวกับการพัฒนาวิชาการด้านการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์ฝ่ายกาย โดยศึกษา วิจัย พัฒนา และถ่ายทอดองค์ความรู้กับเทคโนโลยีที่เหมาะสม. อีกแกนคือเพิ่มพูนความรู้และทักษะการปฏิบัติงานแก่บุคลากรทางการแพทย์เฉพาะทาง เพื่อให้กำลังคนสามารถดูแลปัญหาที่ยาก ซับซ้อน และขยายความเชี่ยวชาญสู่ระบบบริการพื้นที่. กรมจัดบริการทางการแพทย์เฉพาะด้านหรือระดับตติยภูมิที่ยุ่งยากซับซ้อนอย่างได้มาตรฐาน จึงเป็นปลายทางรับส่งต่อและเป็นแหล่งพัฒนารูปแบบรักษาที่หน่วยบริการอื่นนำไปใช้ได้. คำว่า “ฝ่ายกาย” ช่วยแยกภารกิจหลักตามกฎกระทรวงออกจากกรมสุขภาพจิต ซึ่งรับผิดชอบวิชาการและบริการด้านสุขภาพจิต แม้ผู้ป่วยจริงอาจต้องได้รับการดูแลร่วมทั้งกายและใจ
วลี “เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่เหมาะสม” ไม่เท่ากับเลือกเทคโนโลยีใหม่ที่สุดเสมอ ต้องประเมินความปลอดภัย ประสิทธิผล ความคุ้มค่า ความเป็นธรรม ความพร้อมบุคลากร และผลต่อระบบ. เมื่อจำภารกิจให้จับห่วงโซ่ วิจัยและสร้างความรู้ → กำหนดมาตรฐานและประเมินเทคโนโลยี → ถ่ายทอดและพัฒนาคน → ให้บริการซับซ้อน → สังเคราะห์เป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย. ข้อ 1–4 เป็นแกนวิชาการ: วิจัยและสร้างองค์ความรู้ เป็นศูนย์อ้างอิง กำหนดหรือรับรองมาตรฐาน ถ่ายทอดองค์ความรู้ และประเมินการใช้เทคโนโลยีให้เหมาะสมกับความคุ้มค่า. ข้อ 5–6 เป็นแกนบริการและกำลังคน: จัดบริการรองรับการส่งต่อผู้ป่วยระดับตติยภูมิเฉพาะทาง และเพิ่มพูนความรู้ทักษะการบำบัดรักษากับฟื้นฟูแก่แพทย์และบุคลากรสุขภาพ
ข้อ 7 เป็นแกนนโยบาย คือจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายทางการแพทย์เพื่อยกระดับมาตรฐานบริการสุขภาพ ส่วนข้อ 8 พัฒนาระบบและกลไกให้เป็นไปตามกฎหมายในความรับผิดชอบ. ข้อ 9 เป็นบททั่วไป ให้ปฏิบัติการอื่นตามที่กฎหมายกำหนด หรือตามที่รัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย แต่การมอบหมายต้องอยู่ในกรอบอำนาจรัฐและไม่ทำให้ข้อจำกัดกฎหมายอื่นหมดไป. หน้าที่ทั้ง 9 ข้อเชื่อมกันเป็นวงจร ไม่ใช่งานแยก: ปัญหาคลินิกก่อคำถามวิจัย งานวิจัยสร้างแนวทาง มาตรฐานถูกถ่ายทอด พื้นที่ใช้จริง แล้วข้อมูลผลลัพธ์ย้อนกลับมาปรับนโยบาย. ตัวเลือกที่ว่าเป็นหน้าที่ควบคุมราคาสินค้า บริหารกำลังพลทหาร ดูแลสถานีอนามัยทั่วประเทศ หรือผลิตยาและเครื่องมือทุกชนิดจึงไม่ตรงข้อความอำนาจหน้าที่ แม้อาจมีความร่วมมือบางโครงการ
กรมศึกษา วิเคราะห์ วิจัย พัฒนา และสร้างองค์ความรู้กับเทคโนโลยีทางการแพทย์และการแพทย์เฉพาะทาง โดยมุ่งปัญหาสำคัญของประเทศและบริบทจริง ไม่ทำวิจัยเพื่อจำนวนผลงานอย่างเดียว. ฐานะศูนย์อ้างอิงหมายถึงมีข้อมูล มาตรฐาน ผู้เชี่ยวชาญ และคำแนะนำที่ระบบสุขภาพเชื่อถือได้ รวมทั้งเชื่อมหน่วยงานในประเทศและต่างประเทศ มิใช่อำนาจสั่งการทุกสถานพยาบาล. ผลงานวิชาการในแผนครอบคลุม Medical Research, Medical Technology Assessment, Clinical Practice Guideline, Model Development และ Database จึงกว้างกว่าบทความวิจัยตีพิมพ์. งานวิจัยต้องมีคำถามชัด ระเบียบวิธีเหมาะ จริยธรรมการวิจัยในคน การคุ้มครองข้อมูล คุณภาพข้อมูล และการเปิดเผยผลประโยชน์ทับซ้อน โดยเฉพาะความร่วมมือกับผู้ผลิตยาและอุปกรณ์
การนำผลไปใช้ต้องพิจารณาความแตกต่างของผู้ป่วย ทรัพยากร และระดับบริการ แนวทางจากโรงพยาบาลตติยภูมิอาจต้องปรับ workflow ก่อนขยายสู่โรงพยาบาลชุมชนโดยไม่ลดความปลอดภัย. ประเด็นที่ถามผลสำเร็จควรเลือกการถูกอ้างอิง นำไปใช้ พัฒนามาตรฐานหรือเปลี่ยนผลลัพธ์ผู้ป่วย มากกว่าการนับรายงานที่เสร็จ เพราะแผนกำหนด Outcome KPI ด้านการใช้ประโยชน์. กรมมีหน้าที่กำหนด รับรอง และพัฒนาคุณภาพมาตรฐานทางการแพทย์ โดยเน้นการแพทย์เฉพาะทางและเทคโนโลยีขั้นสูงที่ต้องอาศัยเกณฑ์ด้านบุคลากร เครื่องมือ กระบวนการ และผลลัพธ์. มาตรฐานไม่ใช่คู่มือบนชั้นเอกสาร ต้องมีขอบเขต หน่วยเป้าหมาย หลักฐาน เกณฑ์ประเมิน ผู้ประเมิน กลไกอุทธรณ์ และรอบทบทวนเมื่อหลักฐานหรือเทคโนโลยีเปลี่ยน
การรับรองควรแยกจากผลประโยชน์ของหน่วยที่ถูกประเมิน ใช้ผู้เชี่ยวชาญที่เหมาะและเก็บหลักฐานตรวจสอบได้ การผ่านรับรองครั้งหนึ่งไม่รับประกันคุณภาพตลอดไปหากทีม ระบบ หรือปริมาณผู้ป่วยเปลี่ยน. กรมอาจพัฒนามาตรฐานร่วมกับราชวิทยาลัย สมาคมวิชาชีพ เขตสุขภาพ โรงพยาบาล และผู้ป่วย เพื่อให้เกณฑ์ทั้งถูกต้องทางวิชาการและนำไปใช้ได้จริง ไม่ใช่ออกแบบจากส่วนกลางฝ่ายเดียว. เป้าหมายเชิงผลลัพธ์ในแผนปี 2569–2570 นับมาตรฐานบริการเฉพาะทางที่พัฒนา ได้รับการยอมรับ และนำไปรับรองหน่วยบริการเป้าหมายจริง จึงไม่พอนับจำนวนร่างมาตรฐาน. จึงต้องแยกกับอำนาจอนุญาตผลิตภัณฑ์สุขภาพของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือการรับรองสถานพยาบาลในมิติอื่นของหน่วยงานที่กฎหมายกำหนด บทบาทต้องอ้างฐานกฎหมายเฉพาะเรื่อง
เนื้อหาสรุปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาส่วนบุคคล ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต