กลับไปทำข้อสอบวิชานี้

ความรู้เกี่ยวกับบัญชีต้นทุน (การคำนวณต้นทุนการผลิต และงบต้นทุนการผลิต)

เข้าใจต้นทุนจากการจำแนกและเอกสารต้นทาง ติดตามการไหลผ่านวัตถุดิบ งานระหว่างทำ และสินค้าสำเร็จรูป จนสร้างงบต้นทุนการผลิตและอธิบายผลต่อกำไรได้

6 หัวข้อ · อ่านประมาณ 27 นาที

อ่านฟรีได้ 2 จาก 6 หัวข้อ33%
หัวข้อ 1

บทที่ 1 ความหมายของต้นทุนและกรอบการจำแนก

บัญชีต้นทุนเป็นระบบรวบรวม จำแนก สะสม และรายงานทรัพยากรที่ใช้ในการผลิตสินค้าหรือให้บริการ จุดมุ่งหมายไม่ได้จำกัดอยู่ที่การหาต้นทุนต่อหน่วย แต่รวมการวางแผน การควบคุม การประเมินประสิทธิภาพ และการตัดสินใจ ข้อมูลต้นทุนจึงอาจลงลึกถึงผลิตภัณฑ์ งาน แผนก หรือกิจกรรม ขณะที่บัญชีการเงินมุ่งแสดงฐานะและผลการดำเนินงานแก่ผู้ใช้ภายนอก แม้รายงานภายในออกแบบได้ยืดหยุ่น แต่ยอดที่เชื่อมกับสินค้าคงเหลือ ต้นทุนขาย และงบการเงินยังต้องสอดคล้องกับมาตรฐานและกระทบยอดได้

การจัดประเภทเริ่มจากการกำหนดวัตถุต้นทุนหรือ Cost object ว่าต้องการทราบต้นทุนของสิ่งใด ต้นทุนทางตรงติดตามเข้าสู่วัตถุนั้นได้อย่างคุ้มค่า ส่วนต้นทุนทางอ้อมเกิดร่วมและต้องใช้ Allocation base กระจาย ต้นทุนเดียวกันอาจเป็นทางตรงของแผนกแต่เป็นทางอ้อมของผลิตภัณฑ์ เช่น เงินเดือนผู้จัดการฝ่ายผลิตระบุกับฝ่ายได้ แต่ต้องปันส่วนเมื่อวิเคราะห์สินค้าหลายชนิด จึงไม่มีชื่อบัญชีใดเป็นทางตรงหรือทางอ้อมตายตัวโดยไม่ระบุวัตถุต้นทุนและระดับรายละเอียดที่ต้องการ

มิติด้านหน้าที่แยกต้นทุนการผลิตออกจากค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ต้นทุนการผลิตสะสมเป็นต้นทุนผลิตภัณฑ์และคงอยู่ในวัตถุดิบ งานระหว่างทำ หรือสินค้าสำเร็จรูปจนกว่าจะขาย ส่วนต้นทุนงวดรับรู้เป็นค่าใช้จ่ายตามช่วงที่เกิด ค่าโฆษณา เงินเดือนพนักงานขาย และค่าใช้จ่ายสำนักงานใหญ่จึงไม่ควรถูกนำเข้าโรงงานเพียงเพราะกิจการเป็นผู้ผลิต หากจำแนกผิด สินค้าคงเหลือกับกำไรจะเปลี่ยนตามสัดส่วนสินค้าที่ขายและยังคงเหลือ ไม่ได้ผิดเฉพาะชื่อรายการในงบ

พฤติกรรมต้นทุนอธิบายความสัมพันธ์กับระดับกิจกรรมภายใน Relevant range ต้นทุนผันแปรรวมเปลี่ยนใกล้สัดส่วนกับกิจกรรมและต่อหน่วยค่อนข้างคงที่ ต้นทุนคงที่รวมคงเดิมในช่วงหนึ่งแต่ต่อหน่วยลดเมื่อปริมาณเพิ่ม ต้นทุนผสมมีทั้งส่วนคงที่และอัตราต่อกิจกรรม ส่วน Step-fixed คงที่เป็นช่วงแล้วกระโดดเมื่อข้าม Capacity band การวิเคราะห์จึงต้องระบุ Cost driver ช่วงเวลา และระดับกิจกรรม มิฉะนั้นอาจสรุปว่าต้นทุนต่อหน่วยลดเพราะประสิทธิภาพ ทั้งที่เกิดจากการกระจายต้นทุนคงที่ไปยังหน่วยมากขึ้น

มิติสำหรับการตัดสินใจสนใจต้นทุนหรือรายได้ในอนาคตที่แตกต่างระหว่างทางเลือก ต้นทุนจมเกิดขึ้นแล้วจึงไม่ควรเปลี่ยนการเลือก Opportunity cost สะท้อนประโยชน์ที่เสียไปจากทางเลือกที่ไม่ได้เลือก และ Avoidable cost คือส่วนที่หลีกเลี่ยงได้หากยุติกิจกรรม ขณะที่ Controllable cost ต้องผูกกับอำนาจของผู้รับผิดชอบและช่วงเวลา ผู้จัดการหน่วยงานอาจควบคุมการใช้วัสดุได้แต่ควบคุมค่าเช่าที่สำนักงานใหญ่ทำสัญญาไม่ได้ การประเมินผลงานจึงต้องแยกสาเหตุซึ่งเจ้าของผลลัพธ์มีอำนาจจัดการจริง

การใช้ข้อมูลต้นทุนอย่างถูกต้องต้องรักษานิยามและฐานให้สม่ำเสมอ ต้นทุนต่อหน่วยมีความหมายต่อเมื่อรู้ว่าตัวตั้งรวมรายการใดและตัวหารเป็นหน่วยดี หน่วยที่ผลิต หรือหน่วยเทียบเท่า รายงานสองงวดต้องใช้ขอบเขตและวิธีปันส่วนที่เปรียบเทียบกันได้ หากเปลี่ยน Cost object, Allocation base หรือ Relevant range ควรอธิบายผลของการเปลี่ยน มิฉะนั้นความแตกต่างอาจเกิดจากวิธีวัดแทนการดำเนินงาน หลักนี้ทำให้บัญชีต้นทุนเป็นระบบเหตุผลและหลักฐาน ไม่ใช่เพียงชุดสูตรสำหรับหาคำตอบปลายทาง

หัวข้อ 2

บทที่ 2 องค์ประกอบและการไหลของต้นทุนการผลิต

ต้นทุนการผลิตประกอบด้วยวัตถุดิบทางตรง ค่าแรงงานทางตรง และค่าใช้จ่ายการผลิต วัตถุดิบทางตรงเป็นส่วนสำคัญของสินค้าและติดตามได้คุ้มค่า ค่าแรงงานทางตรงเชื่อมเวลาและงานของผู้ปฏิบัติกับผลิตภัณฑ์ ส่วนค่าใช้จ่ายการผลิตรวมวัตถุดิบทางอ้อม ค่าแรงทางอ้อม ค่าเสื่อมราคาเครื่องจักร ค่าเช่าและสาธารณูปโภคโรงงาน ตลอดจนต้นทุนร่วมอื่นที่ไม่สามารถติดตามตรง คำว่าเกิดในโรงงานเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ยังต้องดูว่ารายการเกี่ยวกับการแปลงสภาพและอยู่ในขอบเขตการผลิตจริงหรือไม่

Prime cost เท่ากับวัตถุดิบทางตรงรวมค่าแรงงานทางตรง ส่วน Conversion cost เท่ากับค่าแรงงานทางตรงรวมค่าใช้จ่ายการผลิต ค่าแรงงานทางตรงอยู่ในทั้งสองแนวคิดเพราะเป็นทั้งต้นทุนที่ติดตามตรงและทรัพยากรแปรสภาพ จึงห้ามนำ Prime cost บวก Conversion cost เพื่อหาต้นทุนการผลิตรวม เพราะจะนับค่าแรงซ้ำ ต้นทุนการผลิตรวมคำนวณจากวัตถุดิบทางตรงที่ใช้ ค่าแรงงานทางตรง และค่าใช้จ่ายการผลิตเพียงครั้งละองค์ประกอบ แนวคิดสองชุดมีไว้ช่วยวิเคราะห์คนละมุม มิใช่สร้างสมการรวมใหม่

การหาวัตถุดิบที่ใช้เริ่มจากวัตถุดิบต้นงวดบวกต้นทุนซื้อสุทธิแล้วหักวัตถุดิบปลายงวด ต้นทุนซื้อสุทธิรวมราคาซื้อ ค่าขนส่งเข้า ภาษีที่ขอคืนไม่ได้ และต้นทุนจัดหาที่จำเป็น ก่อนหักส่งคืน ส่วนลด และ Rebate หากบัญชีวัตถุดิบรวมของทางตรงกับทางอ้อม ยอดที่เบิกทั้งหมดต้องหักวัตถุดิบทางอ้อมอีกชั้นจึงได้ Direct materials used ค่าขนส่งสินค้าออกให้ลูกค้าหลังผลิตเสร็จเป็นค่าใช้จ่ายขายตามลักษณะ ไม่ควรถูกย้ายเป็นต้นทุนจัดหาวัตถุดิบเพียงเพราะชื่อมีคำว่าขนส่งเหมือนกัน

เมื่อเบิกวัตถุดิบทางตรงและเกิดค่าแรงทางตรง ต้นทุนจะเข้าสู่งานระหว่างทำ พร้อมค่าใช้จ่ายการผลิตที่ปันส่วน งานที่ผลิตเสร็จโอนไปสินค้าสำเร็จรูปและเรียกยอดที่โอนว่า Cost of Goods Manufactured หรือ COGM เมื่อสินค้าถูกขาย ต้นทุนจึงย้ายไป Cost of Goods Sold หรือ COGS ห่วงโซ่นี้ทำให้ต้นทุนผลิตภัณฑ์คงเป็นสินทรัพย์ตราบเท่าที่ยังอยู่ในสามคลัง และกลายเป็นค่าใช้จ่ายเมื่อขาย การสับสนระหว่าง COGM กับ COGS จึงละเลยสินค้าสำเร็จรูปต้นงวดกับปลายงวดที่คั่นอยู่ระหว่างการผลิตและการขาย

ยอดคงเหลือต้นงวดเป็นต้นทุนจากงวดก่อนที่พร้อมเดินต่อในงวดปัจจุบันจึงถูกบวก ส่วนยอดปลายงวดเป็นต้นทุนที่ยังไม่ผ่านขั้นนั้นจึงถูกหัก วัตถุดิบปลายงวดยังไม่ถูกใช้ งานระหว่างทำปลายงวดยังไม่ผลิตเสร็จ และสินค้าสำเร็จรูปปลายงวดยังไม่ขาย หลักเดียวกันนี้ทำให้จัดรูปสมการย้อนหาค่าที่ขาดได้ โดยย้ายจำนวนจากฝั่งหนึ่งไปอีกฝั่งพร้อมเปลี่ยนเครื่องหมาย แทนการท่องสูตรแยกทุกกรณี การตรวจสมการสองด้านยังช่วยเห็นว่าต้นทุนทุกก้อนถูกโอนหรือคงเหลือที่ใด

ตัวอย่างสายเต็มเริ่มจากวัตถุดิบต้นงวด 20,000 บาท ซื้อ 200,000 บาท ค่าขนส่งเข้า 8,000 บาท ส่งคืน 3,000 บาท และวัตถุดิบปลายงวด 25,000 บาท ทำให้ซื้อสุทธิ 205,000 บาทและวัตถุดิบใช้ 200,000 บาท เมื่อรวมค่าแรงทางตรง 150,000 บาทกับค่าใช้จ่ายการผลิต 90,000 บาท ต้นทุนการผลิตรวมเป็น 440,000 บาท หากงานระหว่างทำต้นงวด 15,000 บาทและปลายงวด 20,000 บาท COGM เท่ากับ 435,000 บาท ตัวเลขจึงเกิดจากการผ่านแต่ละคลังตามลำดับ ไม่ใช่จากสูตรก้อนเดียว

เส้นทางต้นทุนในกิจการผลิต

  1. 1วัตถุดิบคงคลัง
  2. 2งานระหว่างทำ
  3. 3สินค้าสำเร็จรูป
  4. 4ต้นทุนขายและกำไร
อ่านสรุปฉบับเต็มทุกหัวข้อ
สมาชิก PRO ระบบจะจำหัวข้อที่อ่านค้างไว้ให้ด้วย
PRO 99 บาท/เดือน

เนื้อหาสรุปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาส่วนบุคคล ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต