กลับไปทำข้อสอบวิชานี้

ความรู้เกี่ยวกับพนักงานราชการ

ระเบียบและฉบับแก้ไข ประเภทกับกลุ่มงาน กรอบอัตรากำลัง การสรรหา สัญญา ค่าตอบแทน สิทธิ การประเมิน วินัย และการสิ้นสุดสัญญา

6 หัวข้อ · อ่านประมาณ 43 นาที · มีต้นฉบับจาก ocsc.go.th

เปิดเนื้อหาฉบับเต็ม
อ่านฟรีได้ 2 จาก 6 หัวข้อ33%
หัวข้อ 1

ฐานของระบบ สถานะบุคคล ประเภท กลุ่มงาน และคุณสมบัติ

ฐานหลักคือระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยพนักงานราชการ พ.ศ. 2547 ซึ่งใช้บังคับตั้งแต่ 1 มกราคม 2547 และออกตามบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง (8) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยพนักงานราชการ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา 24 กุมภาพันธ์ 2560 และใช้วันถัดจากวันประกาศ แก้เฉพาะข้อ 8 (6) เรื่องลักษณะต้องห้ามของผู้เคยรับโทษจำคุก เมื่ออ่านข้อ 8 จึงห้ามใช้ข้อความเดิมปี 2547 ตรง (6) ลำพัง ต้องแทนด้วยข้อความปี 2560 ส่วนข้ออื่นของระเบียบเดิมยังอ่านต่อเนื่อง เว้นแต่มีประกาศรายละเอียดที่ออกตามอำนาจของข้อนั้น เอกสารในคลังกฎหมายสำนักงาน ก.พ. ระบุสถานะใช้งานหรือยกเลิกเป็นรายฉบับ เอกสารที่ถูกยกเลิกเหมาะใช้ศึกษาพัฒนาการ แต่ไม่ใช่ฐานกำหนดสิทธิหรืออัตราในปัจจุบัน

พนักงานราชการคือบุคคลที่ส่วนราชการจ้างตามสัญญาและจ่ายค่าตอบแทนจากงบประมาณของส่วนราชการเพื่อปฏิบัติงานให้หน่วยงานนั้น จุดตั้งต้นของสิทธิและหน้าที่จึงต่างจากการบรรจุแต่งตั้งข้าราชการ คำว่าเป็นพนักงานของรัฐไม่ได้ทำให้กฎหมายเงินเดือน บำเหน็จบำนาญ หรือความมั่นคงในตำแหน่งของข้าราชการมาใช้ทั้งหมดโดยอัตโนมัติ ต้องมีฐานในระเบียบ ประกาศ กฎหมายอื่น หรือสัญญาที่ชอบ อย่างไรก็ดี ข้อ 4 ดึงหน้าที่ ข้อห้าม และการละเว้นที่ใช้กับข้าราชการหรือลูกจ้างมาใช้กับพนักงานราชการด้วย เว้นแต่มีข้อกำหนดเฉพาะ เงื่อนไขสัญญา หรือข้อยกเว้นที่ส่วนราชการประกาศอย่างเหมาะสม ดังนั้นประเด็นเรื่องสิทธิต้องถามว่ามีฐานให้สิทธิหรือไม่ ส่วนประเด็นเรื่องหน้าที่ต้องตรวจทั้งระเบียบพนักงานราชการและกฎทั่วไปที่กำหนดหน้าที่แก่บุคลากรภาครัฐ

คำปรารภของระเบียบมุ่งให้การจ้างงานภาครัฐมีความหลากหลาย เหมาะกับการใช้กำลังคน คล่องตัว มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล สอดคล้องแนวบริหารภาครัฐสมัยใหม่ ความยืดหยุ่นเห็นได้จากสัญญามีกำหนดเวลา การกำหนดวันเวลาหรือวิธีทำงานตามตำแหน่ง การจำแนกงานหลายกลุ่ม และการประเมินตามผลสำเร็จ แต่ทุกเรื่องยังอยู่ในกรอบความเสมอภาค ความโปร่งใส และประโยชน์ราชการ หน่วยงานจึงไม่ควรใช้พนักงานราชการแทนอัตราถาวรโดยไม่วิเคราะห์ภารกิจ หรือทำสัญญาต่อเนื่องเพียงเพราะเคยจ้างมา ต้องมีกรอบอัตรากำลัง งานที่ยังจำเป็น งบประมาณ และผลการปฏิบัติงานรองรับ จุดตัดแนวทางสำคัญคือระบบนี้ให้ความสำคัญกับสมรรถนะและผลงาน ไม่ใช่การได้สิทธิใหม่อัตโนมัติจากอายุงานหรือวุฒิที่ได้เพิ่มระหว่างสัญญา

พนักงานราชการทั่วไปทำงานประจำทั่วไปของส่วนราชการในด้านบริการ เทคนิค บริหารทั่วไป วิชาชีพเฉพาะ หรือเชี่ยวชาญเฉพาะ ส่วนพนักงานราชการพิเศษใช้ความรู้หรือความเชี่ยวชาญสูงมากเป็นพิเศษในเรื่องสำคัญและจำเป็นเฉพาะ ชื่อที่ดูยิ่งใหญ่หรือค่าตอบแทนสูงไม่ใช่เกณฑ์ชี้ประเภท ต้องพิจารณาธรรมชาติ ความหายาก ระดับความเชี่ยวชาญ และความจำเป็นเฉพาะของภารกิจตามกลุ่มงานที่ คพร. กำหนด ความต่างส่งผลถึงวิธีสรรหา การกำหนดเป้าหมาย และการประเมิน พนักงานทั่วไปประเมินประจำปีและเพื่อต่อสัญญา ส่วนพนักงานพิเศษประเมินผลสำเร็จตามช่วงของงานหรือโครงการในสัญญา ถ้าประเด็นบอกเพียงงานบริการหรือเทคนิคประจำ ให้เริ่มจากประเภททั่วไป แต่ถ้าบอกผู้เชี่ยวชาญระดับสูงมากสำหรับเรื่องสำคัญเฉพาะ จึงพิจารณาประเภทพิเศษ ประเภททั่วไปครอบคลุมงานประจำทั่วไปห้าด้าน คือบริการ เทคนิค บริหารทั่วไป วิชาชีพเฉพาะ และเชี่ยวชาญเฉพาะ ประเภทพิเศษสงวนให้งานที่ใช้ความรู้หรือความเชี่ยวชาญสูงมากเป็นพิเศษในเรื่องสำคัญและจำเป็นเฉพาะของหน่วยงาน ประเภทมีผลต่อกลุ่มงาน วิธีค้นหาบุคคล เงื่อนไขสัญญา และการประเมิน จึงต้องจำจากลักษณะงาน ไม่ใช่จากชื่อบุคคล

ระเบียบจำแนกเป็นบริการ เทคนิค บริหารทั่วไป วิชาชีพเฉพาะ เชี่ยวชาญเฉพาะ และเชี่ยวชาญพิเศษ โดย คพร. อาจสร้างกลุ่มย่อยให้เหมาะงาน ประกาศ คพร. กำหนดว่าประเภทใดอยู่กลุ่มใด ตลอดจนลักษณะงานและคุณสมบัติเฉพาะ ส่วนราชการตั้งชื่อตำแหน่งภายในกลุ่มได้ตามหน้าที่ การตั้งชื่อใหม่ไม่อนุญาตให้เปลี่ยนคุณสมบัติหรือค่าตอบแทนข้ามกลุ่ม ต้องจำแนกจากเนื้องานและผลผลิตก่อน ชื่อเต็มของหกกลุ่มคือ กลุ่มงานบริการ กลุ่มงานเทคนิค กลุ่มงานบริหารทั่วไป กลุ่มงานวิชาชีพเฉพาะ กลุ่มงานเชี่ยวชาญเฉพาะ และกลุ่มงานเชี่ยวชาญพิเศษ ผู้รับจ้างโดยทั่วไปต้องมีสัญชาติไทย อายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี ไม่ล้มละลาย และไม่มีสภาพหรือโรคที่ทำให้ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ตามฐานที่กฎหมายกำหนด ข้อยกเว้นสัญชาติใช้กับพนักงานราชการชาวต่างประเทศที่จำเป็นต้องจ้างตามข้อผูกพันหรือภารกิจ ไม่ใช่การยกเว้นทั่วไปแก่ทุกตำแหน่ง ส่วนราชการกำหนดคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามเพิ่มในประกาศได้เมื่อจำเป็นหรือเหมาะกับภารกิจ แต่ต้องสมเหตุผลและไม่เลือกปฏิบัติ

ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กรรมการพรรคการเมือง หรือเจ้าหน้าที่ในพรรคการเมืองเป็นลักษณะต้องห้ามขณะจะได้รับการจ้าง เหตุผลคือรักษาความเป็นกลางและหลีกเลี่ยงบทบาทที่ขัดกัน ไม่ใช่ห้ามเพียงสมาชิกพรรคทุกกรณีตามถ้อยคำเดียวกัน ถ้าผู้สมัครยังเป็นเจ้าหน้าที่พรรคอยู่ในวันตรวจคุณสมบัติ ย่อมไม่ผ่าน จะอ้างว่าปฏิบัติงานนอกเวลาราชการไม่ได้ ข้อความใหม่ยังห้ามผู้เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก แต่ยกเว้นความผิดโดยประมาท ความผิดลหุโทษ หรือผู้พ้นโทษมาแล้วเกินห้าปี ผู้พ้นโทษเกินห้าปีต้องยื่นหนังสือรับรองความประพฤติว่าไม่บกพร่องในศีลธรรมอันดีจนเป็นที่น่ารังเกียจของสังคม ตามแบบที่เลขาธิการ ก.พ. กำหนด จุดหลอกคือเกินห้าปีไม่ได้แปลว่าผ่านโดยไม่ต้องใช้เอกสาร และต้องนับจากพ้นโทษ ไม่ใช่จากวันที่คำพิพากษา ผู้เคยถูกลงโทษให้ออก ปลดออก หรือไล่ออกจากราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานรัฐเป็นลักษณะต้องห้ามตามระเบียบ ผู้ที่ยังเป็นข้าราชการหรือลูกจ้างส่วนราชการ พนักงานหรือลูกจ้างหน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือท้องถิ่นก็รับจ้างซ้ำพร้อมกันไม่ได้ตามข้อ 8 (8) ต้องตรวจสถานะจริงในวันที่กำหนด ไม่ดูเพียงผู้สมัครบอกว่าจะลาออกภายหลัง เว้นแต่ประกาศและขั้นตอนเปิดให้แก้ก่อนทำสัญญาอย่างชอบ

หัวข้อ 2

จากกรอบอัตรากำลังสู่การสรรหา เลือกสรร และทำสัญญา

ส่วนราชการต้องจัดกรอบอัตรากำลังพนักงานราชการเป็นช่วงสี่ปีให้สอดคล้องกับเป้าหมายการปฏิบัติราชการและแผนงบประมาณเชิงกลยุทธ์ แล้วเสนอ คพร. ให้ความเห็นชอบ กรอบที่ดีระบุภารกิจ ผลผลิต ระยะเวลาความต้องการ จำนวนและกลุ่มงาน ต้นทุน และเหตุผลที่รูปแบบสัญญาเหมาะกว่าทางเลือกอื่น ไม่ใช่เพียงรวมยอดคนที่หน่วยงานอยากรักษาไว้ สำนักงบประมาณสนับสนุนค่าใช้จ่ายบุคคลตามความจำเป็นและกรอบที่เห็นชอบ การมีงบก้อนหนึ่งจึงไม่แทนอำนาจจ้างนอกกรอบ และการมีกรอบก็ไม่แทนขั้นสรรหากับสัญญา หากเหตุจำเป็นเปลี่ยน ส่วนราชการขอเปลี่ยนกรอบได้เมื่อ คพร. เห็นชอบและแจ้งสำนักงบประมาณ ไม่ควรเปิดรับก่อนแล้วค่อยหาเหตุผลมารองรับ กรอบต้องสัมพันธ์เป้าหมายราชการและแผนงบประมาณเชิงกลยุทธ์ เสนอ คพร. เห็นชอบก่อนเชื่อมกับงบบุคคล การเปลี่ยนกรอบเมื่อมีเหตุจำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจาก คพร. และแจ้งสำนักงบประมาณ ข้อสรุปที่ให้ฝ่ายบุคคลเพิ่มอัตราเองเพราะมีงานเร่งด่วนจึงข้ามกลไก แม้ปัญหางานจะมีอยู่จริง

ประกาศ คพร. พ.ศ. 2552 ให้นิยามการสรรหาว่าเป็นการเสาะหาบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถและคุณสมบัติจำเป็นจำนวนหนึ่ง ส่วนการเลือกสรรคือการพิจารณากลุ่มนั้นเพื่อได้ผู้เหมาะสมที่สุด มาตรฐานของกระบวนการคือความรู้ ความสามารถ ทักษะ สมรรถนะ ความเท่าเทียมในโอกาส ประโยชน์ราชการ ความยุติธรรม ความโปร่งใส และความพร้อมให้ตรวจสอบ คุณสมบัติในประกาศรับสมัครจึงเป็นเงื่อนไขที่ผู้สมัครต้องมีตามเวลาที่กำหนด เจ้าหน้าที่ไม่มีอำนาจรับวุฒิที่ไม่ตรงเพียงเพราะเห็นว่าใกล้เคียง หากประกาศและหลักเกณฑ์ไม่รองรับ การขอยกเว้นหรือเพิ่มวิธีจากมาตรฐานทำได้ตามข้อ 10 วรรคสองเมื่อทำความตกลงกับ คพร. ไม่ใช่หัวหน้าส่วนราชการอนุมัติยกเว้นเอง การสรรหาและเลือกสรรต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่ คพร. กำหนด โดยปัจจุบันต้องตรวจประกาศที่ยังมีสถานะใช้ ถ้าหน่วยงานจะยกเว้นหรือเพิ่มเติมจากมาตรฐาน สามารถทำได้ด้วยการทำความตกลงกับ คพร. ไม่ใช่ออกประกาศภายในแทนการตกลง ข้อยกเว้นต้องมีเหตุและขอบเขตชัด เพื่อไม่ให้ทำลายการแข่งขัน ความเท่าเทียม ความโปร่งใส และการตรวจสอบ

ประกาศต้องมีลักษณะงาน กลุ่มและชื่อตำแหน่ง ความรับผิดชอบ ระยะจ้าง ค่าตอบแทน คุณสมบัติ วิธีสรรหาและเลือกสรร เกณฑ์ตัดสิน อายุบัญชี เงื่อนไขจ้าง และกำหนดการ ต้องเผยแพร่ในที่เปิดเผย เว็บไซต์ส่วนราชการ และเว็บไซต์สำนักงาน ก.พ. โดยแพร่ข่าวไม่น้อยกว่าห้าวันทำการก่อนรับสมัคร และเปิดรับสมัครไม่น้อยกว่าห้าวันทำการ น้ำหนักคะแนนควรสูงกับความรู้ ทักษะหรือสมรรถนะที่จำเป็นที่สุด วิธีประเมินอาจหลายวิธี แต่ต้องสัมพันธ์กับสิ่งที่ต้องการวัด เมื่อประกาศระบุคุณวุฒิเฉพาะ เจ้าหน้าที่ไม่มีอำนาจรับวุฒิอื่นเพียงเห็นว่าเรียนใกล้กัน เพราะกระทบผู้ที่อาจไม่ได้สมัครจากเงื่อนไขเดียวกัน

บัญชีมีอายุตามที่กำหนดแต่ไม่เกินสองปี และต้องเรียกรายงานตัวกับทำสัญญาภายในอายุบัญชี ถ้าเรียกรายงานตัวแล้วภายในอายุบัญชี แต่ทำสัญญาหลังบัญชีหมด ต้องทำให้เสร็จภายในสามสิบวันนับแต่หมดอายุ ตำแหน่งว่างเพิ่มที่งานและคุณสมบัติอย่างเดียวกันหรือคล้ายกันอาจใช้บัญชีเดิมได้ ตามลำดับหรือประเมินเพิ่มตามกรณี การใช้บัญชีส่วนราชการอื่นต้องประสานเจ้าของบัญชี งานและคุณสมบัติต้องเหมือนหรือคล้าย และมีการประเมินเพิ่มเติมตามหลักเกณฑ์ ไม่ใช่โอนรายชื่อมาแต่งตั้งทันที หัวหน้าส่วนราชการกับผู้รับผิดชอบงานหรือโครงการกำหนดขอบข่าย ชื่อตำแหน่ง คุณสมบัติ ระยะจ้าง ค่าตอบแทน วิธีเลือก เกณฑ์และเงื่อนไขให้เหมาะกับผู้เชี่ยวชาญระดับสูง แหล่งค้นหาอาจเป็นสถาบันการเงิน องค์การระหว่างประเทศ สมาคมอาชีพ สถานทูต ศูนย์ที่ปรึกษา หน่วยงานที่เคยจ้างงานแบบเดียวกัน หรือแหล่งอื่นที่สมเหตุผล หัวหน้าส่วนราชการหรือคณะกรรมการร่วมกับผู้รับผิดชอบโครงการคัดจากรายชื่อแล้วจึงจัดจ้างตามแบบสัญญา ความพิเศษจึงไม่ได้แปลว่าข้ามการพิสูจน์ความเหมาะสม แต่เปลี่ยนจากการแข่งขันมวลชนเป็นการค้นหาผู้เชี่ยวชาญที่ตรงภารกิจอย่างมีหลักฐาน

  1. 1วิเคราะห์ภารกิจ ผลผลิต ระยะเวลา จำนวนคน กลุ่มงาน และงบประมาณในกรอบอัตรากำลังสี่ปี
  2. 2ประกาศลักษณะงาน คุณสมบัติ วิธีประเมิน เกณฑ์ตัดสิน เงื่อนไขจ้าง และกำหนดการให้ตรวจสอบได้
  3. 3สรรหาผู้มีคุณสมบัติ แล้วเลือกสรรด้วยคณะกรรมการและเกณฑ์ที่ประกาศไว้ล่วงหน้า
  4. 4ประกาศบัญชี เรียกรายงานตัว และตรวจคุณสมบัติในช่วงเวลาที่หลักเกณฑ์กำหนด
  5. 5ทำสัญญาตามแบบ กำหนดภารกิจ ผลลัพธ์ ระยะเวลา ค่าตอบแทน สิทธิ การประเมิน และเหตุสิ้นสุด

การจ้างต้องทำเป็นสัญญาตามแบบที่ คพร. กำหนด มีหัวหน้าส่วนราชการหรือผู้ได้รับมอบหมายลงนามกับผู้ผ่านการสรรหาและเลือกสรร การเริ่มให้ทำงานโดยไม่มีสัญญาที่ถูกต้องสร้างความเสี่ยงทั้งอำนาจ งบ และสิทธิ สัญญาควรกำหนดตำแหน่ง กลุ่มงาน ภารกิจ ผลลัพธ์ ระยะเวลา ค่าตอบแทน วิธีประเมิน สิทธิ หน้าที่ วินัย และเหตุสิ้นสุดให้สอดคล้องประกาศรับสมัครและกฎหมาย ไม่เปลี่ยนสาระสำคัญหลังคัดเลือกจนเสียความเท่าเทียม ระยะจ้างโดยหลักไม่เกินคราวละสี่ปี หรือเท่าช่วงโครงการที่กำหนดวันเริ่มและสิ้นสุด อาจต่อสัญญาได้เมื่อยังจำเป็นและเหมาะสม แต่ไม่ได้เกิดสิทธิต่อสัญญาอัตโนมัติ คำสั่งปรับค่าตอบแทนตามหลักเกณฑ์ใหม่อาจแนบเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาได้ตามคำชี้แจงปัจจุบัน ไม่จำเป็นต้องพิมพ์สัญญาใหม่ทุกฉบับ เว้นแต่หน่วยงานเห็นควรแก้ให้ชัด สัญญาจ้างไม่เกินคราวละสี่ปีหรือเท่าช่วงโครงการที่มีวันเริ่มและสิ้นสุด อาจต่อได้ตามความเหมาะสมและจำเป็น แบบสัญญาเป็นไปตาม คพร. และลงนามโดยหัวหน้าส่วนราชการหรือผู้ได้รับมอบหมายกับผู้ผ่านการสรรหาและเลือกสรร การทำสัญญาคราวเดียวหกปีสำหรับงานทั่วไปจึงขัดเพดาน แม้ฝ่ายงบประมาณคาดว่าจะมีเงินครบหกปีก็ตาม

ผู้ผ่านการเลือกสรรต้องทำสัญญาตามแบบ คพร. รายละเอียดภารกิจและผลลัพธ์ควรตรงประกาศรับสมัครกับสิ่งที่ใช้ประเมิน การเพิ่มหน้าที่ที่เปลี่ยนกลุ่มงาน คุณสมบัติ หรือค่าตอบแทนอย่างมีสาระหลังรู้ตัวผู้ชนะอาจทำลายการแข่งขันเดิม จึงต้องทบทวนว่าควรเปิดสรรหาใหม่หรือแก้กรอบ ผู้ลงนามต้องมีอำนาจหรือได้รับมอบหมาย หลักฐานมอบอำนาจควรมีอยู่ก่อนหรือขณะทำสัญญา มิใช่แก้ย้อนหลังเมื่อถูกตรวจ ทุกครั้งที่มีประกาศค่าตอบแทนหรือสิทธิใหม่ ให้ทำคำสั่งหรือเอกสารแนบที่อ้างฐาน วันมีผล บุคคลและอัตราชัด เพื่อให้สัญญาอ่านต่อเนื่องได้

อ่านสรุปฉบับเต็มทุกหัวข้อ
สมาชิก PRO ระบบจะจำหัวข้อที่อ่านค้างไว้ให้ด้วย
PRO 99 บาท/เดือน
เนื้อหาฉบับเต็มต้นฉบับจาก ocsc.go.thเปิดต้นฉบับ

เนื้อหาสรุปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาส่วนบุคคล ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต