กลับไปทำข้อสอบวิชานี้

ความรู้เกี่ยวกับภารกิจของบ้านพักเด็กและครอบครัวหรือสถานสงเคราะห์

ฐานกฎหมาย การรับเหตุ การสงเคราะห์ การคุ้มครอง การจัดการรายกรณี การดูแลในสถาน และการคืนสู่ครอบครัวอย่างปลอดภัย

4 หัวข้อ · อ่านประมาณ 23 นาที

อ่านฟรีได้ 2 จาก 4 หัวข้อ50%
หัวข้อ 1

ตำแหน่งของหน่วยบริการ การรับเหตุ และการคุ้มครองฉุกเฉิน

บ้านพักเด็กและครอบครัวทำหน้าที่เป็นหน่วยรับเหตุวิกฤตและที่พักพิงชั่วคราว โดยเชื่อมการรับแจ้ง การคุ้มครองเร่งด่วน การประเมิน และการส่งต่อเข้าด้วยกัน ส่วนสถานสงเคราะห์รับผิดชอบการอุปการะและพัฒนาเด็กที่ต้องได้รับการดูแลต่อเนื่อง ความแตกต่างนี้กำหนดระยะเวลา วิธีทำงาน และผลลัพธ์ของบริการ แต่ทั้งสองหน่วยต้องประสานข้อมูลและแผนรายบุคคลอย่างต่อเนื่อง บทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง นิยามเด็กว่าเป็นบุคคลอายุต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์ เว้นแต่บรรลุนิติภาวะด้วยการสมรส และนิยามสถานแรกรับว่าเป็นสถานที่รับเด็กไว้อุปการะชั่วคราวเพื่อสืบเสาะและพินิจเด็กกับครอบครัวก่อนกำหนดวิธีสงเคราะห์หรือคุ้มครองที่เหมาะสม ขณะที่สถานสงเคราะห์เป็นสถานที่ให้การอุปการะเลี้ยงดูและพัฒนาเด็กที่พึงได้รับการสงเคราะห์ตั้งแต่หกคนขึ้นไป

บทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง กำหนดให้การปฏิบัติต่อเด็กทุกกรณียึดประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญและไม่เลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม การตัดสินใจของหน่วยบริการจึงต้องพิจารณาความปลอดภัย สุขภาพ พัฒนาการ ความสัมพันธ์กับครอบครัว ความต่อเนื่องทางการศึกษา และความเห็นของเด็กตามวัยและวุฒิภาวะ พร้อมบันทึกเหตุผลที่ตรวจสอบได้ บทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง วางหน้าที่ของผู้ปกครองให้เลี้ยงดู อบรม สั่งสอน และพัฒนาเด็กไม่ต่ำกว่ามาตรฐานขั้นต่ำตามกฎกระทรวง ทั้งต้องป้องกันภาวะที่อาจเป็นอันตรายต่อร่างกายหรือจิตใจ หลักนี้เป็นฐานของการประเมินครอบครัว การกำหนดแผนช่วยเหลือ และการพิจารณาว่าเด็กสามารถกลับไปอยู่กับผู้ปกครองได้อย่างปลอดภัยหรือไม่

บทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง กำหนดให้ปลัดกระทรวง ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ผู้มีหน้าที่ตามกฎหมาย และผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นคุ้มครองเด็กในเขตรับผิดชอบไม่ว่าเด็กจะมีผู้ปกครองหรือไม่ บุคคลดังกล่าวยังมีหน้าที่ดูแลและตรวจสอบสถานแรกรับ สถานสงเคราะห์ และสถานคุ้มครองประเภทอื่น พร้อมรายงานผลต่อคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง บ้านพักเด็กและครอบครัวให้บริการตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงเพื่อรองรับเหตุที่เกิดนอกเวลาราชการ ระบบงานจึงต้องมีเวรรับแจ้ง ผู้มีอำนาจตัดสินใจในเหตุฉุกเฉิน พื้นที่ปลอดภัย การประสานตำรวจและสถานพยาบาล ยานพาหนะ และการส่งมอบงานระหว่างเวรที่ครบถ้วน การเปิดสถานที่เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอหากกระบวนการคุ้มครองไม่พร้อมใช้งานจริง

ภารกิจบริการครอบคลุมเด็กตั้งแต่แรกเกิดถึงอายุต่ำกว่าสิบแปดปี เยาวชนอายุสิบแปดถึงยี่สิบห้าปี และครอบครัวตามขอบเขตงานของหน่วยบริการ อย่างไรก็ดี การใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กต้องยึดนิยามเด็กในบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง และฐานอำนาจเฉพาะเรื่อง การช่วยบุคคลที่มีอายุเกินเกณฑ์จึงต้องอาศัยกฎหมาย นโยบาย หรือสิทธิบริการที่เกี่ยวข้อง ผู้ประสบปัญหาสามารถเข้าถึงบริการผ่านศูนย์ช่วยเหลือสังคม 1300 หน่วยงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โรงพยาบาล ตำรวจ หน่วยงานในระบบบ้านเดียวกัน หรือการมารับบริการด้วยตนเอง ทุกช่องทางต้องส่งข้อมูลจำเป็นอย่างปลอดภัย ลดการให้ถ้อยคำซ้ำ และระบุความเร่งด่วน สถานที่เกิดเหตุ ผู้เกี่ยวข้อง และความเสี่ยงทันทีให้ชัดเจน

การมารับบริการด้วยตนเองไม่ควรถูกปฏิเสธเพียงเพราะไม่มีหนังสือส่งตัว เจ้าหน้าที่ต้องจัดพื้นที่ปลอดภัย ตรวจความจำเป็นทางการแพทย์ แยกเด็กจากบุคคลที่อาจก่ออันตราย และเก็บข้อมูลเท่าที่จำเป็นต่อการคุ้มครองในระยะแรก จากนั้นจึงเปิดเรื่อง ประเมินสภาพปัญหา และประสานพนักงานเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมาย บทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง กำหนดให้ผู้พบเด็กที่จำเป็นต้องได้รับการสงเคราะห์หรือคุ้มครองช่วยเหลือเบื้องต้นและแจ้งผู้มีหน้าที่โดยมิชักช้า แพทย์ พยาบาล นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ครู อาจารย์ และนายจ้างที่ดูแลเด็กมีหน้าที่รายงานเมื่อปรากฏชัดหรือน่าสงสัยว่ามีการทารุณกรรมหรือการเลี้ยงดูโดยมิชอบ ผู้แจ้งหรือรายงานโดยสุจริตได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย

บทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง ให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจค้น ซักถามเด็ก เรียกบุคคลหรือเอกสาร และรวบรวมข้อเท็จจริงภายใต้เงื่อนไขของกฎหมาย การนำเด็กไปยังที่ทำการเพื่อทราบข้อมูลต้องดำเนินการโดยมิชักช้าและกักไว้เกินสิบสองชั่วโมงไม่ได้ ระหว่างอยู่ในความดูแลเด็กต้องได้รับการเลี้ยงดูและรักษาพยาบาล รวมทั้งควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสังคมสงเคราะห์และการแพทย์ก่อนจัดเข้าสถานที่ดูแลเท่าที่ทำได้ การตอบสนองภาวะวิกฤตเริ่มจากการหยุดอันตราย จัดที่พักพิง อาหาร เครื่องนุ่งห่ม สุขอนามัย การรักษาพยาบาล และการดูแลสภาพจิตใจ การดำเนินการต้องรักษาศักดิ์ศรี ความเป็นส่วนตัว และความต่อเนื่องของการดูแล พร้อมบันทึกเหตุการณ์ การตัดสินใจ บุคคลที่รับผิดชอบ และกำหนดเวลาทบทวนโดยไม่ทำให้การบันทึกเป็นอุปสรรคต่อการช่วยเหลือเร่งด่วน

หัวข้อ 2

การสงเคราะห์ การคุ้มครองสวัสดิภาพ และการแยกจากอันตราย

บทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง ครอบคลุมเด็กเร่ร่อน เด็กกำพร้า เด็กถูกทอดทิ้งหรือพลัดหลง เด็กที่ผู้ปกครองไม่สามารถอุปการะได้ เด็กที่ได้รับผลกระทบจากพฤติกรรมหรืออาชีพของผู้ปกครอง เด็กที่ถูกเลี้ยงดูโดยมิชอบ ถูกแสวงหาประโยชน์ หรือถูกทารุณกรรม ตลอดจนเด็กพิการ เด็กในสภาพยากลำบาก และกลุ่มที่กฎกระทรวงกำหนด การจำแนกต้องอาศัยข้อเท็จจริงรายบุคคล มิใช่ป้ายกำกับทางสังคม บทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง เรียงทางเลือกตั้งแต่ช่วยเด็กและครอบครัวให้เลี้ยงดูเด็กได้ มอบแก่บุคคลที่เหมาะสม ดำเนินการเรื่องบุตรบุญธรรม จัดครอบครัวอุปถัมภ์หรือสถานรับเลี้ยงเด็ก ไปจนถึงสถานแรกรับ สถานสงเคราะห์ หรือสถานพัฒนาและฟื้นฟู การจัดเข้าสถานที่ตามที่กฎหมายระบุต้องจัดการเรื่องความยินยอมและคำสั่งให้ถูกต้อง พร้อมเร่งให้เด็กกลับสู่การดูแลของผู้ปกครองเมื่อปลอดภัย

บทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง เปิดทางให้ผู้ปกครองหรือญาตินำเด็กมาขอรับการสงเคราะห์จากหน่วยงานหรือสถานที่ที่กฎหมายกำหนด เมื่อยังหาวิธีที่เหมาะสมไม่ได้ พนักงานเจ้าหน้าที่อาจส่งเด็กไปสถานแรกรับก่อน หากเป็นสถานแรกรับ สถานสงเคราะห์ หรือสถานพัฒนาและฟื้นฟูของเอกชน ผู้ปกครองสวัสดิภาพต้องรายงานข้อมูลต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อดำเนินการตามกระบวนการ บทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง กำหนดให้สอบถามข้อมูลเด็กเร่ร่อน เด็กกำพร้า เด็กถูกทอดทิ้ง หรือเด็กพลัดหลง และจัดตรวจรักษาร่างกายกับจิตใจทันทีเมื่อเจ็บป่วย ต้องตรวจสุขภาพ หรือเป็นเด็กพิการ การสงเคราะห์ต้องมุ่งให้เด็กกลับสู่ครอบครัวโดยเร็ว แต่หากครอบครัวหรือสิ่งแวดล้อมไม่เหมาะสมและจำเป็นต้องคุ้มครอง ให้ใช้มาตรการคุ้มครองสวัสดิภาพตามกฎหมาย

  1. 1รับแจ้งหรือพบเหตุแล้วประเมินความปลอดภัยเร่งด่วน สุขภาพ ที่พัก และผู้ดูแล
  2. 2ใช้อำนาจคุ้มครองฉุกเฉินหรือแยกจากอันตรายเมื่อปล่อยไว้แล้วเสี่ยงเกิดความเสียหาย
  3. 3สืบเสาะเด็ก ครอบครัว ผู้เกี่ยวข้อง และสิ่งแวดล้อมโดยทีมที่มีวิชาชีพเหมาะสม
  4. 4เลือกวิธีสงเคราะห์หรือมาตรการคุ้มครองที่จำเป็นและกระทบความสัมพันธ์ครอบครัวน้อยที่สุด
  5. 5ทบทวนความเสี่ยงและเสนอคำสั่งหรือแผนระยะต่อไปพร้อมเหตุผลกับหลักฐาน

เมื่อสถานแรกรับหรือสถานสงเคราะห์รับเด็กไว้ตามช่องทางที่บทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง กำหนด บทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง ให้ผู้ปกครองสวัสดิภาพรีบสืบเสาะและพินิจเด็กกับครอบครัว แล้วเสนอความเห็นเกี่ยวกับวิธีสงเคราะห์หรือคุ้มครองรายบุคคลพร้อมประวัติต่อปลัดกระทรวงหรือผู้ว่าราชการจังหวัดโดยมิชักช้า กระบวนการนี้ต้องใช้ข้อมูลหลายด้านและระบุเหตุผลของข้อเสนออย่างตรวจสอบได้ บทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง ระบุเด็กที่ถูกทารุณกรรม เด็กที่เสี่ยงต่อการกระทำผิด และเด็กในสภาพที่กฎกระทรวงกำหนดเป็นกลุ่มที่พึงได้รับการคุ้มครองสวัสดิภาพ กรณีหนึ่งอาจมีทั้งฐานการสงเคราะห์และฐานการคุ้มครอง เจ้าหน้าที่จึงต้องเลือกมาตรการตามความเสี่ยงและความจำเป็นของเด็ก ไม่ลดทอนเด็กให้เหลือเพียงประเภทปัญหาหรือพฤติกรรมที่ปรากฏ

บทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง กำหนดให้ผู้พบเห็นหรือประสบพฤติการณ์ที่น่าเชื่อว่ามีการทารุณกรรมรีบแจ้งหรือรายงาน และให้อำนาจผู้มีหน้าที่เข้าตรวจค้นกับแยกเด็กจากครอบครัวเพื่อคุ้มครองโดยเร็วที่สุด การใช้อำนาจต้องสัมพันธ์กับความเร่งด่วน บันทึกฐานเหตุและสภาพเด็ก รักษาพยานหลักฐานที่จำเป็น และประสานการตรวจรักษาโดยคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นอันดับแรก บทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง กำหนดให้เด็กที่แยกจากเหตุทารุณกรรมได้รับการตรวจรักษาร่างกายและจิตใจทันที และอาจส่งไปสถานแรกรับระหว่างสืบเสาะเพื่อหาวิธีคุ้มครองที่เหมาะสมได้ไม่เกินเจ็ดวัน หากมีเหตุจำเป็นเพื่อประโยชน์ของเด็ก พนักงานเจ้าหน้าที่หรือพนักงานอัยการอาจขอศาลขยายระยะเวลารวมไม่เกินสามสิบวัน จึงต้องติดตามกำหนดเวลาอย่างเคร่งครัด

บทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง รองรับมาตรการของศาลเพื่อป้องกันการทารุณเด็กซ้ำ เช่น การคุมความประพฤติ การห้ามเข้าเขตกำหนด หรือการห้ามเข้าใกล้เด็ก และในเหตุเร่งด่วนศาลอาจสั่งกักขังบุคคลที่เชื่อว่าจะทำร้ายเด็กตามเงื่อนไขกฎหมาย บ้านพักต้องประสานพนักงานเจ้าหน้าที่ ตำรวจ พนักงานอัยการ และศาล พร้อมนำมาตรการที่มีผลมาใช้ในแผนความปลอดภัยจริง

อ่านสรุปฉบับเต็มทุกหัวข้อ
สมาชิก PRO ระบบจะจำหัวข้อที่อ่านค้างไว้ให้ด้วย
PRO 99 บาท/เดือน

เนื้อหาสรุปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาส่วนบุคคล ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต