สารบัญ7 หัวข้อหลัก
- 1.ขอบเขต นายจ้าง ลูกจ้าง และเหตุเนื่องจากการทำงาน
- 2.ค่ารักษา ฟื้นฟู ค่าทำศพ และค่าทดแทน
- 3.ผู้รับสิทธิ ลำดับทายาท และเหตุจำกัดการจ่าย
- 4.กองทุน คณะกรรมการ บัญชี และการตรวจสอบ
- 5.การป้องกัน ขึ้นทะเบียน เงินสมทบ และการบังคับชำระ
- 6.การแจ้งเหตุ คำร้อง คำสั่ง อุทธรณ์ และศาลแรงงาน
- 7.บทกำหนดโทษและการตรวจแหล่งกฎหมายปัจจุบัน
ขอบเขต นายจ้าง ลูกจ้าง และเหตุเนื่องจากการทำงาน
แกนของวิชานี้คือพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 ซึ่งต้องอ่านรวมข้อความแก้ไขโดยพระราชบัญญัติเงินทดแทน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561 ฉบับแก้ไขเปลี่ยนสาระสำคัญหลายจุด เช่น อัตราค่าทดแทนเป็นร้อยละ 70 ระยะกรณีทุพพลภาพไม่น้อยกว่า 15 ปี สิทธิของบุตรที่กำลังศึกษา และการบริหารกองทุน จึงห้ามใช้ตัวเลขจากตำราเก่าตอบโดยไม่ตรวจฉบับปัจจุบัน รายละเอียดจำนวนเงินจริงไม่ได้อยู่ในพระราชบัญญัติทั้งหมด ค่ารักษาพยาบาล ค่าใช้จ่ายฟื้นฟูสมรรถภาพ และค่าทำศพต้องดู กฎกระทรวง พ.ศ. 2563 ส่วนระยะเวลาจ่ายค่าทดแทน หลักคำนวณค่าจ้าง และอัตราขั้นต่ำขั้นสูงต้องดูประกาศกระทรวงแรงงานที่ออกตามบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง และบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง
นายจ้างหมายถึงผู้ซึ่งตกลงรับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้าง และรวมถึงผู้ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำงานแทนนายจ้างด้วย เพราะฉะนั้นผู้มีหน้าที่แจ้งเหตุ ส่งทะเบียน หรือดำเนินการรักษาอาจเป็นกรรมการ ผู้จัดการ หัวหน้าหน่วย หรือผู้รับมอบอำนาจ ไม่จำกัดบุคคลที่ลงชื่อในสัญญาจ้างครั้งแรก การวินิจฉัยความเป็นนายจ้างต้องดูข้อเท็จจริง เช่น ใครคัดเลือกและสั่งงาน ใครกำหนดเวลาหรือวิธีทำงาน ใครจ่ายค่าจ้าง ใครมีอำนาจลงโทษหรือเลิกจ้าง และงานนั้นเป็นส่วนหนึ่งของกิจการใคร การเรียกผู้ทำงานว่า “ฟรีแลนซ์” หรือออกเอกสารเป็นสัญญาจ้างทำของไม่ตัดสถานะลูกจ้างหากความสัมพันธ์แท้จริงเป็นการจ้างแรงงาน
ลูกจ้างคือผู้ซึ่งทำงานให้นายจ้างโดยรับค่าจ้าง ไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร แต่พระราชบัญญัติยกเว้นลูกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับงานบ้านอันมิได้มีการประกอบธุรกิจรวมอยู่ด้วย จุดชี้ขาดจึงไม่ใช่เพียงสถานที่ว่าอยู่ในบ้าน แต่คือธรรมชาติและความเชื่อมโยงของงานกับกิจการ แม่บ้านที่ทำความสะอาดบ้านส่วนตัวของครอบครัวโดยงานไม่เกี่ยวกับร้านหรือบริษัทอยู่ในข้อยกเว้นนี้ ตรงกันข้าม คนทำความสะอาดเกสต์เฮาส์ ร้านอาหารในบ้าน หรือที่พักซึ่งเปิดเป็นธุรกิจอาจเป็นลูกจ้างในระบบ เพราะงานสนับสนุนกิจการหารายได้โดยตรง
เมื่อผู้รับเหมาชั้นต้นมอบงานต่อให้ผู้รับเหมาช่วง และผู้รับเหมาช่วงมอบต่ออีก กฎหมายวางความรับผิดของผู้รับเหมาชั้นต้นและผู้รับเหมาช่วงที่อยู่เหนือขึ้นไปให้ร่วมรับผิดกับผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้าง เพื่อป้องกันการใช้สายสัญญาหลายชั้นหลีกเลี่ยงสิทธิของลูกจ้าง การวิเคราะห์ต้องเขียนผังให้เห็นเจ้าของงาน ผู้รับเหมาชั้นต้น ผู้รับเหมาช่วงแต่ละชั้น และนายจ้างที่จ่ายค่าจ้างจริง จากนั้นตรวจว่างานที่มอบต่อเป็นงานตามสัญญาเดิมและผู้ประสบเหตุทำงานในสายนั้นหรือไม่ ไม่ควรใช้คำว่า “ผู้รับเหมา” รวมทุกคนจนไม่รู้ว่าใครอยู่เหนือใคร
การประสบอันตรายครอบคลุมการที่ลูกจ้างได้รับอันตรายแก่กายหรือผลกระทบแก่จิตใจ หรือถึงแก่ความตาย เนื่องจากการทำงานให้นายจ้าง การป้องกันรักษาประโยชน์ให้นายจ้าง หรือการทำตามคำสั่งของนายจ้าง ขอบเขตจึงกว้างกว่าอุบัติเหตุหน้าเครื่องจักรในเวลางานปกติ คำว่า “เนื่องจากการทำงาน” ต้องมีความสัมพันธ์เชิงเหตุผลระหว่างงานกับอันตราย อาจเกิดทันที เช่น ของตกใส่ หรือค่อยปรากฏ เช่นการบาดเจ็บจากการยกซ้ำ หากเหตุส่วนตัวเข้ามาแทรกอย่างเด็ดขาดต้องชั่งน้ำหนักข้อเท็จจริง ไม่ใช่ใช้สถานที่หรือเวลาเป็นเกณฑ์เพียงอย่างเดียว
การเจ็บป่วยหมายถึงการที่ลูกจ้างเจ็บป่วยหรือถึงแก่ความตายด้วยโรคซึ่งเกิดขึ้นตามลักษณะหรือสภาพของงาน หรือเนื่องจากการทำงาน โรคอาจเกิดจากสารเคมี ฝุ่น เสียง การสั่นสะเทือน เชื้อโรค ท่าทางซ้ำ ความร้อน หรือปัจจัยจิตสังคมตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง โรคที่ปรากฏในบัญชีโรคจากการประกอบอาชีพช่วยชี้แนวแต่ไม่ควรแทนการพิสูจน์ทุกประเด็น ต้องดูประวัติสัมผัส ระยะเวลา ระดับความเสี่ยง อาการ ผลตรวจ งานเดิม งานอื่น และสาเหตุทั่วไป หากโรคมีหลายสาเหตุ ความเห็นแพทย์อาชีวเวชศาสตร์มีความสำคัญมาก
ค่ารักษา ฟื้นฟู ค่าทำศพ และค่าทดแทน
เงินทดแทนตามพระราชบัญญัติประกอบด้วยค่าทดแทน ค่ารักษาพยาบาล ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงาน และค่าทำศพ คำว่าเงินทดแทนในความหมายรวมจึงกว้างกว่าค่าทดแทนรายเดือน หากข้อเท็จจริงถามสิทธิทั้งหมดต้องตรวจทั้งสี่หมวดตามผลของเหตุ ค่ารักษาพยาบาลมุ่งรักษาอาการจากเหตุ ค่าฟื้นฟูมุ่งคืนความสามารถทางกายหรืออาชีพ ค่าทดแทนชดเชยรายได้หรือผลสูญเสียสมรรถภาพ และค่าทำศพช่วยผู้จัดการศพเมื่อเสียชีวิต แต่ละหมวดมีผู้รับ เงื่อนไข เอกสาร และเพดานต่างกัน
| ประเภท | วัตถุประสงค์ | ข้อเท็จจริงสำคัญ |
|---|---|---|
| ค่ารักษาพยาบาล | รักษาการบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยเนื่องจากงาน | ลักษณะการรักษา ความรุนแรง สถานพยาบาล และวงเงินตามกฎกระทรวง |
| ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงาน | คืนความสามารถทางกาย อาชีพ หรือการดำรงชีวิต | แผนฟื้นฟู อุปกรณ์ การฝึกอาชีพ และวงเงินที่ใช้บังคับ |
| ค่าทำศพ | ช่วยผู้จัดการศพเมื่อลูกจ้างตายจากเหตุเนื่องจากงาน | ผู้จัดการศพ เหตุการตาย และอัตราตามกฎกระทรวง |
| ค่าทดแทน | ชดเชยการขาดรายได้จากหยุดงาน สูญเสียสมรรถภาพ ทุพพลภาพ ตาย หรือสูญหาย | ฐานค่าจ้าง ร้อยละ 70 ประเภทผลเสีย และระยะเวลาของแต่ละกรณี |
เมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย นายจ้างต้องจัดให้ได้รับการรักษาพยาบาลทันทีตามความเหมาะสมแก่สภาพเหตุ หน้าที่เร่งด่วนนี้มาก่อนการถกเถียงว่าคำร้องจะผ่านหรือไม่ เพราะการรอเอกสารอาจทำให้อาการรุนแรงและเพิ่มค่าใช้จ่าย การจัดรักษารวมถึงปฐมพยาบาล เรียกรถพยาบาล ส่งสถานพยาบาล แจ้งข้อมูลสารเคมีหรือเหตุแก่แพทย์ และประสานการรักษาต่อเนื่อง นายจ้างไม่ควรให้ผู้บาดเจ็บเดินทางเองในสภาพไม่ปลอดภัยหรือบังคับเซ็นสละสิทธิก่อนนำส่ง
กฎกระทรวงค่ารักษาพยาบาล พ.ศ. 2563 ซึ่งแก้ไขโดยฉบับที่ 2 พ.ศ. 2567 กำหนดให้นายจ้างจ่ายเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น แต่ไม่เกิน 65,000 บาทเป็นฐานแรก วงเงินนี้ไม่ใช่เงินเหมาจ่ายให้ลูกจ้าง และไม่ใช่เพดานสุดท้ายของทุกอาการ หากเข้าเกณฑ์รุนแรงสามารถเพิ่มเป็นลำดับได้ เมื่อมีลักษณะการบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยรุนแรงตามรายการ เช่น อวัยวะภายในหรือกระดูกสำคัญเสียหาย บาดเจ็บศีรษะรุนแรง ไฟไหม้น้ำร้อนลวกมาก หรือกรณีอื่นตามเกณฑ์ สามารถจ่ายเพิ่มอีกไม่เกิน 100,000 บาท รวมระดับนี้ไม่เกิน 165,000 บาท ต้องใช้ข้อวินิจฉัยและรายการรักษา ไม่ใช่ความรู้สึกว่าอาการหนัก
การฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานมีทั้งด้านการแพทย์และด้านอาชีพ เป้าหมายไม่ใช่เพียงให้แผลหาย แต่ช่วยให้ลูกจ้างกลับไปทำงานเดิม งานปรับใหม่ หรืออาชีพที่เหมาะกับสมรรถภาพที่เหลือ จึงต้องเริ่มวางแผนตั้งแต่ระยะรักษาและประเมินงานจริงร่วมกับลูกจ้าง กฎกระทรวง พ.ศ. 2563 กำหนดค่าฟื้นฟูด้านการแพทย์สำหรับกายภาพบำบัดไม่เกินวันละ 200 บาท กิจกรรมบำบัดไม่เกินวันละ 100 บาท และเมื่อรวมกันไม่เกิน 24,000 บาท ต้องเป็นบริการที่จำเป็นตามแผน ไม่ใช่เบิกตามจำนวนวันโดยไม่มีบันทึกผล
บทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง กำหนดค่าทดแทนรายเดือนเป็นร้อยละ 70 ของค่าจ้างรายเดือนในสี่กรณี ได้แก่ ไม่สามารถทำงาน สูญเสียสมรรถภาพในการทำงาน ทุพพลภาพ และตายหรือสูญหาย การจำร้อยละเดียวไม่พอ เพราะแต่ละกรณีมีจุดเริ่ม ระยะเวลา และผู้รับต่างกัน กรณีไม่สามารถทำงานจ่ายตั้งแต่วันแรกที่ไม่สามารถทำงานได้ แต่รวมไม่เกินหนึ่งปี กรณีสูญเสียสมรรถภาพจ่ายตามประเภทและระยะที่ประกาศกำหนดแต่ไม่เกินสิบปี กรณีทุพพลภาพจ่ายตามประเภทและระยะที่กำหนดไม่น้อยกว่าสิบห้าปี และกรณีตายหรือสูญหายจ่ายสิบปี
บทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง ใช้ค่าจ้างรายเดือนเป็นฐาน ส่วนบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง ให้อำนาจกำหนดหลักคำนวณและอัตราขั้นต่ำขั้นสูงในประกาศกระทรวงแรงงาน ผู้มีรายเดือน รายวัน ตามผลงาน หรือได้รับค่าจ้างหลายรูปแบบจึงต้องแปลงตามวิธีที่ประกาศใช้ ไม่ใช้สูตรเดียวจากความเคยชิน ประกาศปัจจุบันวางเพดานค่าทดแทนรายเดือนไว้ตามฐานค่าจ้างสูงสุดที่กำหนด โดยอัตราร้อยละ 70 ทำให้เพดานค่าทดแทนอยู่ที่ 14,000 บาทต่อเดือน การกล่าวตัวเลขต้องผูกกับประกาศปัจจุบัน เพราะตำราเก่าอาจยังระบุเพดาน 9,000 บาทจากกติกาก่อนแก้ไข
เนื้อหาสรุปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาส่วนบุคคล ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต