สารบัญ6 หัวข้อหลัก
- 1.สถานะ ฐานกฎหมาย และวัตถุประสงค์ของการปฏิรูป
- 2.ระบบการศึกษา ปฐมวัย ความเสมอภาค และวิชาชีพครู
- 3.การเรียนรู้ฐานสมรรถนะ คุณภาพ อาชีวศึกษา อุดมศึกษา และโครงสร้าง
- 4.การพลิกโฉมด้วยดิจิทัลและเหตุผลของแผนฉบับปรับปรุง
- 5.ห้ากิจกรรมปฏิรูปขนาดใหญ่และความสัมพันธ์กับแผนเดิม
- 6.ห่วงโซ่ผลสัมฤทธิ์ การติดตาม ความรับผิด และการส่งต่อภารกิจ
สถานะ ฐานกฎหมาย และวัตถุประสงค์ของการปฏิรูป
แผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาเป็นแผนระดับที่ 2 ซึ่งจัดทำขึ้นภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และกฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ เนื้อหาต้องพิจารณาทั้งแผนเดิมที่ประกาศในปี 2562 และแผนฉบับปรับปรุงที่ประกาศในปี 2564 โดยแยกฐานกฎหมาย โครงสร้างสาระ กลไกดำเนินงาน และสถานะภายหลังสิ้นสุดระยะเวลาให้ชัดเจน สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระบุว่า การดำเนินการตามแผนการปฏิรูปประเทศสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2565 จึงไม่ควรอธิบายแผนดังกล่าวว่าเป็นแผนที่ยังอยู่ในช่วงดำเนินการตามกรอบเวลาเดิม อย่างไรก็ดี ประเด็นปฏิรูปที่ยังจำเป็นได้รับการถ่ายทอดไปสู่แผนระดับที่ 2 ฉบับอื่นและภารกิจปกติของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
เอกสารหลักประกอบด้วยแผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาที่ประกาศใช้ในปี 2562 ซึ่งกำหนด 4 วัตถุประสงค์ 7 เรื่อง และ 29 ประเด็นปฏิรูป ต่อมามีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่องแผนการปฏิรูปประเทศฉบับปรับปรุงในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2564 ซึ่งมุ่งกิจกรรมที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อประชาชนอย่างมีนัยสำคัญจำนวน 5 กิจกรรม รัฐธรรมนูญหมวด 16 ว่าด้วยการปฏิรูปประเทศ โดยบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง กำหนดเป้าหมายทั่วไปให้ประเทศมีความสงบเรียบร้อย ความสามัคคี การพัฒนาอย่างยั่งยืนตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ความเป็นธรรมทางสังคม และการมีส่วนร่วมของประชาชน หลักดังกล่าวเป็นฐานสำหรับออกแบบการปฏิรูปด้านการศึกษาให้เชื่อมโยงคุณภาพ ความเสมอภาค และประสิทธิภาพของระบบ
บทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง กำหนดสาระสำคัญด้านการศึกษา ได้แก่ การเริ่มดูแลและพัฒนาเด็กเล็กก่อนเข้ารับการศึกษา การตรากฎหมายเพื่อจัดตั้งกองทุนลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา การมีกลไกผลิต คัดกรอง และพัฒนาครูอาจารย์อย่างมีคุณภาพ ตลอดจนการปรับการจัดการเรียนรู้ให้เหมาะกับความถนัดของผู้เรียนและปรับโครงสร้างหน่วยงานให้สอดคล้องกันทั้งระดับชาติและระดับพื้นที่ บทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง กำหนดให้การปฏิรูปด้านการศึกษาตามบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง เริ่มดำเนินการภายในหนึ่งปีนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ และให้มีคณะกรรมการที่มีความเป็นอิสระซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งภายในหกสิบวัน กลไกนี้ทำหน้าที่ศึกษา จัดทำข้อเสนอแนะ และร่างกฎหมายที่จำเป็น เพื่อให้การปฏิรูปมีจุดเริ่มต้นและผู้รับผิดชอบที่ตรวจสอบได้
พระราชบัญญัติแผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. 2560 วางกระบวนการจัดทำแผน การประสานงาน การติดตาม การรายงาน และความเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ หน่วยงานของรัฐจึงต้องนำกิจกรรมตามแผนไปบรรจุในแผนปฏิบัติราชการและงบประมาณ พร้อมรายงานความก้าวหน้าตามระบบที่กำหนด มิใช่ดำเนินโครงการโดยแยกขาดจากผลสัมฤทธิ์ระดับประเทศ แผนปี 2562 จัดทำโดยคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ผ่านการศึกษาปัญหา รับฟังความคิดเห็น และเชื่อมโยงข้อเสนอด้านกฎหมาย ระบบบริหาร การพัฒนาครู หลักสูตร การประเมิน และเทคโนโลยี เนื้อหาจึงครอบคลุมตั้งแต่ปฐมวัยถึงอุดมศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต รวมทั้งมิติที่อยู่ภายนอกสถานศึกษาแต่ส่งผลต่อโอกาสและคุณภาพการเรียนรู้
วัตถุประสงค์ที่หนึ่งคือยกระดับคุณภาพของการจัดการศึกษา ครอบคลุมผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน คุณภาพครู อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา คุณภาพหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ ตลอดจนระบบสถานศึกษาและปัจจัยสนับสนุน การวัดความสำเร็จจึงต้องเชื่อมตั้งแต่ทรัพยากรและกระบวนการไปถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดแก่ผู้เรียนจริง วัตถุประสงค์ที่สองคือการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยสร้างความเสมอภาคในการเข้าถึง โอกาส ทางเลือก และประโยชน์จากการศึกษา ความเสมอภาคไม่หมายถึงการจัดสรรทรัพยากรเท่ากันทุกแห่ง แต่หมายถึงการจัดการตามระดับความจำเป็นและอุปสรรคของแต่ละบุคคล กลุ่ม และพื้นที่ เพื่อให้ผลลัพธ์มีความเป็นธรรมมากขึ้น
วัตถุประสงค์ที่สามคือการมุ่งความเป็นเลิศและสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การศึกษาจึงต้องพัฒนาศักยภาพมนุษย์ทั้งความรู้ ทักษะ สมรรถนะ คุณลักษณะ การสร้างสรรค์ และความสามารถใช้เทคโนโลยี เชื่อมการผลิตกำลังคน การวิจัย และนวัตกรรมกับทิศทางเศรษฐกิจ สังคม และความต้องการของพื้นที่โดยไม่ละทิ้งคุณค่าความเป็นมนุษย์ วัตถุประสงค์ที่สี่คือปรับปรุงระบบการศึกษาให้มีประสิทธิภาพ ใช้ทรัพยากรคุ้มค่า มีความคล่องตัว รองรับความหลากหลาย และมีธรรมาภิบาล การกระจายอำนาจต้องมาพร้อมความรับผิดรับชอบ ข้อมูลที่เชื่อถือได้ การเปิดเผยที่เหมาะสม และกลไกตรวจสอบ ส่วนการลดขั้นตอนต้องไม่ลดทอนมาตรฐาน คุณภาพ หรือการคุ้มครองผู้เรียน แผนให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ตลอดชีวิตมากกว่าการรับรองวุฒิการศึกษาเพียงอย่างเดียว ระบบควรเปิดทางให้บุคคลเรียนรู้ได้ตามช่วงวัยและบริบท เชื่อมการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย รวมถึงยอมรับผลการเรียนรู้และประสบการณ์ที่ตรวจสอบได้ แนวทางนี้ช่วยให้ประชาชนปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของงาน เทคโนโลยี และสังคมได้ต่อเนื่อง
ระบบการศึกษา ปฐมวัย ความเสมอภาค และวิชาชีพครู
แผนเดิมจัดสาระเป็น 7 เรื่อง 29 ประเด็นปฏิรูป โดยจำนวนประเด็นในแต่ละเรื่องเรียงเป็น 5, 2, 3, 5, 8, 3 และ 3 ตามลำดับ โครงสร้างนี้ทำให้เห็นว่างานปฏิรูปไม่ได้จำกัดอยู่ที่การเรียนการสอน แต่รวมถึงกฎหมาย ปฐมวัย ความเหลื่อมล้ำ วิชาชีพครู โครงสร้างหน่วยงาน และระบบดิจิทัลที่ต้องขับเคลื่อนสัมพันธ์กัน เรื่องที่หนึ่งว่าด้วยการปฏิรูประบบการศึกษาและการเรียนรู้โดยรวมผ่านพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่และกฎหมายลำดับรอง มี 5 ประเด็น ได้แก่ กฎหมายการศึกษาแห่งชาติและการปรับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ความร่วมมือระหว่างรัฐ ท้องถิ่น และเอกชน การศึกษาสำหรับพัฒนาตนเองและการเรียนรู้ตลอดชีวิต การทบทวนแผนการศึกษาแห่งชาติ และการจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ
| เรื่อง | จำนวนประเด็น | แกนการเปลี่ยนแปลง |
|---|---|---|
| ระบบการศึกษาและกฎหมาย | 5 | กฎหมายใหม่ ความร่วมมือ การเรียนรู้ตลอดชีวิต แผนชาติ และกลไกนโยบาย |
| เด็กเล็กและเด็กก่อนวัยเรียน | 2 | พัฒนาเด็กปฐมวัยครบด้านและสร้างความเข้าใจแก่สังคม |
| ลดความเหลื่อมล้ำ | 3 | โอกาส คุณภาพ ผู้พิการและผู้มีความต้องการเฉพาะ รวมถึงกลไกกองทุน |
| กลไกผลิตและพัฒนาครู | 5 | การผลิต พัฒนา เส้นทางวิชาชีพ ผู้บริหาร และองค์กรวิชาชีพ |
| การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 | 8 | หลักสูตร การวัดผล คุณภาพ ความปลอดภัย อาชีวศึกษาและอุดมศึกษา |
| โครงสร้างหน่วยงาน | 3 | อิสระของสถานศึกษา พื้นที่นวัตกรรม และโครงสร้างกระทรวง |
| การเรียนรู้ดิจิทัล | 3 | แพลตฟอร์ม ข้อมูลขนาดใหญ่ และความเป็นพลเมืองดิจิทัล |
การตรากฎหมายใหม่มีความหมายมากกว่าการเปลี่ยนถ้อยคำ เพราะต้องทำให้บทบาทของรัฐ สถานศึกษา ครู ครอบครัว ชุมชน และภาคส่วนอื่นชัดเจน ลดข้อขัดแย้งระหว่างอำนาจหน้าที่ และสร้างระบบคุ้มครองสิทธิของผู้เรียน กฎหมายลำดับรอง ระเบียบ งบประมาณ และระบบข้อมูลต้องสอดคล้องกับหลักการเดียวกัน มิฉะนั้นการเปลี่ยนแปลงจะหยุดอยู่ที่ระดับเอกสาร เรื่องที่สองมี 2 ประเด็น ครอบคลุมการพัฒนาระบบดูแล พัฒนา และจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัยอย่างบูรณาการ และการสื่อสารหรือส่งเสริมความรู้แก่พ่อแม่ ผู้ปกครอง และผู้ดูแล เด็กต้องได้รับการพัฒนาอย่างสมวัยทั้งร่างกาย จิตใจ วินัย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา โดยบริการด้านสุขภาพ สวัสดิการ และการศึกษาต้องเชื่อมข้อมูลและการช่วยเหลือกัน
คุณภาพปฐมวัยต้องพิจารณาทั้งมาตรฐานสถานพัฒนาเด็ก บุคลากร สภาพแวดล้อม ความปลอดภัย โภชนาการ การคัดกรองพัฒนาการ และการมีส่วนร่วมของครอบครัว การส่งต่อข้อมูลเมื่อเด็กย้ายจากบ้านหรือศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเข้าสู่โรงเรียนต้องจำกัดเท่าที่จำเป็นและใช้เพื่อสนับสนุนเด็กอย่างต่อเนื่อง ไม่สร้างตราบาปหรือการแบ่งแยก เรื่องที่สามมี 3 ประเด็น ได้แก่ การดำเนินงานของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา การจัดการศึกษาสำหรับบุคคลพิการ บุคคลที่มีความสามารถพิเศษ และบุคคลที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ และการยกระดับคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็กหรือสถานศึกษาที่ขาดแคลน การสนับสนุนต้องอาศัยข้อมูลความจำเป็นรายบุคคลและรายพื้นที่ มิใช่เกณฑ์เฉลี่ยเพียงค่าเดียว
การลดความเหลื่อมล้ำต้องมีระบบค้นหา เฝ้าระวัง และช่วยเหลือผู้เรียนที่เสี่ยงหลุดออกจากระบบ โดยเชื่อมสถานศึกษา ครอบครัว องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยสุขภาพ และหน่วยสวัสดิการ การติดตามผลควรครอบคลุมการกลับเข้าสู่การศึกษา การคงอยู่ การสำเร็จ และเส้นทางต่อเนื่อง มิใช่นับเพียงจำนวนผู้ได้รับเงินหรือจำนวนครั้งที่ติดต่อ เรื่องที่สี่มี 5 ประเด็น ได้แก่ การผลิตและคัดกรองครูให้มีคุณภาพตรงความต้องการของประเทศ การพัฒนาวิชาชีพครู เส้นทางวิชาชีพพร้อมค่าตอบแทนและสวัสดิการที่เหมาะสม การพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษา และองค์กรวิชาชีพครูกับการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ระบบทั้งหมดต้องเชื่อมมาตรฐานวิชาชีพ ความต้องการกำลังคน คุณภาพสถาบันผลิต และผลลัพธ์จากการปฏิบัติงานจริง
การผลิตครูที่มีคุณภาพเริ่มจากการกำหนดสมรรถนะที่จำเป็น คัดเลือกผู้เรียนครูอย่างเหมาะสม จัดประสบการณ์ฝึกปฏิบัติในสถานศึกษา และประเมินความพร้อมก่อนเข้าสู่วิชาชีพ การวางแผนจำนวนและสาขาต้องใช้ข้อมูลความต้องการของระบบเพื่อลดทั้งภาวะขาดแคลนและการผลิตเกิน ส่วนการบรรจุต้องโปร่งใส เป็นธรรม และให้ความสำคัญกับความเหมาะสมต่อบริบทผู้เรียน การพัฒนาครูควรเริ่มจากข้อมูลผู้เรียนและปัญหาการจัดการเรียนรู้ ใช้การเรียนรู้ผ่านงานจริง การนิเทศ การให้คำปรึกษา และชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ พร้อมติดตามการนำไปใช้ในห้องเรียน การลดภาระงานควรตัดงานซ้ำซ้อน ใช้ข้อมูลชุดเดียวร่วมกัน และรักษาเฉพาะหลักฐานที่จำเป็นต่อความรับผิดรับชอบและการพัฒนาคุณภาพ
เนื้อหาสรุปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาส่วนบุคคล ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต