กลับไปทำข้อสอบวิชานี้

ความรู้ในหลักวิชาการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

อ่านระบอบไทยจากเจ้าของอำนาจและพระราชสถานะ ผ่านองค์กรผู้ใช้อำนาจ หลักคุ้มครองประชาชน การมีส่วนร่วม และวัฒนธรรมพลเมืองที่ทำให้รัฐธรรมนูญทำงานจริง

6 หัวข้อ · อ่านประมาณ 25 นาที · มีต้นฉบับจาก senate.go.th

เปิดเนื้อหาฉบับเต็ม
อ่านฟรีได้ 2 จาก 6 หัวข้อ33%
หัวข้อ 1

บทที่ 1 เจ้าของอำนาจ รูปแบบรัฐ และความหมายของระบอบไทย

ประชาธิปไตยมีทั้งความหมายเป็นรูปแบบการปกครองและเป็นวิธีอยู่ร่วมกันทางการเมือง ในฐานะรูปแบบการปกครอง ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจสูงสุดและมีส่วนกำหนดผู้ปกครอง กฎหมาย กับนโยบายสาธารณะ ในฐานะวิถีชีวิต ประชาชนยอมรับความเสมอภาค ใช้เหตุผล เคารพกติกา รับฟังความเห็นต่าง และแก้ความขัดแย้งโดยสันติ การมีการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียวจึงยังไม่ครบ หากอำนาจรัฐไม่อยู่ใต้กฎหมาย สิทธิเสรีภาพไม่ถูกคุ้มครอง หรือประชาชนไม่สามารถตรวจสอบผู้ใช้อำนาจได้ ระบอบประชาธิปไตยต้องมองทั้งที่มาของอำนาจ วิธีใช้อำนาจ และผลที่เกิดกับศักดิ์ศรีของคน

รัฐธรรมนูญกำหนดให้ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้ และมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (มักออกสอบ) สองข้อความนี้ทำหน้าที่ต่างกัน ข้อแรกบอกลักษณะของรัฐและเอกภาพแห่งอาณาเขต ส่วนข้อหลังบอกรูปแบบการปกครองกับประมุขของรัฐ การอ่านคำว่า “ประชาธิปไตย” แยกจาก “พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” จึงทำให้โครงรัฐธรรมนูญขาดส่วนสำคัญ ระบอบไทยประกอบสองฐานพร้อมกัน คืออำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย และพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางองค์กรตามรัฐธรรมนูญ

เอกสารของวุฒิสภาอธิบายลักษณะสำคัญสามประการ ได้แก่ อำนาจการปกครองเป็นของประชาชน ประชาชนใช้อำนาจได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม และพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของรัฐภายใต้รัฐธรรมนูญ (มักออกสอบ) องค์ประกอบแรกตอบว่าใครเป็นเจ้าของอำนาจ องค์ประกอบที่สองตอบว่าเจตจำนงของเจ้าของอำนาจเข้าสู่การตัดสินใจอย่างไร ส่วนองค์ประกอบที่สามตอบว่ารัฐมีประมุขในรูปแบบใดและพระราชสถานะสัมพันธ์กับองค์กรผู้ใช้อำนาจอย่างไร เมื่อประกอบกันจึงได้ระบอบที่ประชาชนเป็นฐานความชอบธรรม มีรัฐธรรมนูญเป็นกรอบ และมีสถาบันทางการเมืองทำหน้าที่ต่อเนื่อง

พัฒนาการสำคัญของไทยอยู่ที่การเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ พ.ศ. 2475 จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เข้าสู่ระบอบรัฐธรรมนูญที่ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย การเปลี่ยนดังกล่าวมิได้หมายความว่าประชาชนทุกคนต้องบริหารประเทศด้วยตนเองทุกเรื่อง แต่เปลี่ยนฐานของอำนาจและสร้างสถาบันผู้แทน รัฐบาล ศาล รวมทั้งช่องทางมีส่วนร่วม รัฐธรรมนูญจึงเป็นทั้งกติกาจัดตั้งองค์กร กำหนดขอบเขตอำนาจ และคุ้มครองประชาชนจากการใช้อำนาจโดยพลการ ระบอบจะทำงานได้ต่อเมื่อสถาบันเคารพกติกาและประชาชนใช้สิทธิควบคู่หน้าที่อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เฉพาะวันเลือกตั้ง

ภาพจำที่แม่นยำจึงเริ่มจาก “ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจ พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และทุกองค์กรใช้อำนาจภายใต้รัฐธรรมนูญ” ประโยคนี้เชื่อมหลักประชาธิปไตยกับรูปแบบประมุขของรัฐโดยไม่สับสนว่าองค์กรใดเป็นเจ้าของอำนาจเอง รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานรัฐได้รับอำนาจจากรัฐธรรมนูญเพื่อทำหน้าที่ มิใช่ครอบครองอำนาจอย่างไร้ขอบเขต ทุกองค์กรจึงต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และหลักนิติธรรม เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชน หลักนี้เป็นสะพานไปสู่เรื่องการแบ่งหน้าที่และการตรวจสอบถ่วงดุล

หัวข้อ 2

บทที่ 2 พระมหากษัตริย์ในฐานะประมุขของรัฐภายใต้รัฐธรรมนูญ

พระมหากษัตริย์ทรงดำรงฐานะประมุขของรัฐ มิใช่หัวหน้ารัฐบาล การเป็นประมุขสะท้อนความต่อเนื่องและเอกภาพของรัฐ ขณะที่การกำหนดและบริหารนโยบายสาธารณะเป็นหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีซึ่งต้องรับผิดชอบตามรัฐธรรมนูญและต่อรัฐสภา การแยกสองฐานะนี้ช่วยป้องกันความสับสนระหว่างสัญลักษณ์และความต่อเนื่องของรัฐกับการแข่งขันทางการเมืองรายวัน พระราชสถานะจึงสัมพันธ์กับรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และธรรมเนียมการปกครอง ส่วนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจและการใช้งบประมาณที่ตนเสนอหรือดำเนินการ

รัฐธรรมนูญบัญญัติให้พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ พร้อมกำหนดพระราชสถานะสำคัญ เช่น ทรงเป็นพุทธมามกะและอัครศาสนูปถัมภก และทรงดำรงตำแหน่งจอมทัพไทย บทบัญญัติเหล่านี้ต้องอ่านร่วมกับหลักที่ว่าทรงใช้อำนาจอธิปไตยทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาลตามรัฐธรรมนูญ จึงไม่ใช่การให้อำนาจนอกเหนือกติกา แต่เป็นการจัดวางประมุขของรัฐไว้ในระบบรัฐธรรมนูญ ความสัมพันธ์ระหว่างพระราชสถานะกับองค์กรเหล่านี้ปรากฏผ่านกระบวนการทางนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการตามที่กฎหมายกำหนด

หลักผู้รับสนองพระบรมราชโองการเป็นกลไกเชื่อมพระราชกรณียกิจกับความรับผิดชอบในระบบรัฐธรรมนูญ พระบรมราชโองการเกี่ยวกับราชการแผ่นดินโดยหลักมีผู้รับสนองตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ผู้รับสนองเป็นผู้รับผิดชอบทางกฎหมายหรือการเมืองต่อการดำเนินการนั้น ทำให้พระมหากษัตริย์ไม่ถูกดึงเข้าสู่ความขัดแย้งระหว่างพรรคหรือฝ่ายทางการเมือง กลไกนี้ต้องเข้าใจคู่กับการที่คณะรัฐมนตรีบริหารราชการแผ่นดินและรับผิดชอบต่อการใช้อำนาจของตน จึงไม่ควรอธิบายว่าพระมหากษัตริย์ทรงบริหารประเทศแทนรัฐบาล หรือว่ารัฐบาลกระทำโดยไม่ต้องรับผิดเพราะมีรูปแบบพระราชโองการ

พระราชสถานะเหนือการเมืองหมายถึงไม่ทรงอยู่ในฐานะคู่แข่งขันเพื่ออำนาจรัฐบาลและไม่ทรงเป็นฝ่ายในข้อขัดแย้งทางพรรคการเมือง ความเป็นกลางเช่นนี้ทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ดำรงบทบาทเป็นศูนย์รวมจิตใจและสัญลักษณ์ความต่อเนื่องของชาติได้ การรักษาพระราชสถานะเหนือการเมืองเป็นความรับผิดชอบของทุกฝ่าย นักการเมือง หน่วยงานรัฐ สื่อ และประชาชนไม่ควรดึงสถาบันมาใช้สร้างความได้เปรียบหรือโจมตีคู่ขัดแย้ง การถกเถียงทางการเมืองควรมุ่งที่นโยบาย การกระทำ และความรับผิดชอบของผู้ใช้อำนาจซึ่งอยู่ในระบบตรวจสอบได้

การเข้าใจพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญจึงต้องถือหลักสามชั้นพร้อมกัน ชั้นแรกคือพระราชสถานะประมุขของรัฐซึ่งได้รับความคุ้มครองและเป็นสัญลักษณ์แห่งเอกภาพ ชั้นที่สองคือการทรงใช้อำนาจอธิปไตยทางองค์กรที่รัฐธรรมนูญกำหนด ชั้นที่สามคือความรับผิดชอบของผู้รับสนองและองค์กรผู้ตัดสินใจ เมื่อครบสามชั้นจะเห็นว่าระบอบมิได้วางพระมหากษัตริย์กับประชาชนเป็นคู่ตรงข้าม แต่จัดให้ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจ มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และให้องค์กรการเมืองกับกฎหมายรับภาระตัดสินใจและตรวจสอบภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญเดียวกัน

อ่านสรุปฉบับเต็มทุกหัวข้อ
สมาชิก PRO ระบบจะจำหัวข้อที่อ่านค้างไว้ให้ด้วย
PRO 99 บาท/เดือน
เนื้อหาฉบับเต็มต้นฉบับจาก senate.go.thเปิดต้นฉบับ

เนื้อหาสรุปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาส่วนบุคคล ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต

สรุปความรู้ในหลักวิชาการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัต… | ติวสอบภาค ข