สารบัญ6 หัวข้อหลัก
- 1.บทที่ 1 เจ้าของอำนาจ รูปแบบรัฐ และความหมายของระบอบไทย
- 2.บทที่ 2 พระมหากษัตริย์ในฐานะประมุขของรัฐภายใต้รัฐธรรมนูญ
- 3.บทที่ 3 อำนาจอธิปไตยจากปวงชนสู่รัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล
- 4.บทที่ 4 หลักประชาธิปไตยที่จำกัดอำนาจและคุ้มครองความเป็นมนุษย์
- 5.บทที่ 5 การมีส่วนร่วมจากการเลือกตั้งถึงการตรวจสอบนโยบาย
- 6.บทที่ 6 พลเมืองประชาธิปไตยและวัฒนธรรมการเมืองที่ทำให้กติกามีชีวิต
บทที่ 1 เจ้าของอำนาจ รูปแบบรัฐ และความหมายของระบอบไทย
ประชาธิปไตยมีทั้งความหมายเป็นรูปแบบการปกครองและเป็นวิธีอยู่ร่วมกันทางการเมือง ในฐานะรูปแบบการปกครอง ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจสูงสุดและมีส่วนกำหนดผู้ปกครอง กฎหมาย กับนโยบายสาธารณะ ในฐานะวิถีชีวิต ประชาชนยอมรับความเสมอภาค ใช้เหตุผล เคารพกติกา รับฟังความเห็นต่าง และแก้ความขัดแย้งโดยสันติ การมีการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียวจึงยังไม่ครบ หากอำนาจรัฐไม่อยู่ใต้กฎหมาย สิทธิเสรีภาพไม่ถูกคุ้มครอง หรือประชาชนไม่สามารถตรวจสอบผู้ใช้อำนาจได้ ระบอบประชาธิปไตยต้องมองทั้งที่มาของอำนาจ วิธีใช้อำนาจ และผลที่เกิดกับศักดิ์ศรีของคน
รัฐธรรมนูญกำหนดให้ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้ และมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (มักออกสอบ) สองข้อความนี้ทำหน้าที่ต่างกัน ข้อแรกบอกลักษณะของรัฐและเอกภาพแห่งอาณาเขต ส่วนข้อหลังบอกรูปแบบการปกครองกับประมุขของรัฐ การอ่านคำว่า “ประชาธิปไตย” แยกจาก “พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” จึงทำให้โครงรัฐธรรมนูญขาดส่วนสำคัญ ระบอบไทยประกอบสองฐานพร้อมกัน คืออำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย และพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางองค์กรตามรัฐธรรมนูญ
เอกสารของวุฒิสภาอธิบายลักษณะสำคัญสามประการ ได้แก่ อำนาจการปกครองเป็นของประชาชน ประชาชนใช้อำนาจได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม และพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของรัฐภายใต้รัฐธรรมนูญ (มักออกสอบ) องค์ประกอบแรกตอบว่าใครเป็นเจ้าของอำนาจ องค์ประกอบที่สองตอบว่าเจตจำนงของเจ้าของอำนาจเข้าสู่การตัดสินใจอย่างไร ส่วนองค์ประกอบที่สามตอบว่ารัฐมีประมุขในรูปแบบใดและพระราชสถานะสัมพันธ์กับองค์กรผู้ใช้อำนาจอย่างไร เมื่อประกอบกันจึงได้ระบอบที่ประชาชนเป็นฐานความชอบธรรม มีรัฐธรรมนูญเป็นกรอบ และมีสถาบันทางการเมืองทำหน้าที่ต่อเนื่อง
พัฒนาการสำคัญของไทยอยู่ที่การเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ พ.ศ. 2475 จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เข้าสู่ระบอบรัฐธรรมนูญที่ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย การเปลี่ยนดังกล่าวมิได้หมายความว่าประชาชนทุกคนต้องบริหารประเทศด้วยตนเองทุกเรื่อง แต่เปลี่ยนฐานของอำนาจและสร้างสถาบันผู้แทน รัฐบาล ศาล รวมทั้งช่องทางมีส่วนร่วม รัฐธรรมนูญจึงเป็นทั้งกติกาจัดตั้งองค์กร กำหนดขอบเขตอำนาจ และคุ้มครองประชาชนจากการใช้อำนาจโดยพลการ ระบอบจะทำงานได้ต่อเมื่อสถาบันเคารพกติกาและประชาชนใช้สิทธิควบคู่หน้าที่อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เฉพาะวันเลือกตั้ง
ภาพจำที่แม่นยำจึงเริ่มจาก “ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจ พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และทุกองค์กรใช้อำนาจภายใต้รัฐธรรมนูญ” ประโยคนี้เชื่อมหลักประชาธิปไตยกับรูปแบบประมุขของรัฐโดยไม่สับสนว่าองค์กรใดเป็นเจ้าของอำนาจเอง รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานรัฐได้รับอำนาจจากรัฐธรรมนูญเพื่อทำหน้าที่ มิใช่ครอบครองอำนาจอย่างไร้ขอบเขต ทุกองค์กรจึงต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และหลักนิติธรรม เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชน หลักนี้เป็นสะพานไปสู่เรื่องการแบ่งหน้าที่และการตรวจสอบถ่วงดุล
บทที่ 2 พระมหากษัตริย์ในฐานะประมุขของรัฐภายใต้รัฐธรรมนูญ
พระมหากษัตริย์ทรงดำรงฐานะประมุขของรัฐ มิใช่หัวหน้ารัฐบาล การเป็นประมุขสะท้อนความต่อเนื่องและเอกภาพของรัฐ ขณะที่การกำหนดและบริหารนโยบายสาธารณะเป็นหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีซึ่งต้องรับผิดชอบตามรัฐธรรมนูญและต่อรัฐสภา การแยกสองฐานะนี้ช่วยป้องกันความสับสนระหว่างสัญลักษณ์และความต่อเนื่องของรัฐกับการแข่งขันทางการเมืองรายวัน พระราชสถานะจึงสัมพันธ์กับรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และธรรมเนียมการปกครอง ส่วนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจและการใช้งบประมาณที่ตนเสนอหรือดำเนินการ
รัฐธรรมนูญบัญญัติให้พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ พร้อมกำหนดพระราชสถานะสำคัญ เช่น ทรงเป็นพุทธมามกะและอัครศาสนูปถัมภก และทรงดำรงตำแหน่งจอมทัพไทย บทบัญญัติเหล่านี้ต้องอ่านร่วมกับหลักที่ว่าทรงใช้อำนาจอธิปไตยทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาลตามรัฐธรรมนูญ จึงไม่ใช่การให้อำนาจนอกเหนือกติกา แต่เป็นการจัดวางประมุขของรัฐไว้ในระบบรัฐธรรมนูญ ความสัมพันธ์ระหว่างพระราชสถานะกับองค์กรเหล่านี้ปรากฏผ่านกระบวนการทางนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการตามที่กฎหมายกำหนด
หลักผู้รับสนองพระบรมราชโองการเป็นกลไกเชื่อมพระราชกรณียกิจกับความรับผิดชอบในระบบรัฐธรรมนูญ พระบรมราชโองการเกี่ยวกับราชการแผ่นดินโดยหลักมีผู้รับสนองตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ผู้รับสนองเป็นผู้รับผิดชอบทางกฎหมายหรือการเมืองต่อการดำเนินการนั้น ทำให้พระมหากษัตริย์ไม่ถูกดึงเข้าสู่ความขัดแย้งระหว่างพรรคหรือฝ่ายทางการเมือง กลไกนี้ต้องเข้าใจคู่กับการที่คณะรัฐมนตรีบริหารราชการแผ่นดินและรับผิดชอบต่อการใช้อำนาจของตน จึงไม่ควรอธิบายว่าพระมหากษัตริย์ทรงบริหารประเทศแทนรัฐบาล หรือว่ารัฐบาลกระทำโดยไม่ต้องรับผิดเพราะมีรูปแบบพระราชโองการ
พระราชสถานะเหนือการเมืองหมายถึงไม่ทรงอยู่ในฐานะคู่แข่งขันเพื่ออำนาจรัฐบาลและไม่ทรงเป็นฝ่ายในข้อขัดแย้งทางพรรคการเมือง ความเป็นกลางเช่นนี้ทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ดำรงบทบาทเป็นศูนย์รวมจิตใจและสัญลักษณ์ความต่อเนื่องของชาติได้ การรักษาพระราชสถานะเหนือการเมืองเป็นความรับผิดชอบของทุกฝ่าย นักการเมือง หน่วยงานรัฐ สื่อ และประชาชนไม่ควรดึงสถาบันมาใช้สร้างความได้เปรียบหรือโจมตีคู่ขัดแย้ง การถกเถียงทางการเมืองควรมุ่งที่นโยบาย การกระทำ และความรับผิดชอบของผู้ใช้อำนาจซึ่งอยู่ในระบบตรวจสอบได้
การเข้าใจพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญจึงต้องถือหลักสามชั้นพร้อมกัน ชั้นแรกคือพระราชสถานะประมุขของรัฐซึ่งได้รับความคุ้มครองและเป็นสัญลักษณ์แห่งเอกภาพ ชั้นที่สองคือการทรงใช้อำนาจอธิปไตยทางองค์กรที่รัฐธรรมนูญกำหนด ชั้นที่สามคือความรับผิดชอบของผู้รับสนองและองค์กรผู้ตัดสินใจ เมื่อครบสามชั้นจะเห็นว่าระบอบมิได้วางพระมหากษัตริย์กับประชาชนเป็นคู่ตรงข้าม แต่จัดให้ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจ มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และให้องค์กรการเมืองกับกฎหมายรับภาระตัดสินใจและตรวจสอบภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญเดียวกัน
เนื้อหาสรุปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาส่วนบุคคล ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต