กลับไปทำข้อสอบวิชานี้

ความรู้ในหลักวิชาทางการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

คู่มือเชื่อมอำนาจ ความชอบธรรม รัฐธรรมนูญ สิทธิ รัฐสภา รัฐบาล ศาล และการตรวจสอบเป็นระบอบประชาธิปไตยเดียวกัน

7 หัวข้อ · อ่านประมาณ 35 นาที

อ่านฟรีได้ 2 จาก 7 หัวข้อ29%
หัวข้อ 1

อำนาจ ความชอบธรรม และกรอบประชาธิปไตย

รัฐศาสตร์ศึกษารัฐ อํานาจ สถาบัน พฤติกรรม และนโยบายทางการเมือง การเมืองเป็นกระบวนการตัดสินใจและจัดสรรคุณค่าหรือทรัพยากรที่มีผลผูกพันต่อส่วนรวมท่ามกลางผลประโยชน์และความเห็นต่าง รัฐประกอบด้วยประชากร ดินแดน รัฐบาล และอํานาจอธิปไตย ส่วนรัฐบาลเป็นองค์กรที่บริหารรัฐในช่วงเวลาหนึ่ง ระบอบการปกครองกําหนดกติกาเข้าสู่อํานาจและความสัมพันธ์ระหว่างองค์กร ขณะที่การบริหารเป็นกระบวนการนํานโยบายกับกฎหมายไปปฏิบัติ การแยกแนวคิดเหล่านี้ช่วยป้องกันการนําการเปลี่ยนรัฐบาลไปเท่ากับการสิ้นสภาพของรัฐ

ความชอบธรรมหมายถึงการที่ประชาชนยอมรับสิทธิของสถาบันในการใช้อํานาจแม้อาจไม่เห็นด้วยกับผลบางเรื่อง ความชอบด้วยกฎหมายพิจารณาฐานอํานาจ ผู้มีอํานาจ ขั้นตอน วัตถุประสงค์ และขอบเขต ความรับผิดที่ตรวจสอบได้กําหนดให้ผู้ใช้อํานาจอธิบาย เปิดเผยต่อการตรวจสอบ และรับผลเมื่อใช้อํานาจผิดหรือดําเนินงานล้มเหลว ส่วนความยินยอมเกิดผ่านการเลือกตั้ง ประชามติ การมีส่วนร่วม และกติกาที่เป็นธรรม ความไว้วางใจจึงเกิดจากทั้งผลสัมฤทธิ์ ความสุจริต ความสามารถ ความเสมอภาค และกระบวนการที่ประชาชนเห็นว่าชอบธรรม

ความเสี่ยงทางการเมืองครอบคลุมความขัดแย้ง การเปลี่ยนรัฐบาลหรือกติกา เสถียรภาพของสถาบัน การบังคับใช้กฎหมาย นโยบาย เศรษฐกิจ ความเชื่อมั่น ภูมิรัฐศาสตร์ และขีดความสามารถของรัฐ การประเมินต้องแยกเหตุการณ์ที่อาจเกิด ความน่าจะเป็น ผลกระทบ ระยะเวลา กลุ่มที่ได้รับผล และกลไกการแพร่กระจาย โดยไม่ทํานายอย่างฟันธง การศึกษาที่เป็นระบบต้องกําหนดคําถาม สมมติฐาน วิธีเก็บข้อมูล หลักฐาน ข้อจํากัด และคําอธิบายทางเลือก พร้อมแยกข้อเท็จจริงออกจากความเห็นและไม่ถือว่าสหสัมพันธ์พิสูจน์ความเป็นเหตุโดยลําพัง

หลักนิติธรรมกําหนดให้รัฐใช้อํานาจตามกฎหมายที่ชัดเจน ใช้บังคับโดยเสมอภาค มีกระบวนการเป็นธรรม และเปิดทางตรวจสอบเยียวยา รัฐธรรมนูญนิยมเพิ่มหลักว่ารัฐธรรมนูญต้องจํากัดอํานาจจริงผ่านการแบ่งหน้าที่ การคุ้มครองสิทธิ ศาลที่เป็นอิสระ และกลไกถ่วงดุล ส่วนธรรมาภิบาลครอบคลุมความโปร่งใส การมีส่วนร่วม ประสิทธิผล ความรับผิด และการตอบสนองต่อประชาชน แนวคิดทั้งสามเกื้อหนุนกันแต่ไม่แทนกัน องค์กรที่ทํางานรวดเร็วแต่ไร้ฐานอํานาจหรือองค์กรที่มีกฎหมายรองรับแต่ใช้ตามอําเภอใจยังไม่สอดคล้องกับการปกครองประชาธิปไตย

ประชาธิปไตยทางตรงให้ประชาชนตัดสินประเด็นโดยตรง เช่น การออกเสียงประชามติ ประชาธิปไตยแบบผู้แทนให้ประชาชนเลือกผู้แทนไปใช้อํานาจนิติบัญญัติและตรวจสอบฝ่ายบริหาร ประชาธิปไตยเสรีภายใต้รัฐธรรมนูญเพิ่มหลักสิทธิ เสรีภาพ หลักนิติธรรม ศาลอิสระ สื่อ และการถ่วงดุล ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือเน้นการแลกเปลี่ยนเหตุผลก่อนตัดสินใจ และประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมเปิดให้ประชาชนร่วมตั้งวาระ ออกแบบ ติดตาม และประเมินนโยบาย ระบบหนึ่งอาจใช้หลายรูปแบบร่วมกัน แต่ทุกแบบต้องป้องกันการกีดกันและการใช้เสียงข้างมากทําลายสิทธิพื้นฐาน

หลักเสียงข้างมากเป็นวิธีตัดสินเมื่อมีความเห็นต่าง แต่ถูกจํากัดด้วยรัฐธรรมนูญ สิทธิขั้นพื้นฐาน หลักนิติธรรม และกระบวนการตรวจสอบ เสียงข้างน้อยต้องมีเสรีภาพแสดงความเห็น เข้าถึงข้อมูล เสนอญัตติ ตรวจสอบรัฐบาล และแข่งขันในการเลือกตั้งครั้งต่อไป การถ่วงดุลกระจายหน้าที่ระหว่างองค์กรและกําหนดให้การใช้อํานาจสําคัญผ่านการตรวจจากอีกองค์กรหนึ่ง อย่างไรก็ดี การตรวจสอบต้องมีเขตอํานาจ เหตุผล และกําหนดเวลา ไม่ควรกลายเป็นการยับยั้งทุกเรื่องจนรัฐบาลที่มีความชอบธรรมจากประชาชนไม่สามารถบริหารหรือรับผิดชอบต่อผลได้

  1. 1ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยและมอบอำนาจผ่านรัฐธรรมนูญกับกระบวนการประชาธิปไตย
  2. 2องค์กรของรัฐใช้อำนาจตามหน้าที่ กระบวนการ และข้อจำกัดที่กฎหมายกำหนด
  3. 3รัฐสภา รัฐบาล ศาล และองค์กรตรวจสอบถ่วงดุลกันโดยไม่ก้าวล่วงหน้าที่
  4. 4ประชาชน สื่อ และประชาสังคมติดตาม มีส่วนร่วม วิจารณ์ และใช้สิทธิตามช่องทาง
  5. 5ความรับผิดทางกฎหมาย การเมือง และสาธารณะนำผลกลับมาควบคุมหรือเปลี่ยนผู้ใช้อำนาจ
หัวข้อ 2

สัญญาประชาคม รูปแบบรัฐ และองค์กรอธิปไตย

ทฤษฎีสัญญาประชาคมอธิบายฐานความชอบธรรมของรัฐต่างกัน โทมัส ฮอบส์ให้น้ําหนักความสงบและความปลอดภัยในภาวะไร้รัฐ จอห์น ล็อกมองว่ารัฐมีขึ้นเพื่อคุ้มครองชีวิต เสรีภาพ และทรัพย์สิน โดยอํานาจจํากัดและตั้งอยู่บนความยินยอม จอห์น รอลส์เสนอเสรีภาพพื้นฐานที่เท่าเทียมและยอมรับความเหลื่อมล้ําเมื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้เสียเปรียบพร้อมเปิดโอกาสอย่างเป็นธรรม ส่วนโรเบิร์ต โนซิกเน้นสิทธิในตนเองและทรัพย์สิน รัฐขั้นต่ํา และความเป็นธรรมของการได้มากับการโอน แนวคิดเหล่านี้ใช้เปรียบเทียบน้ําหนักระหว่างความมั่นคง สิทธิ ความเสมอภาค และบทบาทรัฐ ไม่ใช่ข้อกําหนดทางกฎหมายโดยตรง

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง บัญญัติว่าประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้ และบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง บัญญัติว่าประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รูปแบบดังกล่าวจึงประกอบด้วยรัฐเดี่ยว ระบอบประชาธิปไตย และสถาบันพระมหากษัตริย์ในฐานะประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ การวิเคราะห์ต้องแยกรูปแบบรัฐออกจากรูปแบบรัฐบาล และแยกเจ้าของอํานาจอธิปไตยออกจากองค์กรที่ใช้อํานาจตามรัฐธรรมนูญ

อํานาจอธิปไตยเป็นอํานาจสูงสุดของรัฐและเป็นของปวงชนชาวไทย รัฐธรรมนูญกําหนดให้ทรงใช้อํานาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาลตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ รัฐสภาทําหน้าที่นิติบัญญัติและตรวจสอบทางการเมือง คณะรัฐมนตรีบริหารราชการแผ่นดินและนํานโยบายไปปฏิบัติ ส่วนศาลพิจารณาพิพากษาอรรถคดีอย่างเป็นอิสระ การแบ่งแยกอํานาจจึงเป็นการแบ่งหน้าที่และสร้างการตรวจสอบถ่วงดุล ไม่ใช่การแบ่งเจ้าของอํานาจเป็นสามส่วนที่แยกขาดจากกัน แต่ละองค์กรต้องใช้อํานาจภายในเขตของตนและเคารพคําวินิจฉัยหรือกระบวนการที่รัฐธรรมนูญกําหนด

รัฐสภาปัจจุบันประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา สภาผู้แทนราษฎรมีสมาชิก 500 คน แบ่งเป็นแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 400 คนและแบบบัญชีรายชื่อ 100 คน ตามรัฐธรรมนูญที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2564 วุฒิสภาตามบทบัญญัติถาวรมีสมาชิก 200 คนจากกระบวนการเลือกกันเองตามกลุ่มที่กฎหมายกําหนด การอธิบายระบบเลือกตั้งต้องแยกบทบัญญัติถาวรออกจากบทเฉพาะกาล และตรวจพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง และประกาศที่ใช้กับการเลือกตั้งครั้งนั้น

คณะรัฐมนตรีเกิดจากกระบวนการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน แถลงนโยบายต่อรัฐสภาก่อนเข้าบริหาร และแปลงนโยบายเป็นกฎหมาย แผน งบประมาณ โครงการ และการกํากับหน่วยงาน คณะรัฐมนตรีรับผิดชอบร่วมกันต่อสภาผู้แทนราษฎรในนโยบายทั่วไป ขณะที่รัฐมนตรีแต่ละคนรับผิดชอบต่อการปฏิบัติของตนและกระทรวงในขอบเขตหน้าที่ ความรับผิดทางการเมืองไม่แทนความรับผิดทางกฎหมาย ทางปกครอง จริยธรรม หรือทางอาญา และมติคณะรัฐมนตรีไม่อาจสร้างอํานาจที่กฎหมายกําหนดให้ต้องตราเป็นพระราชบัญญัติหรือกฎหมายลําดับอื่น

ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญและเรื่องที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายกําหนด มิใช่ศาลอุทธรณ์ของคดีทั่วไป องค์กรอิสระประกอบด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แต่ละองค์กรมีหน้าที่เฉพาะ การส่งเรื่องต้องตรวจผู้มีสิทธิยื่น ขั้นตอน เขตอํานาจ และผลทางกฎหมาย ความเป็นอิสระมีไว้ป้องกันการสั่งการทางการเมืองโดยตรง แต่ทุกองค์กรยังอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ กฎหมาย งบประมาณ จริยธรรม และกลไกตรวจสอบ

อ่านสรุปฉบับเต็มทุกหัวข้อ
สมาชิก PRO ระบบจะจำหัวข้อที่อ่านค้างไว้ให้ด้วย
PRO 99 บาท/เดือน

เนื้อหาสรุปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาส่วนบุคคล ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต