กลับไปทำข้อสอบวิชานี้

คุณธรรม จริยธรรม

คู่มือให้เหตุผลจากข้อเท็จจริง สิทธิ หน้าที่ ผลกระทบ คุณธรรม และมาตรฐานภาครัฐ พร้อมประยุกต์กับงานสมัยใหม่

7 หัวข้อ · อ่านประมาณ 48 นาที

อ่านฟรีได้ 2 จาก 7 หัวข้อ29%
หัวข้อ 1

ภาษาและกระบวนการตัดสินใจทางจริยธรรม

คุณธรรมมักหมายถึงลักษณะนิสัยหรือคุณสมบัติด้านดีของบุคคล เช่นซื่อสัตย์ เมตตา กล้าหาญและยุติธรรม จริยธรรมคือการใคร่ครวญ/หลักบรรทัดฐานว่าควรทําอะไรและเพราะเหตุใด ส่วนศีลธรรมหรือ morality อาจหมายถึงความเชื่อและแบบประพฤติเรื่องดี–ชั่วที่บุคคลหรือสังคมยึดถือ; กฎหมายกําหนดขั้นต่ําที่รัฐบังคับและมีกระบวนการ/โทษ ส่วนจรรยาบรรณแปลงความรับผิดเฉพาะวิชาชีพหรือองค์กรเป็นมาตรฐานพฤติกรรม การกระทําอาจถูกกฎหมายแต่ยังไม่เป็นธรรม เช่นใช้ช่องสัญญาเอาเปรียบผู้ไม่รู้ และบางความขัดแย้งทางจริยธรรมไม่มีคําตอบเดียวจากกฎหมาย; เวลาอ่านประเด็นให้ถามว่ากําลังวินิจฉัย character, action, rule/duty, consequence, right, relationship, professional role หรือ legal compliance ควรหลีกเลี่ยงตอบว่า “ดี/ไม่ดี” โดยไม่บอกหลัก

descriptive ethics ศึกษาว่าคนหรือสังคมเชื่อ/ทําอะไร ส่วน normative ethics ถามว่าควรทําอะไรและหลักใดทําให้ถูก Metaethics ถามความหมาย/ฐานของถ้อยคําทางศีลธรรม และ applied ethics นําหลักไปใช้กับแพทย์ ธุรกิจ เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อมหรือวิชาชีพ; การที่คนส่วนใหญ่ทําหรืออุตสาหกรรมทําเป็นปกติเป็นข้อมูลเชิงพรรณนา ไม่ทําให้การกระทํานั้นถูกในเชิงบรรทัดฐาน ความนิยมอาจเกิดจากอํานาจ ความเคยชิน การปกปิดต้นทุนหรือกลุ่มที่ไม่มีเสียง; เมื่ออ้าง “สังคมยอมรับ” ให้ตรวจว่าใครเป็นสังคม ใครถูกกันออก บรรทัดฐานเปลี่ยนได้หรือไม่ ขัดสิทธิ/ศักดิ์ศรีหรือหลักที่ใช้กับทุกคนอย่างสม่ําเสมอไหม และผู้ได้รับผลมีโอกาสคัดค้านหรือเปล่า; ตัวอย่างโฆษณาเกินจริงกลายเป็นมาตรฐานวงการไม่ได้ทําให้ชอบ หากผู้บริโภคถูกทําให้เข้าใจผิดและแข่งขันที ข้อมูลและข้อกําหนดที่เปลี่ยนได้ต้องตรวจจากต้นทางฉบับปัจจุบันก่อนนําไปอ้างหรือใช้ตัดสินใจในงานจริง

ดุลยพินิจทางจริยธรรมไม่ใช่เลือกตามความรู้สึกแรก แต่เป็น practical reasoning ที่รวมข้อเท็จจริง หลักหลายด้าน บทบาท สิทธิ ผลกระทบ ความไม่แน่นอนและความสามารถนําไปทําจริง แล้วอธิบายเหตุผลอย่างสม่ําเสมอ; เริ่มจากหยุดความเร่ง/แรงกด แยก fact–assumption–unknown ระบุ decision maker/authority และ stakeholder รวมผู้มีอํานาจต่ํา สร้างอย่างน้อยสามทางเลือก เช่นทํา/ไม่ทํา/ทําแบบจํากัดพร้อม safeguard ไม่สร้าง false dilemma; ทดสอบแต่ละทางด้วย legality, duty/rights, consequences, justice/equity, virtues, care/relationship, publicity/reversibility และ least harm จากนั้นหามาตรการลดอันตราย conflict หรือ compensation พร้อมช่องทบทวน; เช่นบริษัทพบ defect ไม่ได้มีแค่ “ปกปิดเพื่อรักษางาน” กับ “เปิดแล้วปิดบริษัท” ยังมี

การวิเคราะห์จริยธรรมพังได้ตั้งแต่ fact framing เช่นเรียกคนแจ้งปัญหาว่า “ไม่ภักดี” เรียกการปกปิดว่า “รักษาความสงบ” หรือเรียกคนที่ไม่มีเอกสารว่า “ไม่มีส่วนได้เสีย” ภาษาเลือกข้างก่อนประเมินหลัก; ต้องแยก observation จาก inference เช่น “ยอดหาย 10,000 บาทและผู้จัดการอนุมัติเอง” ต่างจาก “ผู้จัดการโกง” ซึ่งต้องสอบเจตนา/หลักฐาน ประเมิน confidence/source และเปิดข้อมูลขัดแย้ง ไม่คัดเฉพาะสิ่งสนับสนุนข้อสรุป; ภายใต้ uncertainty ใช้ precaution เมื่อ harm ร้ายแรง/ย้อนกลับยาก แต่ต้องได้สัดส่วนและทบทวนได้ ไม่ใช้ความไม่แน่นอนเป็นข้ออ้างไม่ทําอะไรหรือทํามาตรการรุนแรงไม่จํากัด; ตัวอย่างสินค้าสงสัยปนเปื้อนหนึ่ง lot ควร hold/trace/test และแจ้งสิ่งที่รู้ ไม่ประกาศว่าทั้งแบรนด์ปลอดภัยแน่หรืออันตรายทั้งหมดก่อนหลักฐา การประเมินต้องคํานึงถึงความชอบด้วยกฎหมาย ความเหมาะสมทางวิชาชีพ ความได้สัดส่วน และผลกระทบระยะยาวควบคู่กัน

Consequentialism ประเมินการกระทําจากผล ส่วน utilitarianism เป็นตระกูลสําคัญที่มุ่งเพิ่มความเป็นอยู่ดี/อรรถประโยชน์รวม ไม่ใช่คําว่า “คนส่วนใหญ่ชอบ” อย่างง่าย เพราะต้องนับความเข้ม ระยะเวลา ความน่าจะเป็น การกระจายและผลต่อทุกผู้เกี่ยวข้อง; ข้อดีคือบังคับให้มองผลจริงและทางเลือก แต่ข้อท้าทายคือข้อมูล/การเปรียบเทียบคุณค่าต่างชนิด ความเสี่ยงยอมทําร้ายกลุ่มเล็กเพื่อผลรวม และการเพิกเฉยสิทธิ/คํามั่นหากใช้แบบแคบ; ใช้ decision tree/scenario ระบุ benefit/harm ทั้งตรง–อ้อม ระยะสั้น–ยาว reversible/irreversible และ distribution พร้อม constraint ด้านสิทธิ/ศักดิ์ศรี ไม่ใช้ expected value ตัวเดียวเมื่อผล catastrophic; กรณีงบสุขภาพจํากัด การช่วยคนจํานวนมากมีเหตุผลผลนิยม แต่ไม่ควรตัดผู้ป่วยโรคหายากออกอัตโนมัติ ต้

Deontology เน้นหน้าที่ ข้อห้ามและสิทธิของบุคคล ไม่ลดความถูกต้องทั้งหมดเป็นผลลัพธ์ แนว Kantian ให้ความสําคัญต่อการเคารพบุคคลเป็นจุดหมาย ไม่ใช้เป็นเครื่องมือ และทดสอบว่าหลักการที่ตนทําสามารถยึดเป็นกฎทั่วไปโดยไม่ขัดตัวเอง/เอาเปรียบได้หรือไม่; Golden Rule ชวนปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างที่อยากได้รับ แต่ต้องระวังความชอบต่างกัน จึงเสริมด้วยการถามว่าผู้รับต้องการ/ยินยอมอะไรและหลักนี้ยอมรับได้สําหรับบุคคลเสรีเท่าเทียมหรือไม่; หน้าที่อาจเป็น perfect/strict เช่นห้ามหลอกในบางแนว กับ imperfect เช่นช่วยผู้อื่นที่มีดุลยพินิจ และหน้าที่หลายข้ออาจขัด ต้องดู role, promise, right และข้อยกเว้นที่อธิบายเป็นหลักทั่วไป ไม่แต่งยกเว้นเอื้อคนใกล้; ตัวอย่างโกหกเพื่อช่วยเพื่อนหนีความรับผิดใช้เพื่อน/ผู้เสียหายเป็นเครื่องมือแ

  1. 1ระบุข้อเท็จจริง สิ่งที่ยังไม่ทราบ อำนาจ หน้าที่ และบุคคลหรือกลุ่มที่ได้รับผลโดยไม่ใช้ภาษาชี้นำ
  2. 2สร้างทางเลือกที่ทำได้จริง รวมทางเลือกหยุด ขอคำปรึกษา ถอนตัว เปิดเผย หรือยกระดับการตัดสินใจ
  3. 3ตรวจผลดีผลเสีย สิทธิ หน้าที่ ความยุติธรรม คุณธรรม ความเอื้ออาทร และความชอบธรรมของกระบวนการ
  4. 4ตรวจความขัดแย้งทางผลประโยชน์ อคติ ความได้สัดส่วน ความย้อนกลับได้ และผลต่อผู้เสียเปรียบ
  5. 5ตัดสิน บันทึกเหตุผล ผู้อนุมัติ ข้อคัดค้าน การคุ้มครอง และวิธีติดตามผลเพื่อเรียนรู้หลังเหตุ
หัวข้อ 2

เลนส์ผลลัพธ์ คุณธรรม ความเอื้ออาทร และความยุติธรรม

Virtue ethics วางคุณลักษณะ/อุปนิสัยและ practical wisdom เป็นศูนย์กลาง ต่างจากผลนิยมที่เน้นผลและ deontology ที่เน้นหน้าที่ แต่ทฤษฎีที่น่าเชื่อถือทุกสายยังสนใจผล กฎและลักษณะคนในระดับหนึ่ง ไม่ควรทําเป็นสามกล่องที่ไม่แตะกัน; คุณธรรมไม่ใช่อารมณ์ดีชั่วคราว แต่เป็น disposition ที่ฝึกจนเลือก/รู้สึก/ลงมือถูกกาลเทศะ เช่นความกล้าอยู่ระหว่างขลาดกับบ้าบิ่นโดยไม่ได้หมายถึงค่าเฉลี่ยทางคณิตศาสตร์ ต้องรู้สิ่งที่ควรกลัว เป้าหมายและวิธี; ใช้ role-model test อย่างระวัง: คนที่มีปัญญา ซื่อสัตย์ ยุติธรรม เมตตาและกล้าหาญจะเห็นอะไร ถามอะไร และทําอย่างไร พร้อมทดสอบว่า “คุณธรรม” ที่อ้างไม่ใช่ความภักดีตาบอดหรือภาพลักษณ์; ตัวอย่างผู้บริหารกล้ารายงานความผิดของหน่วยตนพร้อมรับผิดและคุ้มครองผู้แจ้ง แสดง honesty/courage/acco

Care ethics เน้นความสัมพันธ์ ความเปราะบาง การพึ่งพา บริบทและการตอบสนองต่อความต้องการของบุคคลจริง ช่วยแก้จริยธรรมที่มองคนเป็นหน่วยนามธรรมเหมือนกันหมด แต่ care ไม่ใช่ตามใจคนใกล้หรือยกเว้นความยุติธรรม; ถามว่าใครดูแลใคร งานดูแลที่มองไม่เห็นตกแก่ใคร ความสัมพันธ์มีอํานาจต่างกันไหม ผู้ได้รับผลมีเสียง/ความต้องการอะไร และการตัดสินรักษาความไว้วางใจโดยไม่ทําให้ผู้ดูแลหมดแรงหรือเปล่า; ต้องมี boundaries และ justice: ความเมตตาต่อเพื่อนที่โกงไม่ควรทอดทิ้งผู้เสียหาย การยกโทษไม่เท่ากับยกเลิก accountability และผู้ดูแลมีสิทธิพัก/ขอระบบช่วย ไม่ต้องเสียสละตนไม่จํากัด; กรณีพนักงานดูแลญาติป่วย องค์กรควรรับฟังและหางานยืดหยุ่น/leave/redistribution ที่รักษาทั้งศักดิ์ศรีครอบครัว ภารกิจทีมและความเป็นธรรมต่อคนอื่น ไม่บั

Justice อาจหมายถึงการจัดสรรทรัพยากร การให้โอกาส กระบวนการที่เป็นธรรม การแก้ความเสียหาย หรือการลงโทษได้สัดส่วน Equality ให้เท่ากัน ส่วน equity ปรับตามข้อเสียเปรียบ/ความต้องการเพื่อโอกาสหรือผลที่เป็นธรรม ไม่ใช่ให้คนที่ชอบมากกว่า; เกณฑ์จัดสรรอาจอิง need, equality, contribution/desert, priority to worst-off, efficiency หรือ lottery เมื่อเท่าเทียม ไม่มีเกณฑ์เดียวชนะทุกบริบท ต้องประกาศเหตุผล ความเกี่ยวข้องและข้อจํากัดก่อนเห็นว่าใครได้; procedural justice ต้องมีผู้ตัดสินเป็นกลาง ข้อมูล/เกณฑ์ชัด โอกาสรับฟัง เหตุผล การทบทวน และใช้อย่างสม่ําเสมอ แม้ outcome ไม่พอใจ กระบวนการที่ดีเพิ่ม legitimacy แต่ไม่ชดเชยกติกาที่เลือกปฏิบัติเอง; ตัวอย่างสอบวัดทักษะด้วยเวลาเท่ากันอาจไม่เป็นธรรมแก่ผู้พิการ หาก accommo

สิทธิทําหน้าที่คุ้มครองผลประโยชน์/เสรีภาพพื้นฐานและสร้างหน้าที่แก่ผู้อื่น ศักดิ์ศรีหมายถึงคุณค่าในฐานะมนุษย์ที่ไม่ควรถูกลดเป็นเครื่องมือ Autonomy คือความสามารถตัดสินใจเรื่องตนจากข้อมูลและไม่ถูกบังคับ ไม่ใช่ทําอะไรก็ได้โดยไม่คํานึงสิทธิคนอื่น; valid consent ต้องมี capacity, information ที่เข้าใจ, voluntariness, specificity/scope และโอกาสถาม/ถอนตามบริบท ความยินยอมในความสัมพันธ์อํานาจสูง เช่นนายจ้าง–ลูกจ้างหรือแพทย์–ผู้ป่วย อาจไม่เสรีเพียงมีลายเซ็น; เมื่อ capacity จํากัด ให้สนับสนุนการตัดสินใจก่อน เช่นภาษา เวลา วิธีสื่อสาร ผู้ช่วย แล้วจึงใช้ผู้แทนโดยชอบ/มาตรฐาน best interests หรือ known wishes ตามกฎหมาย ไม่ถือผู้สูงอายุหรือพิการว่าไม่มี capacity ทั้งกลุ่ม; กรณีวิจัยเก็บข้อมูลนักเรียน ครูขอ “ยิน การประเมินต้องคํานึงถึงความชอบด้วยกฎหมาย ความเหมาะสมทางวิชาชีพ ความได้สัดส่วน และผลกระทบระยะยาวควบคู่กัน

Non-maleficence คือหลีกเลี่ยง/ไม่ก่ออันตรายที่ไม่สมควร Beneficence คือส่งเสริมประโยชน์/ช่วยเหลือ ทั้งสองใช้มากในชีวจริยธรรมแต่ประยุกต์กว้างได้ การไม่ลงมือก็สร้าง harm ได้ จึงห้ามตีความ do no harm ว่าไม่เปลี่ยนอะไรเสมอ; proportionality ถามว่าเป้าหมายชอบหรือไม่ วิธีเหมาะ/จําเป็นไหม มีทางเบากว่าที่ได้ผลใกล้กันหรือไม่ และประโยชน์คุ้มผลเสียโดยมี safeguard/ทบทวนหรือเปล่า โดยเฉพาะมาตรการจํากัดสิทธิ/ความเสี่ยงสูง; ทํา harm map รวมกาย ใจ เศรษฐกิจ สังคม สิทธิ ชื่อเสียงและสิ่งแวดล้อม แยก severity, likelihood, duration, reversibility และผู้รับผล ควรหลีกเลี่ยงหักลบ harm ต่อคนหนึ่งด้วย benefit ต่อคนอื่นง่าย ๆ หากละเมิดสิทธิพื้นฐาน; ตัวอย่างเร่งวัคซีนแก่ผู้ป่วย capacity จํากัด ต้องประเมินประโยชน์/ความเสี่ย สาระนี้ต้องพิจารณาร่วมกับฐานอํานาจ ข้อเท็จจริง ผู้มีส่วนได้เสีย และหลักฐานที่ตรวจสอบย้อนหลังได้

Common good ไม่ใช่ผลประโยชน์ของคนจํานวนมากที่มีอํานาจ แต่เป็นเงื่อนไข/สถาบันร่วมที่ทําให้สมาชิกดํารงชีวิตและมีส่วนได้อย่างเป็นธรรม Social contract/contractualism หลายแนวถามว่าหลักการสามารถได้รับการยอมรับหรือไม่ถูกปฏิเสธอย่างสมเหตุผลจากบุคคลเสรีเท่าเทียม; ความชอบธรรมต้องมากกว่าการลงคะแนนเสียงข้างมาก: ต้องมีสิทธิขั้นพื้นฐาน ข้อมูล/การมีส่วนร่วม ตัวแทนของผู้ได้รับผล เหตุผลสาธารณะ กติกาเป็นกลางและช่องทบทวน คนส่วนน้อยไม่ควรถูกสละเพียงเพราะแพ้จํานวน; publicity test ถามว่ายินดีอธิบายการตัดสินและกติกาต่อผู้ได้รับผลด้วยข้อมูลครบหรือไม่ reversibility test ถามว่าจะยอมรับหากอยู่ตําแหน่งเสียเปรียบ และ universality/consistency ถามใช้กับคนใกล้/คู่แข่งเหมือนกันหรือเปล่า; กรณีชุมชนยอมรับการเลือกปฏิบัติต่อผู้ การดําเนินงานที่เหมาะสมต้องกําหนดผู้รับผิดชอบ ขั้นตอนควบคุม ช่องทางทบทวน และผลที่ต้องติดตามอย่างชัดเจน

อ่านสรุปฉบับเต็มทุกหัวข้อ
สมาชิก PRO ระบบจะจำหัวข้อที่อ่านค้างไว้ให้ด้วย
PRO 99 บาท/เดือน

เนื้อหาสรุปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาส่วนบุคคล ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต