สารบัญ6 หัวข้อหลัก
- 1.บทที่ 1 หลักทั่วไป: บุคคล ทรัพย์ และนิติกรรม
- 2.บทที่ 2 หนี้: จากสิทธิเรียกร้องถึงการระงับความผูกพัน
- 3.บทที่ 3 เอกเทศสัญญาและการรวมตัวทางธุรกิจ
- 4.บทที่ 4 ทรัพย์สิน: อำนาจเหนือทรัพย์และขอบเขตต่อบุคคลอื่น
- 5.บทที่ 5 ครอบครัว: สถานะคู่สมรส ความสัมพันธ์ และทรัพย์
- 6.บทที่ 6 มรดก: จากกองทรัพย์ของผู้ตายสู่สิทธิของทายาท
บทที่ 1 หลักทั่วไป: บุคคล ทรัพย์ และนิติกรรม
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์วางระเบียบความสัมพันธ์ระหว่างเอกชนตั้งแต่ฐานะของบุคคล การแสดงเจตนา การเกิดหนี้ การทำสัญญา การถือครองทรัพย์ ความสัมพันธ์ในครอบครัว ไปจนถึงการรับมรดก บรรพหลักทั่วไปจึงมิใช่เนื้อหาที่แยกขาดจากบรรพอื่น แต่เป็นชุดคำและหลักร่วมที่ต้องนำไปใช้ทุกครั้ง เมื่อบทบัญญัติใดไม่มีข้อความครอบคลุมกรณีโดยตรง การวินิจฉัยย่อมเดินจากจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่น ไปสู่บทกฎหมายที่ใกล้เคียง และหลักกฎหมายทั่วไปตามลำดับ พร้อมอยู่ภายใต้ความสุจริตและข้อห้ามใช้สิทธิโดยมีแต่จะก่อความเสียหายแก่ผู้อื่น
แผนที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
แต่ละบรรพรับหลักจากบรรพก่อนหน้าและส่งผลต่อบรรพถัดไป จึงควรอ่านเป็นระบบเดียวกัน
- 1หลักทั่วไปกำหนดบุคคล ทรัพย์ นิติกรรม และอายุความ
- 2หนี้เปลี่ยนเหตุทางกฎหมายให้เป็นสิทธิเรียกร้องและหน้าที่ชำระ
- 3เอกเทศสัญญาปรับหลักหนี้ให้เข้ากับธุรกรรมและองค์กรธุรกิจแต่ละแบบ
- 4ทรัพย์สินกำหนดสิทธิที่อ้างต่อบุคคลทั่วไปและการใช้ประโยชน์จากทรัพย์
- 5ครอบครัวกำหนดสถานะคู่สมรส ความสัมพันธ์ และทรัพย์ในครอบครัว
- 6มรดกส่งต่อสิทธิ หน้าที่ และทรัพย์เมื่อเจ้ามรดกตาย
สภาพบุคคลเริ่มเมื่อคลอดแล้วอยู่รอดและสิ้นสุดเมื่อตาย แต่ทารกในครรภ์อาจมีสิทธิที่เป็นประโยชน์แก่ตนได้หากภายหลังคลอดและอยู่รอด หลักนี้เชื่อมโดยตรงกับการให้ การรับมรดก และสิทธิเรียกร้องที่เกิดก่อนเด็กคลอด ความสามารถในการทำนิติกรรมเป็นคนละเรื่องกับการมีสภาพบุคคล ผู้เยาว์ยังเป็นผู้ทรงสิทธิได้ เพียงแต่การใช้สิทธิบางอย่างต้องอาศัยความยินยอมของผู้แทนโดยชอบธรรม ข้อยกเว้นสำคัญคือนิติกรรมที่ได้สิทธิล้วน หลุดพ้นจากหน้าที่ หรือเหมาะแก่ฐานานุรูปและจำเป็นต่อการดำรงชีพ ซึ่งผู้เยาว์ทำได้ด้วยตนเอง (มักออกสอบ)
เมื่อบุคคลไม่อาจจัดการกิจการของตนเพราะเหตุที่กฎหมายกำหนด ศาลอาจสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ ผลของคำสั่งต่างกันทั้งผู้ที่เข้ามาช่วยและขอบเขตการทำนิติกรรม คนไร้ความสามารถอยู่ในความอนุบาลและการกระทำของตนมีผลตามกติกาที่เคร่งกว่า ส่วนคนเสมือนไร้ความสามารถอยู่ในความพิทักษ์และยังทำกิจการทั่วไปได้ แต่การสำคัญบางประเภทต้องได้รับความยินยอม การแยกสถานะเหล่านี้ต้องดูคำสั่งศาล ไม่อาจวินิจฉัยจากอาการหรือความเห็นของคู่สัญญาเพียงฝ่ายเดียว ขณะเดียวกันภูมิลำเนาทำหน้าที่ผูกบุคคลเข้ากับสถานที่สำหรับการชำระหนี้ การส่งคำบอกกล่าว และการดำเนินคดี
นิติบุคคลมีสิทธิและหน้าที่ได้ภายในขอบวัตถุประสงค์ อำนาจ และหน้าที่ที่กฎหมายหรือข้อบังคับกำหนด การแสดงเจตนาของนิติบุคคลกระทำผ่านผู้แทนหรือองค์กรของนิติบุคคล จึงต้องแยกการกระทำที่ผูกพันนิติบุคคลออกจากความรับผิดส่วนตัวของผู้กระทำ หากผู้แทนทำหน้าที่ก่อความเสียหายแก่ผู้อื่น นิติบุคคลอาจต้องรับผิดและยังมีสิทธิไล่เบี้ยตามเงื่อนไขของกฎหมาย ส่วนทรัพย์ในความหมายของประมวลครอบคลุมวัตถุมีรูปร่างและวัตถุไม่มีรูปร่างที่อาจมีราคาและถือเอาได้ การจำแนกอสังหาริมทรัพย์ สังหาริมทรัพย์ ทรัพย์แบ่งได้ และทรัพย์นอกพาณิชย์ส่งผลต่อแบบของนิติกรรม การโอน และการบังคับชำระหนี้
นิติกรรมเกิดจากการแสดงเจตนาที่มุ่งให้เกิดผลทางกฎหมาย จึงต้องตรวจทั้งเจตนาภายใน ถ้อยคำหรือพฤติการณ์ที่แสดงออก ความสามารถของคู่กรณี วัตถุประสงค์ และแบบที่กฎหมายบังคับ เจตนาลวง การสำคัญผิด กลฉ้อฉล และการข่มขู่อาจทำให้ผลของนิติกรรมต่างกันระหว่างไม่เกิดผลตั้งแต่ต้นกับยังมีผลอยู่จนกว่าจะถูกบอกล้าง การให้สัตยาบันใช้ได้เฉพาะกรณีที่กฎหมายเปิดทาง มิใช่เครื่องเยียวยานิติกรรมทุกชนิด เงื่อนไขและเงื่อนเวลาช่วยผูกผลของนิติกรรมกับเหตุการณ์ในอนาคต ส่วนอายุความจำกัดเวลาใช้สิทธิเรียกร้อง โดยศาลไม่ยกขึ้นเองและลูกหนี้อาจสละประโยชน์แห่งอายุความเมื่อครบแล้วได้ การแยกโมฆะ โมฆียะ และอายุความจึงเป็นฐานก่อนเข้าสู่เรื่องหนี้และสัญญา (มักออกสอบ)
บทที่ 2 หนี้: จากสิทธิเรียกร้องถึงการระงับความผูกพัน
หนี้คือความผูกพันที่เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกให้ลูกหนี้ส่งมอบทรัพย์ กระทำการ งดเว้นกระทำการ หรือชำระประโยชน์อย่างอื่นตามมูลแห่งหนี้ มูลนั้นอาจเกิดจากสัญญา บทบัญญัติของกฎหมาย การจัดการงานนอกสั่ง ลาภมิควรได้ หรือละเมิด การรู้ว่าหนี้มีอยู่ยังไม่พอ ต้องระบุให้ได้ว่าใครเป็นเจ้าหนี้ ใครเป็นลูกหนี้ วัตถุแห่งหนี้คืออะไร ถึงกำหนดเมื่อใด และมีหลักประกันหรือบุคคลอื่นเกี่ยวข้องหรือไม่ เพราะองค์ประกอบเหล่านี้กำหนดทั้งวิธีชำระ สถานที่ชำระ ผู้มีสิทธิรับชำระ และผลเมื่อไม่ปฏิบัติตาม
- 1ระบุมูลหนี้ เจ้าหนี้ ลูกหนี้ และวัตถุแห่งหนี้
- 2ตรวจเงื่อนไขและกำหนดเวลาชำระ พร้อมผู้มีสิทธิรับชำระ
- 3วินิจฉัยการชำระ การวางทรัพย์ หรือเหตุที่ทำให้ลูกหนี้หรือเจ้าหนี้ผิดนัด
- 4กำหนดผลเป็นการบังคับชำระ ค่าสินไหม เบี้ยปรับ หรือการเลิกสัญญาตามกรณี
- 5ตรวจการโอน รับช่วง หักกลบ แปลงหนี้ ปลดหนี้ หรือเหตุอื่นที่ทำให้หนี้ระงับ
การชำระหนี้ต้องตรงตามเนื้อหาและประโยชน์ที่เจ้าหนี้พึงได้รับ ลูกหนี้ไม่อาจบังคับให้เจ้าหนี้รับการชำระบางส่วนหรือรับสิ่งอื่นแทน เว้นแต่มีข้อตกลงหรือกฎหมายกำหนด หากวัตถุแห่งหนี้มีหลายอย่าง ต้องดูว่าใครเป็นผู้มีสิทธิเลือกและเมื่อเลือกแล้วหนี้เหลือเพียงอย่างใด ค่าใช้จ่ายในการชำระโดยหลักเป็นภาระของลูกหนี้ แต่ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มเพราะเจ้าหนี้เปลี่ยนภูมิลำเนาหรือการกระทำของเจ้าหนี้อาจเป็นภาระอีกฝ่าย การวางทรัพย์ใช้เมื่อเจ้าหนี้ปฏิเสธหรือไม่สามารถรับชำระ และทำให้ลูกหนี้หลุดพ้นได้ต่อเมื่อปฏิบัติครบตามเงื่อนไข ไม่ใช่เพียงนำทรัพย์ไปเก็บไว้เอง
ลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัดเมื่อถึงเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด กรณีทั่วไปต้องมีคำเตือนหลังหนี้ถึงกำหนด แต่ถ้ากำหนดเวลาชำระแน่นอนตามปฏิทิน หรือหนี้เกิดจากการละเมิด ผลผิดนัดอาจเริ่มโดยไม่ต้องเตือน การผิดนัดทำให้ลูกหนี้รับผิดในความเสียหายที่เกิดจากความล่าช้า และอาจรับความเสี่ยงเพิ่มขึ้นหากทรัพย์สูญหรือเสียหายระหว่างนั้น อย่างไรก็ดี ลูกหนี้ไม่ผิดนัดเมื่อการไม่ชำระเกิดจากพฤติการณ์ที่ตนไม่ต้องรับผิด ฝ่ายเจ้าหนี้ก็อาจผิดนัดได้เมื่อไม่รับชำระที่ลูกหนี้เสนอโดยชอบ ผลคือภาระความเสี่ยงและค่าใช้จ่ายบางส่วนเปลี่ยนไป จึงต้องตรวจพฤติการณ์ของทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่มองเพียงวันครบกำหนด
ค่าสินไหมทดแทนมุ่งทำให้เจ้าหนี้กลับอยู่ในฐานะใกล้เคียงกับที่หนี้ได้รับการชำระโดยถูกต้อง จึงพิจารณาความเสียหายตามปกติจากการไม่ชำระ และความเสียหายพิเศษที่คู่กรณีคาดเห็นหรือควรคาดเห็นเมื่อก่อหนี้ หากผู้เสียหายมีส่วนก่อหรือขยายความเสียหาย จำนวนชดใช้อาจลดลงตามพฤติการณ์ เบี้ยปรับเป็นข้อตกลงกำหนดผลล่วงหน้าเมื่อผิดนัด ศาลลดได้เมื่อสูงเกินส่วน แต่การริบมัดจำหรือเรียกเบี้ยปรับต้องดูหน้าที่ของมัดจำและถ้อยคำสัญญาให้ตรงกัน สิทธิเลิกสัญญาเป็นอีกมาตรการหนึ่งซึ่งทำให้คู่กรณีกลับคืนฐานะเดิมและไม่ลบสิทธิเรียกค่าเสียหายที่กฎหมายรับรอง
หนี้อาจมีเจ้าหนี้หรือลูกหนี้หลายคน ความรับผิดร่วมไม่เกิดเพียงเพราะมีลูกหนี้หลายราย แต่ต้องมีฐานจากกฎหมายหรือเจตนา เมื่อเป็นลูกหนี้ร่วม เจ้าหนี้เรียกจากรายใดรายหนึ่งจนเต็มได้ ส่วนความรับผิดภายในต้องแบ่งกันอีกชั้น การโอนสิทธิเรียกร้องเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้โดยต้องคำนึงถึงข้อห้ามโอน แบบ และการบอกกล่าวแก่ลูกหนี้ ขณะที่การรับช่วงสิทธิเกิดจากการชำระหรือเหตุที่กฎหมายกำหนด หนี้ระงับได้ด้วยการชำระ ปลดหนี้ หักกลบลบหนี้ แปลงหนี้ใหม่ หรือเมื่อสิทธิและหน้าที่รวมอยู่ในบุคคลเดียวกัน กระบวนการทั้งหมดจึงเดินจากการเกิดหนี้ การถึงกำหนด การชำระหรือผิดนัด ไปสู่การเยียวยาและการระงับหนี้อย่างมีลำดับ
เนื้อหาสรุปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาส่วนบุคคล ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต