สารบัญ6 หัวข้อหลัก
- 1.บทที่ 1 แผนที่ของประมวลรัษฎากรและฐานกฎหมายภาษี
- 2.บทที่ 2 วงจรยื่นแบบ ประเมิน อุทธรณ์ และชำระ
- 3.บทที่ 3 ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากเงินได้สู่เงินได้สุทธิ
- 4.บทที่ 4 ภาษีเงินได้นิติบุคคลและกำไรสุทธิทางภาษี
- 5.บทที่ 5 ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์
- 6.บทที่ 6 ระบบปฏิบัติตามภาษีและการตรวจข้อมูลปัจจุบัน
บทที่ 1 แผนที่ของประมวลรัษฎากรและฐานกฎหมายภาษี
ประมวลรัษฎากรเกิดจากพระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร พุทธศักราช 2481 โดยเริ่มใช้วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2482 เจตนารมณ์เดิมคือรวบรวมและปรับปรุงการรัษฎากรตามหลักความเป็นธรรมแก่สังคม กฎหมายฉบับนี้มิได้เป็นเพียงตารางอัตราภาษี แต่เป็นระบบกำหนดผู้มีหน้าที่ ฐานภาษี วิธีคำนวณ เวลายื่นกับชำระ อำนาจตรวจสอบ สิทธิอุทธรณ์ การคืนภาษี และผลเมื่อไม่ปฏิบัติ หน้าที่ทางภาษีจึงเกิดจากข้อเท็จจริงของบุคคลกับรายการก่อน แล้วจึงนำกฎหมายที่มีผลในเวลานั้นมาปรับใช้
โครงสร้างเริ่มจากข้อความเบื้องต้นและบทเบ็ดเสร็จทั่วไป ตามด้วยคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร วิธีการเกี่ยวแก่ภาษีอากรประเมิน ภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ ปัจจุบันกรมสรรพากรอธิบายภาษีหลักห้าประเภท ได้แก่ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ บางหมวดเดิม เช่น ภาษีป้าย อากรมหรสพและภาษีบำรุงท้องที่ถูกยกเลิกจากประมวล จึงไม่ควรนำโครงสร้างเก่ามาปะปนกับอำนาจจัดเก็บปัจจุบัน
บททั่วไปสร้างภาษาร่วมของระบบ เช่น ความหมายเจ้าพนักงาน การยื่นเอกสาร อำนาจเรียกข้อมูล การจัดเก็บหนี้ภาษี และหลักเกี่ยวกับกฎหมายลำดับรอง ส่วนวิธีการภาษีอากรประเมินใช้กับภาษีที่กฎหมายกำหนดให้เข้าสู่ระบบประเมิน จึงเป็น “กระบวนวิธี” ร่วมเหนือภาษีรายประเภท ขณะที่หมวดภาษีแต่ละชนิดตอบว่าใครเสีย รายการใดเป็นฐาน และคำนวณอย่างไร การอ่านเฉพาะหมวดภาษีโดยไม่อ่านวิธีประเมินทำให้เห็นจำนวนเงินแต่ไม่เห็นหน้าที่เอกสาร หมายเรียก อุทธรณ์หรือผลผิดนัด
ประมวลทำงานร่วมกับพระราชบัญญัติและพระราชกำหนดแก้ไข พระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ประกาศกระทรวงการคลัง ประกาศอธิบดี คำสั่ง และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร กฎหมายลำดับรองอาจกำหนดรายละเอียด แบบ วิธีส่งข้อมูล การยกเว้นหรือลดอัตราภายใต้กรอบที่กฎหมายให้อำนาจ จึงต้องตรวจลำดับศักดิ์และช่วงใช้บังคับ สิทธิประโยชน์ของปีหนึ่งอาจสิ้นสุดหรือเปลี่ยนเงื่อนไขในปีถัดไป แม้ข้อความแกนของประมวลยังเหมือนเดิม การใช้คำว่า “ตามประมวลรัษฎากร” จึงมักรวมชุดกฎหมายประกอบ มิใช่หน้าเดียวของตัวบท
วิธีวิเคราะห์เริ่มจากระบุตัวผู้มีหน้าที่และสถานะทางภาษี ต่อด้วยจำแนกเงินได้ การขาย บริการ รายรับหรือตราสาร แล้วระบุสถานที่กับเวลาที่เหตุเกิด จากนั้นเลือกภาษี ฐาน อัตรา การยกเว้น แบบและกำหนดเวลา สุดท้ายจึงตรวจภาษีหัก ณ ที่จ่าย ภาษีซื้อ เครดิตหรือภาษีชำระล่วงหน้าซึ่งนำมาหักได้ รายการเดียวอาจก่อหน้าที่มากกว่าหนึ่งด้าน เช่น บริษัทจ่ายค่าบริการอาจมีรายจ่ายทางภาษี หน้าที่หักภาษี และเอกสารภาษีมูลค่าเพิ่ม จึงต้องสร้างแผนที่ภาษีของเหตุการณ์แทนการหาคำตอบจากชื่อสัญญาเพียงอย่างเดียว หากผลวิเคราะห์ต่างจากวิธีที่คู่สัญญาใช้ ต้องตรวจว่าใครมีหน้าที่โดยตรง ใครรับภาระตามสัญญา และการตกลงโยนภาระให้กันมีผลต่อรัฐหรือไม่ เพราะสัญญาผูกคู่สัญญาได้แต่ไม่อาจเปลี่ยนผู้มีหน้าที่ตามกฎหมายโดยลำพัง การแยกสองความสัมพันธ์นี้ทำให้คำนวณยอดสุทธิและออกเอกสารได้ถูกฝ่าย
ห้าภาษีภายใต้กระบวนวิธีร่วม
ภาษีแต่ละชนิดใช้ฐานต่างกัน แต่การยื่น การตรวจ การประเมิน อุทธรณ์ คืนภาษี และบังคับชำระเชื่อมอยู่ในระบบเดียวกัน
- 1เงินได้บุคคลธรรมดามองเงินได้พึงประเมิน ค่าใช้จ่าย ค่าลดหย่อน ผู้มีหน้าที่ และอัตราก้าวหน้าตามปีภาษี
- 2เงินได้นิติบุคคลมองกำไรสุทธิหรือฐานเฉพาะ รอบบัญชี รายได้ รายจ่าย และเงื่อนไขทางภาษีของนิติบุคคล
- 3มูลค่าเพิ่มมองการขายสินค้า บริการและนำเข้า ภาษีขาย ภาษีซื้อ การจดทะเบียนและใบกำกับภาษี
- 4ธุรกิจเฉพาะมองรายรับของกิจการซึ่งกฎหมายแยกจากระบบมูลค่าเพิ่ม เช่น ธุรกิจการเงินบางประเภท
- 5อากรแสตมป์มองชนิดและข้อความของตราสาร ผู้มีหน้าที่ วิธีทำให้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ และผลเมื่อเสียไม่ครบ
บทที่ 2 วงจรยื่นแบบ ประเมิน อุทธรณ์ และชำระ
ระบบภาษีอากรประเมินตั้งอยู่บนการที่ผู้มีหน้าที่รู้ข้อเท็จจริงของตน จัดทำบัญชี รายงานหรือเอกสาร คำนวณ และยื่นรายการภายในกำหนด เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจตรวจว่ารายการถูกต้องและบริบูรณ์หรือไม่ การยื่นแบบจึงไม่ใช่การปิดเรื่องโดยอัตโนมัติ แต่เป็นคำรับรองข้อมูลที่ต้องมีหลักฐานรองรับ การจัดเอกสารควรเชื่อมรายการในแบบกับสัญญา ใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษี หลักฐานรับจ่าย บัญชีและการส่งมอบจริง หากตัวเลขตรงกันแต่เหตุผลทางธุรกิจหรือสิทธิในเอกสารไม่ชัด ความเสี่ยงยังคงอยู่
เมื่อพบข้อสงสัย เจ้าพนักงานอาจออกหมายเรียก สั่งให้นำบัญชี เอกสารหรือหลักฐานมาแสดง และสอบถามผู้เกี่ยวข้อง กระบวนการต่างกันระหว่างกรณียื่นรายการแต่ไม่ถูกต้องกับกรณีไม่ยื่นเลย หากผู้รับหมายไม่ร่วมมือ กฎหมายเปิดทางให้ประเมินจากข้อมูลที่มีและเกิดผลเสียมากขึ้น การตอบตรวจจึงต้องตรวจขอบเขตคำขอ รวบรวมเอกสารให้ครบ อธิบายการเชื่อมโยง และเก็บสำเนาสิ่งที่ส่ง การสร้างข้อมูลย้อนหลังหลังได้รับหมายเรียกมีความน่าเชื่อถือน้อยกว่าการมีระบบบันทึกตามปกติและอาจก่อคำถามใหม่
เงินภาษีที่ต้องชำระต่างจากเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ภาษีคือหนี้หลักตามฐานและอัตรา เบี้ยปรับเป็นผลทางการเงินจากการปฏิบัติไม่ถูกต้องบางกรณี ส่วนเงินเพิ่มผูกกับการชำระล่าช้าตามเวลา การแยกสามส่วนช่วยตรวจใบประเมินและวางวิธีแก้ได้ถูก การงดหรือลดเบี้ยปรับต้องเป็นไปตามอำนาจและหลักเกณฑ์ ไม่เกิดจากความเห็นใจโดยไม่มีฐาน ส่วนความรับผิดทางอาญาใช้กับการกระทำที่กฎหมายกำหนด เช่น การไม่ปฏิบัติตามหน้าที่บางอย่างหรือการใช้ความเท็จและอุบายเพื่อหลีกเลี่ยง จึงต้องแยกความผิดพลาดออกจากเจตนาโดยอาศัยพฤติการณ์
ผู้ไม่เห็นด้วยกับการประเมินมีสิทธิอุทธรณ์ตามแบบ ต่อองค์กร และภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด คำอุทธรณ์ควรระบุประเด็นข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย จำนวนที่โต้แย้ง และหลักฐานโดยตรง การยื่นอุทธรณ์มิได้ทำให้หน้าที่ชำระภาษีหยุดเอง เว้นแต่ได้รับอนุญาตหรือมีการดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง หลังได้รับคำวินิจฉัยจึงมีช่องทางนำข้อพิพาทสู่ศาลภาษีอากรตามเงื่อนไข การปล่อยกำหนดเวลาเพราะกำลังเจรจาหรือรวบรวมเอกสารอาจทำให้เสียสิทธิ แม้ข้อโต้แย้งในเนื้อหาจะมีน้ำหนัก
การขอคืนภาษีเป็นอีกด้านของระบบ เมื่อชำระเกิน ถูกหักเกิน หรือมีเครดิตตามกฎหมาย ผู้มีสิทธิต้องยื่นคำร้องกับเอกสารภายในกำหนดและพิสูจน์ที่มาของยอดคืน กรมสรรพากรอาจขอข้อมูลเพิ่มเพื่อตรวจว่ารายการซื้อขายเกิดจริงและภาษีไม่ได้ถูกขอคืนซ้ำ วงจรภาษีจึงจบเมื่อหนี้ เครดิต เอกสารและสิทธิอุทธรณ์ได้รับการสะสาง ไม่ใช่เมื่อส่งแบบสำเร็จเพียงครั้งเดียว ผู้เสียภาษีที่ดีควรมีปฏิทินกำหนดเวลา ระบบทบทวนก่อนยื่น ผู้รับผิดชอบตอบหนังสือ และทะเบียนข้อพิพาทเพื่อไม่ให้เรื่องเดียวหลุดจากการติดตามหลายฝ่าย การแก้แบบหลังพบความคลาดเคลื่อนควรทำพร้อมวิเคราะห์สาเหตุและภาษีที่เชื่อมกัน มิฉะนั้นแก้ยอดในแบบหนึ่งแล้วปล่อยให้บัญชี หนังสือรับรองหรือแบบอีกประเภทขัดต่อกัน ความสมัครใจแก้ก่อนถูกตรวจอาจมีผลต่อวิธีดำเนินการ แต่ยังต้องอาศัยกฎหมายกับหลักฐาน ไม่ใช่การลบประวัติรายการเดิม
เนื้อหาสรุปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาส่วนบุคคล ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต