กลับไปทำข้อสอบวิชานี้

พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546และที่แก้ไขเพิ่มเติม

จากเป้าหมายเพื่อประชาชน สู่แผน ผลสัมฤทธิ์ ความคุ้มค่า การลดขั้นตอน การปรับภารกิจ และการประเมินที่เชื่อมเป็นวงจรเดียว

7 หัวข้อ · อ่านประมาณ 34 นาที · มีต้นฉบับจาก pong-dang.go.th

เปิดเนื้อหาฉบับเต็ม
อ่านฟรีได้ 2 จาก 7 หัวข้อ29%
หัวข้อ 1

บทที่ 1 ขอบเขตและเป้าหมายของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี

พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้เปลี่ยนหลักการบริหารราชการให้เป็นข้อกำหนดที่เชื่อมเป้าหมาย วิธีทำงาน และการประเมินผลเข้าด้วยกัน จุดมุ่งหมายมิได้อยู่ที่การทำกิจกรรมให้ครบหรือการผลิตเอกสารให้มาก แต่ต้องพิสูจน์ได้ว่างานของรัฐสร้างประโยชน์แก่ประชาชน บรรลุภารกิจ ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และปรับตัวได้เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน การอ่านกฎหมายจึงควรเริ่มจากผลที่ต้องเกิด แล้วค่อยย้อนดูว่าแผน งบประมาณ ขั้นตอน ผู้รับผิดชอบ และข้อมูลใดทำให้ผลนั้นเกิดขึ้น หากหน่วยงานทำตามขั้นตอนเดิมครบทุกข้อแต่ประชาชนยังไม่ได้รับบริการหรือภารกิจไม่บรรลุเป้าหมาย การปฏิบัตินั้นก็ยังไม่ตอบหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี

คำว่า “ส่วนราชการ” ในพระราชกฤษฎีกาหมายถึงส่วนราชการตามกฎหมายปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม และหน่วยงานอื่นของรัฐที่อยู่ในกำกับของราชการฝ่ายบริหาร โดยไม่รวมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วน “รัฐวิสาหกิจ” หมายถึงรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา และคำว่า “ข้าราชการ” ครอบคลุมพนักงาน ลูกจ้าง หรือผู้ปฏิบัติงานในส่วนราชการด้วย คำนิยามเหล่านี้กำหนดวงผู้มีหน้าที่โดยตรง ขณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์การมหาชน และรัฐวิสาหกิจต้องจัดหลักเกณฑ์ตามแนวทางของพระราชกฤษฎีกาในรูปแบบที่เหมาะกับฐานะของตน นายกรัฐมนตรีเป็นผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกา และคณะรัฐมนตรีอาจกำหนดช่วงเวลาเงื่อนไขการปฏิบัติตามข้อเสนอของ ก.พ.ร.

เป้าหมายของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีมีเจ็ดด้านซึ่งต้องมองร่วมกัน ได้แก่ ประโยชน์สุขของประชาชน ผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ ประสิทธิภาพและความคุ้มค่า การไม่มีขั้นตอนเกินจำเป็น การปรับปรุงภารกิจให้ทันสถานการณ์ การอำนวยความสะดวกและตอบสนองความต้องการของประชาชน และการประเมินผลอย่างสม่ำเสมอ เป้าหมายเหล่านี้ไม่ใช่รายการเลือกทำ เพราะการเร่งบริการโดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์อาจเร็วแต่ไร้ประโยชน์ การลดค่าใช้จ่ายโดยลดคุณภาพอาจประหยัดแต่ไม่คุ้มค่า และการประเมินผลที่ไม่มีข้อมูลจากประชาชนอาจวัดผลงานภายในแต่ไม่เห็นคุณภาพบริการ กฎหมายจึงจัดหมวดต่าง ๆ ให้รับช่วงกันตั้งแต่การกำหนดภารกิจไปจนถึงการทบทวนผล

เจ็ดเป้าหมายที่ทำงานเป็นระบบเดียว

เป้าหมายแต่ละด้านตรวจคนละมิติ แต่ต้องรักษาสมดุลร่วมกันตั้งแต่เริ่มภารกิจจนถึงการประเมินผล

  1. 1ประชาชนเกิดประโยชน์สุข ได้รับความสะดวก และได้รับการตอบสนอง
  2. 2ภารกิจเกิดผลสัมฤทธิ์ มีประสิทธิภาพ คุ้มค่า และไม่มีขั้นตอนเกินจำเป็น
  3. 3การปรับตัวทบทวนภารกิจให้ทันสถานการณ์และประเมินผลอย่างสม่ำเสมอ

การแปลงเป้าหมายเป็นงานประจำต้องทำให้ทุกโครงการมีเหตุผลที่เชื่อมกลับไปยังภารกิจของรัฐ มีผลที่คาดหมายต่อประชาชน และมีหลักฐานสำหรับติดตาม ส่วนราชการควรกำหนดเป้าหมาย ระยะเวลา งบประมาณ และผู้รับผิดชอบก่อนเริ่มงาน มิใช่ทำงานไปก่อนแล้วค่อยสร้างตัวชี้วัดให้สอดคล้องกับสิ่งที่เกิดขึ้น การกำหนดผลสัมฤทธิ์ช่วยแยกระหว่าง “ผลงาน” เช่น จำนวนครั้งที่จัดบริการ กับ “ผล” เช่น ประชาชนเข้าถึงบริการได้เร็วขึ้นหรือปัญหาลดลง เมื่อตั้งความสัมพันธ์นี้ชัด การพิจารณาความคุ้มค่า การลดขั้นตอน และการประเมินก็ใช้หลักฐานชุดเดียวกันได้ ลดการทำรายงานหลายฉบับที่วัดคนละเรื่องและไม่สามารถอธิบายความรับผิดได้

โครงสร้างของพระราชกฤษฎีกาจึงเป็นวงจรบริหารมากกว่าชุดคำสั่งแยกส่วน ประชาชนเป็นจุดตั้งต้น แผนทำให้เป้าหมายกลายเป็นงาน งบประมาณจัดทรัพยากรให้ภารกิจ ขั้นตอนและเทคโนโลยีทำให้บริการคล่องตัว การทบทวนภารกิจรักษาความทันสมัย และการประเมินผลส่งข้อมูลย้อนกลับไปสู่การตัดสินใจรอบใหม่ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2562 ปรับวงจรนี้ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและแผนระดับประเทศ พร้อมเพิ่มการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลกลาง การใช้กฎหมายปัจจุบันจึงต้องอ่านฉบับแก้ไขประกอบข้อความเดิม และไม่นำกลไกแผนที่ถูกยกเลิกแล้วกลับมาเป็นหน้าที่ซ้ำซ้อนของส่วนราชการ

หัวข้อ 2

บทที่ 2 ประโยชน์สุขของประชาชนและการรับฟังผลกระทบ

ประโยชน์สุขของประชาชนหมายถึงความผาสุกและความเป็นอยู่ที่ดี ความสงบและความปลอดภัยของสังคม ตลอดจนประโยชน์สูงสุดของประเทศ หลักนี้กำหนดให้ประชาชนเป็นศูนย์กลางของการรับบริการจากรัฐ มิใช่ผู้ต้องปรับตัวตามความสะดวกของหน่วยงานเพียงฝ่ายเดียว ภารกิจของส่วนราชการต้องสอดคล้องกับแนวนโยบายของรัฐและนโยบายคณะรัฐมนตรี แต่ความสอดคล้องเชิงนโยบายยังต้องแปลเป็นผลที่ประชาชนสัมผัสได้ การออกโครงการจึงต้องตอบว่าปัญหาสาธารณะคืออะไร ประชาชนกลุ่มใดได้รับผล วิธีดำเนินงานทำให้ความเป็นอยู่ดีขึ้นอย่างไร และจะรู้ได้อย่างไรว่าผลนั้นเกิดขึ้นจริง การอ้างว่ากิจกรรมอยู่ในแผนอย่างเดียวไม่เพียงพอหากไม่เห็นความเชื่อมโยงกับประโยชน์สาธารณะ

การปฏิบัติภารกิจต้องซื่อสัตย์สุจริต ตรวจสอบได้ และมุ่งประโยชน์สุขของประชาชนทั้งระดับประเทศและท้องถิ่น ก่อนเริ่มภารกิจ ส่วนราชการต้องศึกษาผลดีและผลเสียให้ครบถ้วน กำหนดขั้นตอนโปร่งใส และมีกลไกตรวจสอบในแต่ละช่วง หากภารกิจมีผลกระทบต่อประชาชน ต้องรับฟังความคิดเห็นหรือชี้แจงให้เกิดความเข้าใจถึงประโยชน์ส่วนรวม การรับฟังจึงไม่ใช่เพียงจัดประชุมแล้วนับจำนวนผู้เข้าร่วม แต่ต้องนำสาระที่ได้รับไปใช้วิเคราะห์ทางเลือก ผลกระทบ และมาตรการบรรเทา พร้อมแสดงเหตุผลเมื่อไม่อาจทำตามข้อเสนอใด วิธีนี้ทำให้การตัดสินใจยังอยู่กับผู้มีอำนาจแต่เปิดให้ข้อเท็จจริงจากผู้ได้รับผลกระทบเข้าสู่กระบวนการก่อนผลเสียเกิดขึ้น

ข้าราชการมีหน้าที่รับฟังความคิดเห็นและความพึงพอใจของสังคมกับผู้รับบริการ แล้วนำไปปรับปรุงวิธีปฏิบัติหรือเสนอผู้บังคับบัญชา ข้อมูลความพึงพอใจจึงไม่ควรใช้เป็นคะแนนประชาสัมพันธ์เท่านั้น แต่ต้องแยกให้เห็นว่าประชาชนติดขัดที่ขั้นตอนใด ได้รับข้อมูลครบหรือไม่ ใช้เวลานานเพียงใด และผลของบริการแก้ปัญหาได้จริงหรือเปล่า ความเห็นที่ไม่พึงพอใจอาจชี้ให้เห็นขั้นตอนซ้ำซ้อน กฎที่ล้าสมัย หรือการประสานระหว่างหน่วยงานที่ขาดตอน เมื่อข้อร้องเรียนมีข้อมูลและสาระสมควร ส่วนราชการต้องพิจารณาดำเนินการให้ลุล่วงและแจ้งผลแก่ผู้ให้ข้อมูลตามช่องทางที่ติดต่อได้ โดยการเผยแพร่ผ่านเครือข่ายสารสนเทศต้องคุ้มครองชื่อกับที่อยู่ของผู้ร้องเรียน

หากการดำเนินงานเกิดปัญหาหรืออุปสรรค ส่วนราชการต้องแก้ไขโดยเร็ว ถ้าสาเหตุมาจากส่วนราชการอื่นหรือจากระเบียบที่หน่วยงานอื่นออก ต้องแจ้งเจ้าของเรื่องให้ปรับปรุงและแจ้ง ก.พ.ร. ทราบ หลักนี้ป้องกันมิให้หน่วยงานตอบประชาชนเพียงว่าเรื่องอยู่นอกอำนาจแล้วปล่อยปัญหาค้างอยู่ ผู้รับเรื่องอาจไม่มีอำนาจแก้ทั้งหมด แต่ยังมีหน้าที่ชี้เจ้าของอำนาจ ส่งข้อมูลที่จำเป็น และติดตามให้กระบวนการเดินต่อ เมื่อหลายส่วนราชการเกี่ยวข้อง ควรกำหนดเจ้าภาพ ผลส่งมอบ และเส้นเวลาเดียวกัน การประสานที่ดีจึงไม่ใช่การประชุมเพิ่ม แต่เป็นการทำให้ประชาชนไม่ต้องแบกภาระจากรอยต่อของหน่วยงานราชการ

การยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางยังต้องรักษาประโยชน์ส่วนรวมและความชอบด้วยกฎหมาย ความต้องการรายบุคคลอาจแตกต่างกัน ส่วนราชการจึงต้องใช้ข้อมูลเพื่อหาสมดุลระหว่างความสะดวก ความเสมอภาค ความปลอดภัย งบประมาณ และผลกระทบระยะยาว การให้บริการรวดเร็วแก่กลุ่มหนึ่งแต่สร้างภาระแก่อีกกลุ่มไม่ใช่ผลสำเร็จที่สมบูรณ์ เช่นเดียวกับการรับฟังทุกความเห็นโดยไม่วิเคราะห์ความเป็นไปได้ก็ไม่ใช่การตัดสินใจที่รับผิดชอบ ร่องรอยที่ควรปรากฏจึงประกอบด้วยปัญหาและกลุ่มเป้าหมาย ทางเลือก ผลดีผลเสีย ความเห็นของประชาชน เหตุผลของผู้ตัดสินใจ วิธีลดผลกระทบ และผลหลังดำเนินการ ซึ่งทำให้ตรวจได้ว่าหน่วยงานใช้คำว่า “ประโยชน์ของประชาชน” บนฐานข้อเท็จจริงจริงหรือไม่

อ่านสรุปฉบับเต็มทุกหัวข้อ
สมาชิก PRO ระบบจะจำหัวข้อที่อ่านค้างไว้ให้ด้วย
PRO 99 บาท/เดือน
เนื้อหาฉบับเต็มต้นฉบับจาก pong-dang.go.thเปิดต้นฉบับ

เนื้อหาสรุปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาส่วนบุคคล ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต