บทนำ — ตัวบทหลักและฉบับแก้ไข
ต้องใช้พระราชกำหนด พ.ศ. 2566 ร่วมกับฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568 และประกาศลำดับรองที่มีผลในวันเกิดเหตุ เพราะฉบับแก้ไขเพิ่มมาตรการและความรับผิดของผู้ให้บริการบางประเภท. กฎหมายมุ่งหยุดความเสียหายจากการหลอกลวงผ่านโทรศัพท์หรือระบบอิเล็กทรอนิกส์ ติดตามเส้นทางเงิน และประสานข้อมูลอย่างรวดเร็ว โดยจำกัดสิทธิเท่าที่จำเป็นต่อความปลอดภัยสาธารณะและเศรษฐกิจ. การใช้บังคับต้องตรวจว่าพฤติการณ์เป็นการหลอกลวงหรือความผิดที่อยู่ในนิยาม ใช้ช่องทางอิเล็กทรอนิกส์อย่างไร และมีธุรกรรมหรือผู้ให้บริการใดเกี่ยวข้อง ไม่ขยายมาตรการไปสู่ข้อพิพาททั่วไป. สถาบันการเงิน ผู้ประกอบธุรกิจ บริการโทรคมนาคม และหน่วยงานรัฐแลกเปลี่ยนข้อมูลเท่าที่จำเป็นเพื่อป้องกันและปราบปรามความผิด ผ่านระบบหรือช่องทางที่กำหนด พร้อมรักษาความมั่นคงปลอดภัยและร่องรอยการเข้าถึง
การประมวลผลข้อมูลตามหน้าที่กฎหมายมีฐานเฉพาะ แต่ผู้เกี่ยวข้องยังต้องจำกัดวัตถุประสงค์ ขอบเขตผู้เข้าถึง ระยะเวลาเก็บ และการเปิดเผยต่อ ห้ามนำข้อมูลไปใช้เพื่อประโยชน์อื่น
การแจ้งเหตุของผู้เสียหาย
ผู้เสียหายควรแจ้งสถาบันการเงินหรือช่องทางทางการโดยเร็ว พร้อมข้อมูลบัญชี จำนวนเงิน เวลา และหลักฐานการสื่อสาร การรับแจ้งต้องยืนยันตัวตนและส่งต่อข้อมูลตามขั้นตอนเพื่อเริ่มระงับธุรกรรม. ผู้ให้บริการที่ได้รับแจ้งหรือพบเหตุอันควรสงสัยอาจระงับธุรกรรมชั่วคราวตามฐานอำนาจและเวลา พร้อมแจ้งหน่วยงานที่กำหนด การระงับต้องครอบคลุมเท่าที่จำเป็นและมีการทบทวนต่อเนื่อง. เมื่อเงินถูกโอนไปหลายทอด การประสานข้อมูลต้องติดตามบัญชีปลายทางและหยุดรายการที่ยังควบคุมได้ โดยบันทึกเหตุผล ลำดับเวลา และจำนวนเงินเพื่อรักษาสิทธิของผู้สุจริต. ผู้เสียหายต้องดำเนินการตามกรอบเวลาหรือขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดเพื่อให้มาตรการระงับดำเนินต่อ พนักงานสอบสวนมีอำนาจประสานและรวบรวมพยานข้ามพื้นที่ตามบทเฉพาะ
การคืนเงินหรือปลดระงับต้องมีคำสั่งหรือเงื่อนไขตามกฎหมาย ตรวจสิทธิของเจ้าของบัญชี ผู้เสียหาย และบุคคลภายนอก ไม่อาศัยคำกล่าวอ้างฝ่ายเดียว และต้องแจ้งผลแก่ผู้เกี่ยวข้อง
เนื้อหาสรุปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาส่วนบุคคล ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต