พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566

กฎหมายฉุกเฉินระงับธุรกรรม-ปราบบัญชีม้า-ซิมม้า ครอบคลุมตั้งแต่การแลกเปลี่ยนข้อมูลถึงโทษอาญา

1. ที่มาและสถานะทางกฎหมาย2. นิยามสำคัญ 3 คำ และผู้รักษาการ3. มาตรการแลกเปลี่ยนข้อมูล — ใครแลกกับใคร ผ่านระบบของใคร4. อำนาจสั่งเปิดเผยข้อมูลโดยตรงจากเจ้าหน้าที่รัฐ5. กระบวนการระงับธุรกรรม 3 เส้นทาง6. ช่องทางแจ้งเหตุและอำนาจสอบสวนข้ามพื้นที่7. โทษอาญา — บัญชีม้า ซิมม้า และนายหน้า8. ข้อยกเว้น PDPA และข้อห้ามเปิดเผยต่อ9. คณะกรรมการตามและการทบทวนหลัง 5 ปี10. ตารางสรุปกรอบเวลาทั้งหมดที่ต้องจำ11. บทบาทหน่วยงานที่ต้องไม่สับสน
1

ที่มาและสถานะทางกฎหมาย

ส่วนนี้อธิบายว่าทำไมถึงต้องออกเป็น 'พระราชกำหนด' ไม่ใช่พระราชบัญญัติ และมีผลบังคับใช้เมื่อไหร่

พระราชกำหนดฉบับนี้ตราขึ้นโดยอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญในส่วนที่เปิดช่องให้ฝ่ายบริหารออกกฎหมายได้เองในกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วน เหตุผลคืออาชญากรรมทางเทคโนโลยีแพร่ระบาดหนัก ผู้หลอกลวงโอนเงินผ่านบัญชีคนอื่นเป็นทอดๆ อย่างรวดเร็วเพื่อปกปิดร่องรอย ส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้างและเป็นอันตรายต่อระบบเศรษฐกิจ จึงไม่อาจรอกระบวนการออกพระราชบัญญัติตามปกติได้ ผู้รับสนองพระบรมราชโองการคือ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

เหตุการณ์
วันที่
ให้ไว้ ณ วันที่
9 มีนาคม 2566
ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
16 มีนาคม 2566
มีผลบังคับใช้ (วันถัดจากประกาศ)
17 มีนาคม 2566
2

นิยามสำคัญ 3 คำ และผู้รักษาการ

ส่วนนี้ชี้ให้เห็นว่า 'ใคร' และ 'อะไร' อยู่ในขอบเขตของกฎหมายนี้ — นิยามเหล่านี้กำหนดว่าใครมีหน้าที่และความรับผิดชอบตลอดทั้งฉบับ

อาชญากรรมทางเทคโนโลยี ครอบคลุมการกระทำสองลักษณะ: ลักษณะแรกคือกระทำหรือ *พยายาม* กระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เพื่อฉ้อโกง กรรโชก หรือรีดเอาทรัพย์ ลักษณะที่สองคือกระทำความผิดฐานฉ้อโกง กรรโชก หรือรีดเอาทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา โดยใช้ระบบคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือ — จุดต่างคือคำว่า 'พยายามกระทำ' ปรากฏเฉพาะในลักษณะแรกเท่านั้น

คำนิยาม
ความหมาย
สถาบันการเงิน
ธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงินของรัฐที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น
ผู้ประกอบธุรกิจ
ผู้ประกอบธุรกิจตามกฎหมายว่าด้วยระบบการชำระเงิน

ผู้รักษาการตามพระราชกำหนดนี้มีสองฝ่ายร่วมกัน ได้แก่ นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สะท้อนว่าการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีต้องอาศัยทั้งอำนาจบริหารสูงสุดและความเชี่ยวชาญด้านดิจิทัลพร้อมกัน

3

มาตรการแลกเปลี่ยนข้อมูล — ใครแลกกับใคร ผ่านระบบของใคร

ส่วนนี้เทียบให้เห็นว่าสถาบันการเงินกับผู้ให้บริการโทรคมนาคมต้องแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านระบบที่ต่างกัน และมีจำนวนหน่วยงานที่ต้องเห็นชอบต่างกัน

เงื่อนไขเบื้องต้นในการเปิดใช้มาตรการแลกเปลี่ยนข้อมูลคือต้องมี 'เหตุอันควรสงสัย' ว่ามีหรืออาจมีการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเกิดขึ้น เมื่อเกิดเหตุดังกล่าว กฎหมายกำหนดหน้าที่แยกกันตามประเภทผู้มีหน้าที่

ประเด็น
กลุ่มสถาบันการเงิน
กลุ่มผู้ให้บริการโทรคมนาคม
ผู้มีหน้าที่
สถาบันการเงิน และผู้ประกอบธุรกิจ
ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ ผู้ให้บริการโทรคมนาคมอื่น หรือผู้ให้บริการอื่นที่เกี่ยวข้อง
ข้อมูลที่แลกเปลี่ยน
บัญชีและธุรกรรมของลูกค้า
ข้อมูลการให้บริการที่เกี่ยวข้อง
หน่วยงานเห็นชอบระบบ
5 แห่ง
2 แห่ง

5 หน่วยงานที่ต้องเห็นชอบระบบสำหรับกลุ่มสถาบันการเงิน

  • กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
  • สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
  • กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI)
  • สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)
  • ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

2 หน่วยงานที่ต้องเห็นชอบระบบสำหรับกลุ่มผู้ให้บริการโทรคมนาคม

  • กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
  • สำนักงาน กสทช.

เมื่อมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลแล้ว ผู้เปิดเผยต้องแจ้งให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือ DSI และสำนักงาน ปปง. ทราบ โดยทันที จากนั้นหน่วยงานเหล่านั้นมีอำนาจนำข้อมูลไปใช้เพื่อป้องกัน ปราบปราม หรือระงับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีได้

สมาชิก PRO
อ่านสรุปฉบับเต็ม ครบทุกหัวข้อ
อ่านง่าย จำได้จริง · บุ๊คมาร์คอ่านต่อจากที่ค้างไว้อัตโนมัติ
99 บาท/เดือน →

เนื้อหาสรุปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาส่วนบุคคล ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต