สารบัญ5 หัวข้อหลัก
บทที่ 1 เหตุผลของระบบความรับผิดเฉพาะและขอบเขตบุคคล
พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่วางระบบเฉพาะขึ้นจากข้อเท็จจริงพื้นฐานว่า เจ้าหน้าที่ดำเนินกิจการของหน่วยงานของรัฐเพื่อประโยชน์ส่วนรวม มิได้ทำเพื่อประโยชน์เฉพาะตัวเสมือนกิจกรรมของเอกชนทั่วไป หากนำหลักความรับผิดทางละเมิดแบบเอกชนมาใช้โดยไม่แยกบริบท เจ้าหน้าที่อาจถูกมองว่าต้องรับผิดส่วนตัวทุกครั้ง และเมื่อหน่วยงานชดใช้แก่บุคคลภายนอกแล้วก็อาจย้อนมาเรียกจากเจ้าหน้าที่เต็มจำนวน ผลเช่นนั้นไม่สอดคล้องกับลักษณะงานของรัฐซึ่งต้องอาศัยการตัดสินใจภายใต้หน้าที่ ระบบใหม่นี้จึงไม่ได้ลบความรับผิด แต่จัดวางผู้รับผิด เงื่อนไข และสัดส่วนให้สัมพันธ์กับที่มาของความเสียหาย
เหตุผลท้ายพระราชบัญญัติชี้ให้เห็นปัญหาสองชั้น ชั้นแรกคือความผิดพลาดเล็กน้อยหรือการกระทำที่ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจอาจนำไปสู่ภาระส่วนตัวเต็มจำนวน ชั้นที่สองคือการนำหลักลูกหนี้ร่วมมาใช้จนเจ้าหน้าที่คนหนึ่งอาจต้องรับภาระจากการกระทำของผู้อื่น เพียงเพื่อให้ฝ่ายผู้เสียหายได้รับเงินครบ การจัดระบบเช่นนั้นอาจไม่เป็นธรรมต่อแต่ละคนและบั่นทอนกำลังขวัญ จนเจ้าหน้าที่ไม่กล้าตัดสินใจทำงานเท่าที่ควร กฎหมายจึงรักษาความคุ้มครองผู้เสียหายไว้ พร้อมแยกความรับผิดภายในระหว่างรัฐกับเจ้าหน้าที่ออกมาพิจารณาตามความร้ายแรงและความเป็นธรรม
ขอบเขตบุคคลเริ่มที่คำว่าเจ้าหน้าที่ ซึ่งครอบคลุมข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง และผู้ปฏิบัติงานประเภทอื่น ไม่ว่าการแต่งตั้งนั้นจะอยู่ในฐานะกรรมการหรือฐานะอื่น ถ้อยคำนี้แสดงว่าการพิจารณาไม่ได้ผูกอยู่กับชื่อตำแหน่งเพียงอย่างเดียว แต่ดูสถานะการทำงานที่อยู่ในขอบเขตของกฎหมาย ส่วนหน่วยงานของรัฐครอบคลุมกระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น ตลอดจนรัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยกฎหมาย และยังเปิดให้กำหนดหน่วยงานอื่นเพิ่มเติมด้วยพระราชกฤษฎีกา
นิยามทั้งสองคำต้องอ่านร่วมกับคำว่า “ในการปฏิบัติหน้าที่” เพราะการเป็นเจ้าหน้าที่ไม่ได้ทำให้ทุกการกระทำของบุคคลนั้นกลายเป็นการกระทำของรัฐโดยอัตโนมัติ กฎหมายใช้ความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำกับหน้าที่เป็นจุดเปลี่ยนเส้นทางความรับผิด หากความเสียหายเกิดในหน้าที่ ผู้เสียหายติดต่อและเรียกร้องจากหน่วยงานของรัฐ แต่ถ้าการกระทำนั้นอยู่นอกหน้าที่ เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดเป็นการเฉพาะตัว การแยกนี้ทำให้สถานะของผู้กระทำเป็นเพียงประตูแรก ส่วนลักษณะของการกระทำในขณะเกิดเหตุเป็นคำถามชี้ขาดว่าความรับผิดภายนอกจะตกแก่ใคร
ระบบดังกล่าวยังสัมพันธ์กับกลไกบริหารงานบุคคลและการดำเนินการทางวินัยซึ่งกฎหมายระบุว่าเป็นเครื่องมือกำกับการทำงานอีกส่วนหนึ่ง การที่เจ้าหน้าที่ไม่ต้องรับผิดส่วนตัวต่อผู้เสียหายในกรณีปฏิบัติหน้าที่จึงมิได้หมายถึงการปล่อยให้ปฏิบัติงานโดยไม่รอบคอบ ความรับผิดทางละเมิดมีหน้าที่จัดการค่าสินไหมทดแทนและความสัมพันธ์ระหว่างผู้เสียหาย หน่วยงาน และเจ้าหน้าที่ ขณะที่การให้คุณให้โทษกับวินัยยังดำรงอยู่ตามระบบของตน จุดสมดุลของพระราชบัญญัติคือให้รัฐทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้เสียหายมีผู้รับผิดที่ชัด และเจ้าหน้าที่รับภาระเฉพาะเมื่อระดับพฤติกรรมสมควรแก่ความรับผิดนั้น
บทที่ 2 จุดแยกหน้าที่ราชการกับเรื่องส่วนตัวและผู้ต้องรับผิด
เมื่อเจ้าหน้าที่กระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ หน่วยงานของรัฐต้นสังกัดต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิด ผู้เสียหายจึงฟ้องหน่วยงานได้โดยตรงและไม่อาจฟ้องเจ้าหน้าที่ในเส้นทางนี้ การกำหนดตัวผู้รับผิดเช่นนี้ทำให้ความเสียหายจากการใช้อำนาจหรือการดำเนินภารกิจของรัฐกลับไปอยู่กับองค์การที่จัดคนและระบบให้ปฏิบัติงาน มิใช่วางภาระตั้งต้นไว้ที่บุคคลผู้ปฏิบัติ หากเจ้าหน้าที่ผู้ก่อความเสียหายไม่ได้สังกัดหน่วยงานของรัฐแห่งใด กฎหมายกำหนดให้กระทรวงการคลังเป็นหน่วยงานที่ต้องรับผิด จึงไม่ปล่อยให้ช่องว่างด้านสังกัดทำให้ผู้เสียหายขาดคู่กรณีที่จะเรียกร้อง
อีกเส้นทางหนึ่งเกิดเมื่อการละเมิดมิใช่การกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ กรณีนี้เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดเป็นการเฉพาะตัว ผู้เสียหายฟ้องเจ้าหน้าที่ได้โดยตรงและไม่อาจฟ้องหน่วยงานของรัฐ ความแตกต่างระหว่างสองเส้นทางไม่ได้อยู่ที่ว่าผู้กระทำยังมีตำแหน่งเจ้าหน้าที่หรือไม่ แต่อยู่ที่ความเชื่อมโยงของการกระทำกับหน้าที่ หากตัดสินผิดตั้งแต่จุดนี้ ย่อมเลือกผู้ถูกเรียกร้องผิดฝ่าย หลักนี้จึงเป็นแกนกลางที่ต้องวางก่อนพิจารณาเรื่องการชดใช้ การไล่เบี้ย หรืออายุความ เพราะกติกาในขั้นหลังล้วนต่อเนื่องจากการจำแนกดังกล่าว
สองเส้นทางของความรับผิดต่อผู้เสียหาย
ให้จำแนกความสัมพันธ์กับหน้าที่ก่อนเลือกฝ่ายที่จะเรียกร้อง ส่วนการไล่เบี้ยเป็นคำถามภายหลังการชดใช้
- 1เกิดในการปฏิบัติหน้าที่หน่วยงานของรัฐรับผิดต่อผู้เสียหาย และหากไม่มีสังกัดให้กระทรวงการคลังรับผิด
- 2เกิดนอกการปฏิบัติหน้าที่เจ้าหน้าที่รับผิดเป็นการเฉพาะตัว ผู้เสียหายเรียกร้องจากเจ้าหน้าที่โดยตรง
- 3เลือกฝ่ายผิดในคดีขอเรียกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้าคดีได้ และมีกลไกรักษาเวลาฟ้องผู้รับผิดที่แท้จริง
กฎหมายตระหนักว่าการจำแนกอาจเป็นข้อพิพาทในคดี จึงเปิดทางให้ฝ่ายที่ถูกฟ้องขอศาลเรียกอีกฝ่ายเข้ามาเป็นคู่ความ หากผู้เสียหายฟ้องหน่วยงาน แต่หน่วยงานเห็นว่าเจ้าหน้าที่ควรรับผิดหรือร่วมรับผิด หน่วยงานขอให้ศาลเรียกเจ้าหน้าที่เข้าคดีได้ ในทางกลับกัน เมื่อผู้เสียหายฟ้องเจ้าหน้าที่และเจ้าหน้าที่เห็นว่าหน่วยงานควรรับผิดหรือร่วมรับผิด เจ้าหน้าที่ก็ขอให้เรียกหน่วยงานเข้าคดีได้ กลไกนี้ช่วยให้ศาลมีคู่ความที่เกี่ยวข้องอยู่พร้อมสำหรับวินิจฉัย และลดความเสี่ยงที่การถกเถียงเรื่องหน้าที่จะทำให้ต้องเริ่มกระบวนการใหม่ทั้งหมด
หากศาลยกฟ้องเพราะหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่ที่ถูกฟ้องไม่ใช่ผู้ต้องรับผิด กฎหมายยังขยายเวลาฟ้องผู้ที่ต้องรับผิดซึ่งไม่ได้ถูกเรียกเข้ามาในคดีออกไปอีกหกเดือนนับแต่คำพิพากษาถึงที่สุด การคุ้มครองนี้มีความหมายเฉพาะกับความผิดพลาดในการเลือกฝ่ายรับผิด เพราะผู้เสียหายอาจดำเนินคดีมาเป็นเวลานานก่อนจะได้ข้อยุติว่าการกระทำนั้นอยู่ในหน้าที่หรือเป็นเรื่องส่วนตัว หากไม่มีช่วงเวลาต่อ ผู้เสียหายอาจเสียสิทธิจากอายุความทั้งที่ได้ใช้สิทธิต่อเนื่องแล้ว กฎหมายจึงประสานความชัดเจนของคู่ความเข้ากับการรักษาโอกาสเรียกร้องอย่างเป็นธรรม
การอ่านเส้นทางความรับผิดภายนอกต้องไม่รีบนำเงื่อนไขจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงมาปะปน เงื่อนไขดังกล่าวใช้กับสิทธิที่หน่วยงานจะเรียกคืนจากเจ้าหน้าที่ภายหลัง ไม่ใช่เงื่อนไขที่ผู้เสียหายต้องใช้เลือกว่าจะฟ้องใคร ในชั้นแรกจึงถามเพียงว่าความเสียหายเกิดจากละเมิดของเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ เมื่อตอบได้จึงระบุหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่เป็นฝ่ายรับผิดต่อผู้เสียหาย หลังมีการชดใช้แล้วจึงเปิดคำถามชั้นในว่าเจ้าหน้าที่ต้องคืนเงินแก่หน่วยงานหรือไม่และเพียงใด ลำดับนี้รักษาทั้งสิทธิของผู้เสียหายและความเป็นธรรมแก่ผู้ปฏิบัติงาน
เนื้อหาสรุปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาส่วนบุคคล ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต