สารบัญ13 หัวข้อหลัก
- 1.บทนำ — ฐานะของกฎหมายและขอบเขตการใช้บังคับ
- 2.ความหมายของข้อมูลส่วนบุคคลและบุคคลที่เกี่ยวข้อง
- 3.ความยินยอมและการดำเนินการแทนบุคคลที่มีข้อจำกัดทางกฎหมาย
- 4.วัตถุประสงค์ การเก็บรวบรวม และฐานกฎหมายสำหรับข้อมูลทั่วไป
- 5.ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว
- 6.หน้าที่แจ้งรายละเอียดและสิทธิของเจ้าของข้อมูล
- 7.การส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลไปต่างประเทศ
- 8.หน้าที่ของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล
- 9.หน้าที่ของผู้ประมวลผลข้อมูลและเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
- 10.คณะกรรมการ สำนักงาน และกลไกกำกับดูแล
- 11.การร้องเรียนและอำนาจของคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ
- 12.ความรับผิดทางแพ่ง โทษอาญา และโทษทางปกครอง
- 13.ข้อมูลที่เก็บรวบรวมไว้ก่อนกฎหมายใช้บังคับ
บทนำ — ฐานะของกฎหมายและขอบเขตการใช้บังคับ
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ตราขึ้นเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและจัดให้มีมาตรการเยียวยาเมื่อสิทธิในข้อมูลส่วนบุคคลถูกละเมิด พระราชบัญญัติประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2562. โดยบทบัญญัติสำคัญเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูล สิทธิของเจ้าของข้อมูล หน้าที่ของผู้เกี่ยวข้อง การร้องเรียน ความรับผิด และบทกำหนดโทษ มีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไปตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2565 ภายหลังสิ้นสุดช่วงเวลายกเว้นตามพระราชกฤษฎีกาที่เกี่ยวข้อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติ
เมื่อมีกฎหมายเฉพาะกำหนดเรื่องการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับกิจการหรือหน่วยงานใดไว้แล้ว ให้ใช้กฎหมายเฉพาะนั้นเป็นหลัก แต่บทบัญญัติของพระราชบัญญัตินี้เกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูล สิทธิของเจ้าของข้อมูล และบทกำหนดโทษที่เกี่ยวข้อง ใช้เสริมกฎหมายเฉพาะได้ตามเงื่อนไขของ มาตรา 3. ส่วนกลไกร้องเรียนและอำนาจของคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญอาจนำมาใช้เมื่อกฎหมายเฉพาะไม่มีกลไกดังกล่าวหรือให้ความคุ้มครองไม่เพียงพอ. ตาม มาตรา 5 พระราชบัญญัติใช้กับผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่อยู่ในราชอาณาจักร ไม่ว่าการประมวลผลจะเกิดขึ้นในหรือนอกราชอาณาจักร
นอกจากนี้ยังใช้กับผู้ควบคุมหรือผู้ประมวลผลที่อยู่นอกราชอาณาจักร เมื่อการประมวลผลเกี่ยวข้องกับการเสนอสินค้าหรือบริการแก่เจ้าของข้อมูลซึ่งอยู่ในประเทศไทย หรือการเฝ้าติดตามพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในประเทศไทย
มาตรา 4 กำหนดกิจการที่พระราชบัญญัติไม่ใช้บังคับไว้โดยเฉพาะ
- การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลเพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือกิจกรรมในครอบครัวของบุคคลนั้นเท่านั้น
- การดำเนินการของหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ด้านความมั่นคงของรัฐ ความมั่นคงทางการคลัง ความปลอดภัยของประชาชน การป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน นิติวิทยาศาสตร์ หรือความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์
- การใช้หรือเปิดเผยข้อมูลเพื่อกิจการสื่อมวลชน งานศิลปกรรม หรืองานวรรณกรรม ซึ่งเป็นไปตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพหรือเป็นประโยชน์สาธารณะ
- การดำเนินงานตามหน้าที่และอำนาจของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รัฐสภา หรือคณะกรรมาธิการ
- การพิจารณาพิพากษาคดี การดำเนินงานในกระบวนพิจารณาคดี การบังคับคดี การวางทรัพย์ และกระบวนการยุติธรรมทางอาญา
- การดำเนินการกับข้อมูลของบริษัทข้อมูลเครดิตและสมาชิกตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต
ผู้ควบคุมข้อมูลที่ได้รับยกเว้นตามมาตรา 4 บางประเภทมิได้พ้นจากหน้าที่ทุกประการ โดยกฎหมายยังกำหนดให้ต้องจัดให้มีการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรฐานที่เหมาะสม
ความหมายของข้อมูลส่วนบุคคลและบุคคลที่เกี่ยวข้อง
ข้อมูลส่วนบุคคล ตามมาตรา 6 หมายถึงข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลซึ่งทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม แต่ไม่รวมข้อมูลของผู้ถึงแก่กรรมโดยเฉพาะ การพิจารณาว่าข้อมูลใดเป็นข้อมูลส่วนบุคคลจึงต้องดูความสามารถในการเชื่อมโยงข้อมูลนั้นกลับไปยังบุคคลธรรมดา มิได้จำกัดเฉพาะข้อมูลที่ระบุชื่อหรือเลขประจำตัวโดยตรง. ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล คือบุคคลหรือนิติบุคคลซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตัดสินใจเกี่ยวกับวัตถุประสงค์และวิธีการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูล. ส่วน ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล คือบุคคลหรือนิติบุคคลซึ่งดำเนินการดังกล่าวตามคำสั่งหรือในนามของผู้ควบคุม โดยมิได้เป็นผู้ตัดสินใจวัตถุประสงค์ด้วยตนเอง การจำแนกบทบาทต้องพิจารณาจากอำนาจตัดสินใจที่แท้จริง ไม่ได้พิจารณาจากชื่อตำแหน่งในสัญญาเพียงอย่างเดียว
หากผู้ประมวลผลดำเนินการนอกเหนือหรือขัดต่อคำสั่งของผู้ควบคุมและเป็นผู้กำหนดวัตถุประสงค์หรือวิธีการประมวลผลเสียเอง มาตรา 40 ให้ถือว่าผู้ประมวลผลนั้นเป็นผู้ควบคุมข้อมูลสำหรับการดำเนินการดังกล่าว และต้องรับหน้าที่ตามกฎหมายในฐานะผู้ควบคุม
เนื้อหาสรุปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาส่วนบุคคล ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต