สารบัญ6 หัวข้อหลัก
บทที่ 1 ศาลปกครองในฐานะกลไกควบคุมการใช้อำนาจรัฐ
ศาลปกครองเกิดขึ้นเพื่อพิจารณาข้อพิพาทที่มีรากจากการใช้อำนาจทางปกครองหรือการจัดทำบริการสาธารณะ ความสัมพันธ์ในคดีจึงต่างจากข้อพิพาทระหว่างเอกชนทั่วไป เพราะประชาชนมักเผชิญหน่วยงานซึ่งมีอำนาจตามกฎหมายและครอบครองข้อมูลที่จำเป็นต่อการพิสูจน์เรื่อง ระบบพิจารณาจึงวางอยู่บนวิธีไต่สวน ให้ศาลมีบทบาทค้นหาความจริงและตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายได้มากกว่าการรอให้คู่กรณีเสนอหลักฐานทั้งหมด จุดมุ่งหมายมิใช่เพียงชี้ว่าใครแพ้หรือชนะ แต่ต้องรักษาดุลระหว่างการคุ้มครองสิทธิของบุคคลกับความต่อเนื่องของงานทางปกครองและประโยชน์สาธารณะ
คำว่า “หน่วยงานทางปกครอง” มีความหมายกว้าง ครอบคลุมส่วนราชการระดับกระทรวง กรม ภูมิภาค และท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งโดยกฎหมายหรือพระราชกฤษฎีกา หน่วยงานอื่นของรัฐ ตลอดจนบุคคลหรือคณะบุคคลซึ่งได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครอง ส่วน “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” กว้างไปถึงผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานดังกล่าวและบุคคลที่กฎหมายมอบอำนาจ คำว่า “กฎ” หมายถึงข้อความบังคับที่มีผลเป็นการทั่วไป มิได้มุ่งเฉพาะบุคคลหรือกรณีใดกรณีหนึ่ง การแยกถ้อยคำเหล่านี้ให้ถูกเป็นจุดตั้งต้นของการจำแนกคดี เพราะชื่อองค์กรเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่ตอบว่าการกระทำนั้นอยู่ในอำนาจศาลใด
“สัญญาทางปกครอง” มิได้หมายถึงสัญญาทุกฉบับที่รัฐเป็นคู่สัญญา แต่รวมสัญญาที่มีลักษณะเกี่ยวกับสัมปทาน การจัดทำบริการสาธารณะ การจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือการแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ความเป็นคู่สัญญาของรัฐจึงต้องอ่านร่วมกับวัตถุและลักษณะของสัญญา ขณะเดียวกัน “ประโยชน์แก่ส่วนรวม” เชื่อมกับประโยชน์ของสาธารณะ การจัดทำบริการสาธารณะ หรือประโยชน์ที่กฎหมายมุ่งคุ้มครอง การตีความสองคำนี้มีผลทั้งต่อเขตอำนาจ การรับฟ้องล่าช้า และน้ำหนักที่ศาลใช้พิจารณามาตรการระหว่างคดี
โครงสร้างศาลมีสองชั้น ได้แก่ ศาลปกครองชั้นต้น ซึ่งประกอบด้วยศาลปกครองกลางและศาลปกครองในภูมิภาค กับศาลปกครองสูงสุด คดีโดยทั่วไปเริ่มที่ศาลชั้นต้น ส่วนศาลปกครองสูงสุดรับคดีอุทธรณ์และคดีบางประเภทโดยตรง เช่น ข้อพิพาทเกี่ยวกับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยข้อพิพาทตามที่กำหนด ความชอบด้วยกฎหมายของพระราชกฤษฎีกาหรือกฎที่คณะรัฐมนตรีออกหรือให้ความเห็นชอบ และคดีที่กฎหมายกำหนดให้ขึ้นสู่ศาลสูงสุด การรู้ชั้นศาลจึงเป็นเรื่องของอำนาจรับคดี มิใช่การเลือกระดับศาลตามความรุนแรงของความเดือดร้อน
| กลุ่มคดี | แก่นของข้อพิพาท | ทิศทางคำขอ |
|---|---|---|
| ความชอบด้วยกฎหมาย | กฎ คำสั่ง หรือการกระทำที่อ้างว่าไม่มีอำนาจ ผิดรูปแบบ ไม่สุจริต เลือกปฏิบัติ สร้างภาระเกินจำเป็น หรือใช้ดุลพินิจไม่ชอบ | เพิกถอนหรือห้ามการกระทำ |
| ละเลยหรือล่าช้า | หน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่ไม่ทำหน้าที่หรือทำเกินเวลาอันสมควร | สั่งให้ปฏิบัติหน้าที่ภายในกำหนด |
| ละเมิดหรือความรับผิด | ความเสียหายจากการใช้อำนาจ คำสั่ง หรือการละเลยต่อหน้าที่ | ชำระเงิน ส่งมอบทรัพย์ กระทำหรืองดเว้น |
| สัญญาทางปกครอง | ข้อโต้แย้งจากสัญญาที่สัมพันธ์กับบริการสาธารณะ สาธารณูปโภค สัมปทาน หรือทรัพยากร | บังคับตามสิทธิหรือเยียวยาความเสียหาย |
| คดีที่รัฐต้องขอบังคับ | กฎหมายกำหนดให้หน่วยงานยื่นศาลเพื่อให้บุคคลกระทำหรืองดเว้น | สั่งบุคคลให้ปฏิบัติตามหน้าที่ |
| คดีที่กฎหมายมอบหมาย | เรื่องอื่นซึ่งกฎหมายกำหนดให้อยู่ในเขตอำนาจศาลปกครอง | เป็นไปตามอำนาจเฉพาะของเรื่องนั้น |
คดีที่ไม่อยู่ในอำนาจศาลปกครองต้องแยกออกตั้งแต่ต้น แม้คู่กรณีฝ่ายหนึ่งจะเป็นรัฐก็ตาม ตัวอย่างที่เอกสารกำหนดไว้ได้แก่ การดำเนินการเกี่ยวกับวินัยทหาร การดำเนินการของคณะกรรมการตุลาการตามขอบเขตที่กฎหมายกันไว้ และคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลชำนัญพิเศษ ความสำคัญของเส้นแบ่งนี้อยู่ที่ลักษณะอำนาจและระบบเยียวยาที่กฎหมายจัดไว้ มิใช่ถ้อยคำในคำฟ้องเพียงอย่างเดียว ผู้พิจารณาจึงต้องมองข้อเท็จจริง เหตุแห่งการโต้แย้ง และคำขอท้ายฟ้องร่วมกัน แล้วจึงเชื่อมประเภทคดีเข้ากับคำบังคับที่ศาลสามารถออกได้
บทที่ 2 จากความเดือดร้อนสู่คำฟ้องที่ศาลรับพิจารณา
ผู้มีสิทธิฟ้องต้องเป็นผู้ได้รับหรืออาจได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้จากการกระทำหรือการงดเว้นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือเป็นผู้มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง แต่ความเดือดร้อนเพียงอย่างเดียวยังไม่พอ คำขอแก้ไขต้องเป็นสิ่งที่ศาลปกครองมีอำนาจกำหนดคำบังคับได้ด้วย ความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและคำขอจึงสำคัญมาก หากกล่าวถึงความไม่ชอบของคำสั่งแต่ขอสิ่งที่อยู่นอกอำนาจศาล โครงคดีย่อมไม่สมบูรณ์ แม้ผู้ฟ้องจะรู้สึกว่าได้รับผลกระทบจริงก็ตาม
เมื่อกฎหมายเฉพาะกำหนดขั้นตอนอุทธรณ์หรือการขอให้ฝ่ายปกครองทบทวนไว้ ผู้ฟ้องต้องดำเนินการตามขั้นตอนนั้นก่อน แล้วจึงนำคดีมาสู่ศาลได้เมื่อมีคำวินิจฉัยหรือเมื่อพ้นเวลาที่ฝ่ายปกครองควรวินิจฉัย หลักนี้เปิดโอกาสให้หน่วยงานแก้ไขความคลาดเคลื่อนภายในระบบของตนและทำให้ประเด็นพิพาทชัดขึ้น แต่ไม่ควรถูกสับสนกับการยื่นหนังสือร้องเรียนทั่วไป ทุกกรณีต้องกลับไปดูว่ามีกระบวนการเยียวยาตามกฎหมายที่บังคับให้ใช้ก่อนหรือไม่ และการดำเนินการของผู้ฟ้องครบถ้วนถึงขั้นใดแล้ว
การเลือกศาลชั้นต้นผูกกับภูมิลำเนาของผู้ฟ้องหรือสถานที่ที่มูลคดีเกิด ผู้ฟ้องสามารถใช้ฐานใดฐานหนึ่งตามข้อเท็จจริง ส่วนคดีที่อยู่ในอำนาจศาลปกครองสูงสุดโดยตรงต้องยื่นต่อศาลนั้น คำฟ้องต้องแสดงชื่อและที่อยู่ของผู้ฟ้อง ระบุหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่ที่ถูกฟ้อง บรรยายการกระทำหรือข้อเท็จจริงที่ก่อความเดือดร้อน ระบุคำขอให้ชัด และมีลายมือชื่อหรืออำนาจแทนที่ถูกต้อง หากคำฟ้องมีข้อบกพร่อง เจ้าหน้าที่ของศาลมีหน้าที่ให้คำแนะนำเพื่อแก้ไข และเมื่อแก้ตามกำหนด วันที่ยื่นเดิมยังคงเป็นวันที่ใช้พิจารณา
การยื่นคำฟ้องทำได้โดยนำมายื่นต่อศาล ส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียน หรือใช้ช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ตามหลักเกณฑ์ของศาล ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถเข้าถึงและนำกลับมาใช้ได้โดยความหมายไม่เปลี่ยนย่อมทำหน้าที่แทนหนังสือได้ ผู้ใช้ระบบต้องลงทะเบียนและรักษาชื่อผู้ใช้กับรหัสผ่าน การยื่นที่ระบบรับเสร็จภายในเวลาทำการนับตามวันนั้น ส่วนการส่งหลังเวลาทำการถือว่าได้รับในวันทำการถัดไป การเลือกช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ยังทำให้กระบวนการต่อมาดำเนินผ่านระบบเป็นหลัก เว้นแต่ศาลอนุญาตเป็นอย่างอื่น
- 1ตรวจว่าความเดือดร้อนเกิดจากการใช้อำนาจ การละเลย ความรับผิด หรือสัญญาทางปกครอง
- 2ตรวจว่าผู้ฟ้องได้รับผลโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้และคำขออยู่ในอำนาจศาล
- 3ใช้ขั้นตอนอุทธรณ์หรือทบทวนภายในฝ่ายปกครองก่อน หากกฎหมายเฉพาะบังคับ
- 4เลือกศาลจากชั้นศาล ภูมิลำเนาผู้ฟ้อง หรือสถานที่เกิดมูลคดี
- 5จัดคำฟ้อง หลักฐาน อำนาจแทน ค่าธรรมเนียม และยื่นผ่านช่องทางที่รับรอง
- 6ตรวจวันรู้เหตุ กรอบเวลาของประเภทคดี และเหตุที่อาจรับฟ้องล่าช้า
กรอบเวลาทั่วไปเริ่มนับเมื่อรู้หรือควรรู้เหตุแห่งการฟ้องและมีกำหนดเก้าสิบวัน หากเป็นกรณีที่หน่วยงานละเลยต่อหน้าที่ จะเริ่มนับเมื่อพ้นเก้าสิบวันนับแต่มีหนังสือขอให้ปฏิบัติแล้วไม่ได้รับคำชี้แจงหรือได้รับคำชี้แจงที่ไม่มีเหตุผลสมควร คดีเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นใช้กำหนดหนึ่งปี ส่วนคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองใช้กำหนดห้าปี สองประเภทหลังยังมีเพดานไม่เกินสิบปีนับแต่เหตุแห่งการฟ้องเกิด กรณีคุ้มครองประโยชน์สาธารณะหรือสถานะของบุคคลยื่นได้ทุกเวลา และศาลอาจรับคดีล่าช้าเมื่อเห็นว่าเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมหรือมีเหตุจำเป็นอื่น
คำสั่งทางปกครองต้องแจ้งวิธีและระยะเวลาสำหรับโต้แย้งให้ผู้รับทราบ หากละเว้นและกำหนดปกติสั้นกว่าหนึ่งปี ระยะเวลาดังกล่าวจะขยายเป็นหนึ่งปีนับแต่ได้รับคำสั่ง จนกว่าจะมีการแจ้งที่ถูกต้อง เรื่องค่าธรรมเนียมก็ต้องแยกให้ชัด การฟ้องคดีปกครองส่วนใหญ่ไม่เสียค่าธรรมเนียม แต่คำขอให้ชำระเงินหรือส่งมอบทรัพย์สินในคดีละเมิด ความรับผิดอย่างอื่น หรือสัญญาทางปกครองอยู่ในกลุ่มที่เรียกเก็บ ผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์หรือผู้ที่จะเดือดร้อนเกินสมควรอาจขอยกเว้นได้ หากคำฟ้องมีเหตุผลเพียงพอที่จะรับไว้พิจารณา
เนื้อหาสรุปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาส่วนบุคคล ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต