กลับไปทำข้อสอบวิชานี้

พระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528

ฉบับอธิบายพระราชบัญญัติครบโครงสร้าง 89 มาตรา และข้อบังคับมรรยาท พ.ศ. 2529 แก้ไขถึงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2568 ซึ่งใช้บังคับในปี 2569: สภา สมาชิก ใบอนุญาต คดีมรรยาท กองทุน โทษ และแนววิเคราะห์งานวิชาชีพ

16 หัวข้อ · อ่านประมาณ 79 นาที

อ่านฟรีได้ 2 จาก 16 หัวข้อ13%
สารบัญ16 หัวข้อหลัก
  1. 1.บทนำ — วิธีใช้สรุป: แยก “สถานะทนายความ–หน้าที่วิชาชีพ–คดีมรรยาท” ก่อนตอบ
  2. 2.มาตรา 9–10: รายได้ของสภาและสภานายกพิเศษ
  3. 3.มาตรา 24–26: องค์ประชุม เสียงชี้ขาด และบทบาทสภานายกพิเศษ
  4. 4.มาตรา 35: ความประพฤติ โทษจำคุก ล้มละลาย และสุขภาพตามถ้อยคำกฎหมาย
  5. 5.มาตรา 41–42: รายการในใบอนุญาต ใบแทน และสำนักงานแห่งเดียว
  6. 6.ข้อ 5–6: ทนายขอแรงและการเคารพอำนาจศาล
  7. 7.ข้อ 11: ความลับของลูกความและข้อยกเว้นสองฐานในตัวบท
  8. 8.ข้อ 15: เงินและทรัพย์สินลูกความต้องมีบัญชี แยกเก็บ และส่งมอบโดยเร็ว
  9. 9.ข้อ 18: ธุรกิจและความประพฤติต้องไม่ฝ่าฝืนศีลธรรมอันดีหรือทำลายเกียรติวิชาชีพ
  10. 10.ข้อ 21: ต้องปฏิบัติตามคำสั่งและข้อกำหนดที่ออกโดยอำนาจชอบ
  11. 11.มาตรา 65–66: เริ่มสอบ อำนาจเรียก และผลชั้นคณะกรรมการมรรยาท
  12. 12.มาตรา 70–72: จดแจ้งคำสั่ง การกลับเข้าวิชาชีพ และข้อบังคับวิธีพิจารณา
  13. 13.มาตรา 82–83: โทษอาญาสำหรับว่าความโดยไม่มีสิทธิและไม่ปฏิบัติตามหนังสือเรียก
  14. 14.เส้นทางคดีมรรยาทจากรับเรื่องถึงคำสั่งถึงที่สุด
  15. 15.กรณีวิเคราะห์ 4: ความลับและผลประโยชน์ขัดกันหลังเคยให้คำปรึกษา
  16. 16.การควบคุมคุณภาพสำนักงาน: วัดความถูกต้อง ไม่วัดจำนวนคดีอย่างเดียว
หัวข้อ 1

บทนำ — วิธีใช้สรุป: แยก “สถานะทนายความ–หน้าที่วิชาชีพ–คดีมรรยาท” ก่อนตอบ

พระราชบัญญัติทนายความไม่ได้มีเพียงข้อห้ามเรื่องมรรยาท แต่สร้างสภาทนายความ กำหนดสมาชิกและคณะกรรมการ วางระบบจดทะเบียนและใบอนุญาต กระบวนคดีมรรยาท กองทุนสวัสดิการ การช่วยเหลือประชาชน และโทษอาญา การอ่านเฉพาะข้อ 7–20 จึงไม่ครบวิชา. สถานการณ์หนึ่งอาจมีหลายชั้น เช่น ผู้มีใบอนุญาตสองปีหมดอายุแล้วยื่นคำให้การแทนผู้อื่น ประเด็นแรกคือมีสิทธิทำหน้าที่ตามมาตรา 33 และ 39–44 หรือไม่ ส่วนพฤติการณ์หลอกลูกความหรือศาลอาจเป็นคดีมรรยาทอีกชั้น และอาจมีความรับผิดทางแพ่งหรืออาญาแยกกัน. เมื่อเป็นกรณีศึกษามรรยาท ให้หาข้อเท็จจริงสำคัญก่อน ได้แก่ ผู้กระทำมีสถานะทนายหรือไม่ รู้ข้อมูลจากหน้าที่ใด ทำต่อศาล ลูกความ ทนายอื่น หรือสาธารณะอย่างไร มีความรู้หรือเจตนาอะไร ผลกระทบคืออะไร และข้อยกเว้นในข้อบังคับครบหรือไม่

สูตรตอบกรณีมรรยาทหกขั้น

  • ระบุสถานะใบอนุญาตและความสัมพันธ์ที่ทำให้ข้อบังคับใช้
  • ระบุหมวดและข้อที่ตรงพฤติการณ์ ไม่ยกคำว่า “ผิดจริยธรรม” กว้าง ๆ
  • แยกข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้วจากข้อกล่าวหา ความเห็น และข้อมูลที่ยังไม่ตรวจ
  • วินิจฉัยองค์ประกอบและข้อยกเว้นด้วยพยานแต่ละชิ้น
  • ระบุการหยุดความเสี่ยง รักษาสิทธิศาลและลูกความ และบันทึกการตัดสินใจ
  • แยกผลทางมรรยาทออกจากผลแพ่ง อาญา วิธีพิจารณา และสถานะทะเบียน

ตัวบทหลักคือพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 จำนวน 89 มาตรา มี 10 หมวดและบทเฉพาะกาล ใช้บังคับเมื่อพ้นเก้าสิบวันนับแต่ประกาศ เนื้อหาตรวจจากไฟล์พระราชบัญญัติที่สภาทนายความเผยแพร่โดยตรง. มรรยาทรายละเอียดอยู่ในข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529 ซึ่งออกตามมาตรา 27 (3) (จ) และมาตรา 51 โดยผ่านกลไกเห็นชอบตามพระราชบัญญัติ จึงต้องอ่านพระราชบัญญัติและข้อบังคับคู่กัน. ข้อบังคับมรรยาทถูกแก้โดยฉบับที่ 2 พ.ศ. 2566 ซึ่งแทนความในข้อ 20 (2) เรื่องการแต่งกายทนายความหญิง และฉบับที่ 3 พ.ศ. 2568 ซึ่งประกาศราชกิจจานุเบกษา 17 มีนาคม 2569 เพิ่มข้อ 20 (5) เรื่องผู้มีอัตลักษณ์ทางเพศหรือเพศสภาพไม่ตรงกับเพศโดยกำเนิด

จากบัญชีกฎหมายทางการของสภาทนายความที่ตรวจ ณ วันจัดทำ ยังพบพระราชบัญญัติหลัก พ.ศ. 2528 เป็นฉบับใช้บังคับ ส่วนการประชุมปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติในปี 2568–2569 ยังไม่ใช่กฎหมายที่ประกาศใช้ ห้ามนำข้อเสนอในร่างมาแทนตัวบทปัจจุบัน. เหตุผลท้ายพระราชบัญญัติชี้ว่ากฎหมายเดิมใช้มานานและควรปรับระบบควบคุมกับส่งเสริมวิชาชีพ จึงให้มีสภาทนายความควบคุมมรรยาท จัดสวัสดิการ และสร้างกลไกช่วยเหลือประชาชนผู้ยากไร้โดยตรง. ทนายความทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ลูกความ แต่ไม่ใช่ผู้ทำทุกสิ่งที่ลูกความขอ หน้าที่ต่อลูกความอยู่ภายใต้ความจริง ความสุจริต ศักดิ์ศรีวิชาชีพ และความเป็นธรรมของกระบวนศาล การใช้เอกสารเท็จไม่กลายเป็นชอบเพราะช่วยลูกความ

การกำกับวิชาชีพจึงมีทั้งประตูเข้า ได้แก่ คุณสมบัติ การฝึกอบรม และใบอนุญาต กับการกำกับระหว่างประกอบวิชาชีพ ได้แก่ มรรยาท กระบวนสอบ และโทษ รวมทั้งช่องอุทธรณ์เพื่อให้การใช้อำนาจตรวจสอบได้. เป้าหมายไม่ได้ลงโทษทุกความผิดพลาดเท่ากัน พระราชบัญญัติมีโทษสามระดับและเปิดให้งดโทษโดยตักเตือนหรือทำทัณฑ์บนในความผิดเล็กน้อยครั้งแรกเมื่อมีเหตุสมควร แสดงหลักได้สัดส่วนแต่ไม่ลบองค์ประกอบความผิด. มาตรา 1 กำหนดชื่อกฎหมาย มาตรา 2 ให้ใช้เมื่อพ้นเก้าสิบวันนับแต่ประกาศ และมาตรา 3 ยกเลิกพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2508 กับฉบับที่ 2 พ.ศ. 2514 พร้อมให้พระราชบัญญัตินี้แทนบทที่ขัดหรือแย้ง

มาตรา 4 นิยาม “ทนายความ” ว่า ผู้ที่สภาทนายความได้รับจดทะเบียนและออกใบอนุญาตให้เป็นทนายความ จึงต้องมีทั้งการจดทะเบียนและใบอนุญาต ไม่ใช่เพียงจบนิติศาสตร์ ผ่านอบรม หรือเคยมีใบอนุญาต. นิยามอื่นแยกสภานายกพิเศษ นายก กรรมการ คณะกรรมการ สมาชิก ข้อบังคับ ใบอนุญาต และรัฐมนตรี การตอบกรณีศึกษาอำนาจต้องใช้คำให้ตรง เช่น คณะกรรมการสภาทนายความต่างจากคณะกรรมการมรรยาททนายความ. มาตรา 5 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมรักษาการและออกกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมไม่เกินบัญชีท้ายกฎหมาย รวมทั้งกิจการอื่นเพื่อปฏิบัติการ กฎกระทรวงใช้ได้เมื่อประกาศราชกิจจานุเบกษา. มาตรา 6 ให้มีสภาทนายความ ประกอบด้วยคณะกรรมการและสมาชิก และให้เป็นนิติบุคคล จึงมีสิทธิหน้าที่ ทรัพย์สิน และการกระทำต่อบุคคลภายนอกตามกฎหมาย ไม่ใช่ส่วนราชการทั่วไป

วัตถุประสงค์มาตรา 7 มีห้าแกน: ส่งเสริมการศึกษาและวิชาชีพ ควบคุมมรรยาท ส่งเสริมความสามัคคีและเกียรติสมาชิก จัดสวัสดิการ และส่งเสริมช่วยเหลือแนะนำเผยแพร่ความรู้กฎหมายแก่ประชาชน. มาตรา 8 ให้อำนาจจดทะเบียนและออกใบอนุญาต และดำเนินการตามวัตถุประสงค์กับอำนาจที่พระราชบัญญัติกำหนด การออกข้อบังคับหรือคำสั่งจึงต้องย้อนกลับไปหาฐานอำนาจ ไม่ใช่อาศัยฐานะองค์กรวิชาชีพอย่างกว้างไร้ขอบเขต. เวลาอ่านข้อบังคับมรรยาทฉบับแก้ไข ต้องตรวจว่าอาศัยมาตรา 8 มาตรา 27 และมาตรา 51 รวมทั้งกลไกสภานายกพิเศษตามมาตรา 28 อย่างไร เพื่อแยกกฎที่มีผลบังคับจากข่าวหรือแนวปฏิบัติภายใน

หัวข้อ 2

มาตรา 9–10: รายได้ของสภาและสภานายกพิเศษ

รายได้ตามมาตรา 9 มาจากค่าจดทะเบียน ค่าบำรุง และค่าธรรมเนียม เงินอุดหนุนงบประมาณ รายได้จากทรัพย์สินหรือกิจการอื่น และทรัพย์สินบริจาคเพื่อวัตถุประสงค์ของสภา. การรับเงินจึงต้องจำแนกแหล่งและเงื่อนไขผู้ให้ โดยเฉพาะเงินบริจาคซึ่งต้องใช้สอดคล้องวัตถุประสงค์ ไม่อาจรับเงื่อนไขที่บิดเบือนงานทะเบียน คดีมรรยาท หรือการช่วยเหลือประชาชน. มาตรา 10 ให้รัฐมนตรีดำรงตำแหน่งสภานายกพิเศษและมีอำนาจตามพระราชบัญญัติ เช่น เห็นชอบข้อบังคับหรือพิจารณาอุทธรณ์ในกรณีที่กฎหมายกำหนด บทบาทนี้ต่างจากนายกสภาทนายความซึ่งเป็นผู้บริหารองค์กร. คำว่า “คำวินิจฉัยเป็นที่สุด” ในพระราชบัญญัติหมายถึงที่สุดในสายบริหารตามระบบนั้น แต่คดีจริงยังต้องตรวจหลักกฎหมายมหาชนและเขตอำนาจศาลว่ามีการตรวจสอบทางตุลาการได้เพียงใด ไม่สรุปตัดสิทธิจากถ้อยคำเดียว

สมาชิกสภาทนายความตามมาตรา 11 คือทนายความตามพระราชบัญญัติ ผู้ผ่านการศึกษาหรืออบรมแต่ยังไม่จดทะเบียนและรับใบอนุญาตยังไม่เป็นสมาชิกด้วยเหตุนี้. มาตรา 12 ให้สมาชิกแสดงความเห็นเป็นหนังสือ และเมื่อรวมกันตั้งแต่ห้าสิบคนเสนอเรื่องเกี่ยวกับวัตถุประสงค์หรืออำนาจ คณะกรรมการต้องพิจารณาและแจ้งผลโดยไม่ชักช้า สมาชิกยังซักถามในประชุมใหญ่ เลือกหรือรับเลือก และต้องผดุงเกียรติวิชาชีพ. สิทธิเลือกตั้งมีเงื่อนไขเฉพาะในมาตรา 17 ไม่ใช่สมาชิกทุกคนใช้ได้ทันที ส่วนหน้าที่ผดุงเกียรติไม่แทนข้อบังคับมรรยาท แต่เป็นหลักสมาชิกที่เชื่อมกับระบบวิชาชีพ. มาตรา 13 ให้สมาชิกภาพสิ้นสุดเมื่อตายหรือขาดจากการเป็นทนายความตามมาตรา 44 จึงต้องแยก “สมาชิกภาพ” จาก “สิทธิทำการเป็นทนายความ” และ “สถานะใบอนุญาต” ซึ่งอาจมีเหตุสิ้นหรือถูกห้ามต่างกัน

คณะกรรมการสภาทนายความประกอบด้วยผู้แทนกระทรวงยุติธรรมหนึ่งคน ผู้แทนเนติบัณฑิตยสภาหนึ่งคน นายก และกรรมการเลือกตั้งอีกไม่เกินยี่สิบสามคน โดยอย่างน้อยเก้าคนต้องมีสำนักงานประจำในภาคตามที่กฎหมายกำหนด. มาตรา 15 ให้นายกแต่งตั้งกรรมการเป็นอุปนายก เลขาธิการ นายทะเบียน เหรัญญิก สวัสดิการ ประชาสัมพันธ์ และตำแหน่งอื่นด้วยความเห็นชอบคณะกรรมการ อำนาจรายละเอียดเป็นไปตามข้อบังคับ. นายกและกรรมการเลือกตั้งมีวาระสามปี และดำรงเกินสองวาระติดต่อกันไม่ได้ตามมาตรา 16 การนับต้องดูวาระติดต่อและฐานตำแหน่ง ไม่ใช้จำนวนปีคร่าว ๆ. โครงสร้างผสมระหว่างผู้แทนรัฐ ผู้แทนวิชาชีพกฎหมาย และผู้แทนสมาชิกทั่วประเทศมีเป้าหมายทั้งอิสระและรับผิดชอบ การประชุมหรือมติจึงต้องตรวจองค์ประกอบ ผู้มีสิทธิ และผลประโยชน์ทับซ้อน

ทนายความต้องจดทะเบียนและรับใบอนุญาตก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่าสามสิบวันจึงมีสิทธิเลือกนายกหรือกรรมการ ส่วนผู้สมัครต้องเป็นทนายความมาแล้วรวมไม่น้อยกว่าห้าปีก่อนวันเลือกตั้ง. มาตรา 18 ให้มาใช้สิทธิด้วยตนเองโดยลงคะแนนลับ ผู้มีสำนักงานจังหวัดใดออกเสียงจังหวัดนั้นหรือไปออกเสียงในที่ประชุมใหญ่ก็ได้ รายละเอียดเป็นไปตามข้อบังคับเลือกตั้ง. มาตรา 19 ให้คณะกรรมการมรรยาททนายความควบคุมการเลือกตั้งให้เป็นไปตามกฎหมายและข้อบังคับ เป็นบทบาทกำกับกระบวนการที่แยกจากการวินิจฉัยคดีมรรยาทรายบุคคล. แฟ้มคุณสมบัติเลือกตั้งควรตรวจวันจดทะเบียน สถานะใบอนุญาต ระยะเวลารวม สำนักงาน และเหตุขาดจากการเป็นทนายความ ไม่รับคำรับรองผู้สมัครอย่างเดียว เพราะคุณสมบัติผิดกระทบความชอบของการเลือกตั้ง

เมื่อคณะกรรมการ นายก หรือกรรมการทำผิดวัตถุประสงค์หรือทำให้สภาเสื่อมเสียอย่างร้ายแรง มาตรา 20 ให้อำนาจรัฐมนตรีสั่งให้ออก แต่ต้องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามองค์ประกอบที่กฎหมายกำหนดและรับสำนวนพร้อมความเห็นก่อน. มาตรา 21 ระบุเหตุพ้นเฉพาะตัวนอกจากครบวาระ เช่น ตาย ลาออก ขาดคุณสมบัติ ถูกสั่งให้ออก ขาดจากทนายความ ทุพพลภาพหรือสภาพจิตตามถ้อยคำกฎหมาย ล้มละลาย หรือจำคุกถึงที่สุด ต้องตรวจเงื่อนไขแต่ละเหตุ. มาตรา 22 วางการทำหน้าที่รักษาการเมื่อทั้งคณะพ้น โดยมีข้อยกเว้นกรณีรัฐมนตรีสั่งพ้นตามมาตรา 20 ซึ่งให้คณะกรรมการมรรยาททำหน้าที่ไปพลางก่อนและจำกัดงานบางประเภทตามกฎหมาย. มาตรา 23 จัดการตำแหน่งเลือกตั้งว่างก่อนวาระ ต้องใช้วิธีและเวลาตามตัวบท ไม่แต่งตั้งแทนด้วยความสะดวก คำสั่งทุกครั้งควรระบุฐานที่ทำให้ตำแหน่งว่างและวาระคงเหลือ

อ่านสรุปฉบับเต็มทุกหัวข้อ
สมาชิก PRO ระบบจะจำหัวข้อที่อ่านค้างไว้ให้ด้วย
PRO 99 บาท/เดือน

เนื้อหาสรุปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาส่วนบุคคล ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต