สารบัญ6 หัวข้อหลัก
- 1.ฐานกฎหมาย นิยาม องค์กรนโยบาย และแผนระดับชาติ
- 2.สายบังคับบัญชา แผนพื้นที่ และการเริ่มปฏิบัติเมื่อเกิดภัย
- 3.อำนาจภาคสนาม การอพยพ และการรับรองความเสียหาย
- 4.ภัยร้ายแรงอย่างยิ่ง กรุงเทพมหานคร และกำลังสนับสนุน
- 5.สถานะผู้ปฏิบัติ ความรับผิด การชดเชย และบทกำหนดโทษ
- 6.บทเฉพาะกาล กฎหมายลำดับรอง และหลักตรวจการใช้อำนาจ
ฐานกฎหมาย นิยาม องค์กรนโยบาย และแผนระดับชาติ
ฐานกฎหมาย วัตถุประสงค์ และขอบเขตการใช้บังคับ — พระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 124 ตอนที่ 52 ก เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2550 และตามบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นหกสิบวันนับแต่วันประกาศ กฎหมายฉบับนี้รวมภารกิจที่เดิมแยกอยู่ในกฎหมายป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนและกฎหมายป้องกันและระงับอัคคีภัย เพื่อให้การอํานวยการและการบริหารจัดการมีเอกภาพภายใต้ระบบเดียว บทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง ยกเลิกพระราชบัญญัติป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน พ.ศ.
2522 และพระราชบัญญัติป้องกันและระงับอัคคีภัย พ.ศ. 2542 แต่บทเฉพาะกาลบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง ยังคงกฎกระทรวง ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ และคําสั่งเดิมไว้เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้ง จนกว่าจะมีเครื่องมือทางกฎหมายชุดใหม่มารองรับ การพิจารณาการปฏิบัติจริงจึงต้องอ่านทั้งพระราชบัญญัติและอนุบัญญัติที่ยังมีผล ความหมายของสาธารณภัยและถ้อยคําที่กําหนดเขตอํานาจ — สาธารณภัย ตามบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง ครอบคลุมอัคคีภัย วาตภัย อุทกภัย ภัยแล้ง โรคระบาดในมนุษย์ โรคระบาดสัตว์ โรคระบาดสัตว์น้ํา
การระบาดของศัตรูพืช และภัยอื่นที่กระทบสาธารณชน ไม่ว่าจะเกิดจากธรรมชาติ การกระทําของมนุษย์ อุบัติเหตุ หรือเหตุอื่น หากก่ออันตรายต่อชีวิตหรือร่างกายของประชาชน หรือสร้างความเสียหายแก่ทรัพย์สินของประชาชนหรือของรัฐ รวมถึงภัยทางอากาศและการก่อวินาศกรรม การจะเป็นสาธารณภัยตามกฎหมายจึงพิจารณาทั้งชนิดเหตุ ผลกระทบ และลักษณะที่กระทบสาธารณชน เหตุที่กระทบบุคคลหรือทรัพย์สินรายเดียวโดยไม่มีมิติสาธารณะอาจอยู่ภายใต้กฎหมายทั่วไปหรือกฎหมายเฉพาะอื่นมากกว่า ขณะที่เหตุจากมนุษย์หรืออุบัติเหตุก็เป็นสาธารณภัยได้ ไม่จํากัดเฉพาะปรากฏการณ์ธรรมชาติ
คณะกรรมการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ — บทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง จัดตั้ง คณะกรรมการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ หรือ กปภ.ช. โดยมีนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายเป็นประธาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นรองประธานคนที่หนึ่ง ปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นรองประธานคนที่สอง มีผู้แทนระดับสูงจากหน่วยงานด้านความมั่นคง สังคม เกษตร คมนาคม ทรัพยากร สาธารณสุข งบประมาณ ตํารวจและกองทัพ รวมทั้งผู้ทรงคุณวุฒิ และมีอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเป็นกรรมการและเลขานุการ
บทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง ให้ กปภ.ช. กําหนดนโยบายสําหรับจัดทําแผนแห่งชาติ พิจารณาให้ความเห็นชอบแผนก่อนเสนอคณะรัฐมนตรี บูรณาการระบบระหว่างหน่วยงานรัฐ ท้องถิ่น และเอกชน ให้คําแนะนํากับการสนับสนุน วางระเบียบค่าตอบแทน ค่าทดแทน และค่าใช้จ่ายโดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง ตลอดจนปฏิบัติงานตามกฎหมายหรือที่คณะรัฐมนตรีมอบหมาย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและแผนระดับชาติ — บทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง กําหนดให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเป็นหน่วยงานกลางของรัฐ มีหน้าที่จัดทําแผนแห่งชาติเสนอ กปภ.ช.
เพื่อขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรี ศึกษาวิจัยมาตรการ ปฏิบัติและประสานการปฏิบัติ สนับสนุนหน่วยงานรัฐ ท้องถิ่น และเอกชน ให้การสงเคราะห์เบื้องต้น ให้คําปรึกษาและอบรม ติดตามตรวจสอบและประเมินผลแผนทุกระดับ รวมทั้งปฏิบัติงานตามที่องค์กรผู้มีอํานาจมอบหมาย เมื่อคณะรัฐมนตรีอนุมัติแผนแห่งชาติแล้ว หน่วยงานของรัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องมีหน้าที่ดําเนินการตามแผน การจัดทําแผนต้องปรึกษาหน่วยงานรัฐกับตัวแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละประเภท และอาจเปิดให้ภาคเอกชนเสนอข้อมูลหรือความเห็นได้ จึงเป็นแผนที่มีผลผูกพันเชิงการบริหารต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มิใช่เอกสารแสดงนโยบายโดยลําพัง
สายบังคับบัญชา แผนพื้นที่ และการเริ่มปฏิบัติเมื่อเกิดภัย
สายบังคับบัญชาระดับชาติและอํานาจตามพื้นที่ — บทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ มีอํานาจควบคุมและกํากับงานทั่วราชอาณาจักรให้เป็นไปตามแผนแห่งชาติและกฎหมาย รวมทั้งบังคับบัญชาและสั่งการผู้อํานวยการ รองผู้อํานวยการ ผู้ช่วยผู้อํานวยการ เจ้าพนักงาน และอาสาสมัครทั่วประเทศ โดยปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นรองผู้บัญชาการและมีลําดับอํานาจรองลงมา บทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง ให้อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเป็นผู้อํานวยการกลาง มีหน้าที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยทั่วราชอาณาจักร และควบคุมกํากับการปฏิบัติของบุคลากรในระบบทั้งหมด
ตําแหน่งผู้บัญชาการจึงเป็นศูนย์อํานาจเชิงบังคับบัญชาในระดับนโยบายและภาพรวม ส่วนผู้อํานวยการกลางเป็นศูนย์กลางด้านปฏิบัติการและการกํากับทางวิชาชีพของกรม บทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็น ผู้อํานวยการจังหวัด รับผิดชอบภายในจังหวัด ทั้งจัดทําแผนจังหวัด กํากับการฝึกอาสาสมัคร ดูแลความพร้อมด้านวัสดุและยานพาหนะ จัดการสงเคราะห์เบื้องต้น รักษาความสงบ สนับสนุนท้องถิ่น และปฏิบัติตามคําสั่งระดับชาติ ผู้ว่าราชการจังหวัดยังสั่งหน่วยงานรัฐและท้องถิ่นในจังหวัด รวมทั้งควบคุมเจ้าพนักงานกับอาสาสมัครได้ภายในฐานอํานาจที่กฎหมายกําหนด
แผนจังหวัด แผนท้องถิ่น และการเตรียมความพร้อม — แผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดต้องสอดคล้องกับแผนแห่งชาติและมีสาระขั้นต่ําตามบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ บทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง กําหนดให้มีโครงสร้างศูนย์อํานวยการเฉพาะกิจและผู้สั่งการ แผนจัดหาวัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือกับยานพาหนะ แผนเครื่องหมายหรือสัญญาณแจ้งประชาชน แผนปฏิบัติการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และแผนประสานองค์การสาธารณกุศล บทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้งคณะกรรมการจัดทําแผนจังหวัด โดยมีผู้แทนหน่วยงานรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์การสาธารณกุศล และอาจมีสถาบันอุดมศึกษาเข้าร่วม
เมื่อจัดทําเสร็จเสนอผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศใช้ หากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเห็นว่าไม่สอดคล้องกับแผนแห่งชาติ ต้องแจ้งให้แก้ไขให้เสร็จภายในสามสิบวันนับแต่ได้รับแจ้ง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งพื้นที่มีหน้าที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในเขตของตนโดยตรงตามบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง หน้าที่ดังกล่าวรวมทั้งการเตรียมคน เครื่องมือ การแจ้งเตือน การกําหนดขั้นตอนปฏิบัติ และการเชื่อมกับแผนจังหวัด ไม่ควรรอให้มีเหตุแล้วจึงจัดระบบ เพราะกฎหมายกําหนดทั้งการป้องกัน การเตรียมพร้อม การบรรเทา และการฟื้นฟูไว้เป็นภารกิจต่อเนื่อง
การเริ่มปฏิบัติเมื่อเกิดหรือคาดว่าจะเกิดสาธารณภัย — บทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง กําหนดว่าเมื่อเกิดหรือคาดว่าจะเกิดสาธารณภัยในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งพื้นที่ ผู้อํานวยการท้องถิ่นต้องเข้าดําเนินการโดยเร็วและแจ้งผู้อํานวยการอําเภอกับผู้อํานวยการจังหวัดทันที คําว่า “คาดว่าจะเกิด” ทําให้อํานาจป้องกันเริ่มก่อนความเสียหายเกิดจริงได้ แต่การใช้อํานาจทุกอย่างยังต้องผูกกับความจําเป็นในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ผู้อํานวยการท้องถิ่นอาจสั่งข้าราชการ พนักงานท้องถิ่น เจ้าหน้าที่รัฐ เจ้าพนักงาน อาสาสมัคร และบุคคลในเขตให้ปฏิบัติงานที่จําเป็น ใช้อาคาร สถานที่ วัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือ
และยานพาหนะของรัฐหรือเอกชนเท่าที่จําเป็น ใช้ระบบสื่อสารของรัฐหรือเอกชน ขอความช่วยเหลือจากท้องถิ่นอื่น สั่งห้ามเข้าหรือให้ออกจากพื้นที่ อาคาร หรือสถานที่ และจัดการสงเคราะห์โดยทั่วถึงกับรวดเร็ว บทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง ให้อํานาจผู้อํานวยการอําเภอและผู้อํานวยการจังหวัดเช่นเดียวกับผู้อํานวยการท้องถิ่นภายในเขตอํานาจของตน หากท้องถิ่นต้องขอเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานนอกราชการส่วนท้องถิ่นของตน ต้องแจ้งอําเภอหรือจังหวัดให้สั่งการโดยเร็ว และหากพื้นที่ภัยครอบคลุมหลายท้องถิ่น ผู้อํานวยการท้องถิ่นคนหนึ่งอาจดําเนินการไปพลางก่อนแล้วรีบแจ้งผู้อื่น
| ชั้นงาน | บทบาทหลัก | ความสัมพันธ์กับระดับอื่น |
|---|---|---|
| นโยบายระดับชาติ | กำหนดนโยบาย มาตรการ และกรอบของแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย | เป็นฐานให้หน่วยงานกลางและพื้นที่จัดแผนของตนให้สอดคล้อง |
| อำนวยการระดับชาติ | กำกับ ประสาน สนับสนุน และสั่งการตามระดับความรุนแรงกับอำนาจที่กฎหมายให้ | รับข้อมูลจากพื้นที่และระดมทรัพยากรเมื่อเหตุเกินกำลังระดับล่าง |
| จังหวัดและอำเภอ | จัดแผน ประสานหน่วยงาน และสนับสนุนการปฏิบัติภายในเขต | เชื่อมทรัพยากรส่วนกลางกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและพื้นที่เกิดเหตุ |
| ท้องถิ่น | เฝ้าระวัง เตรียมพร้อม และเข้าควบคุมเหตุในพื้นที่โดยใกล้ชิดประชาชนที่สุด | แจ้งและขอความช่วยเหลือเมื่อสถานการณ์เกินขีดความสามารถ |
| พื้นที่เกิดเหตุ | ใช้คำสั่ง มาตรการ อพยพ ช่วยเหลือ และควบคุมพื้นที่ตามความจำเป็น | ต้องปฏิบัติในขอบเขตกฎหมาย บันทึกเหตุผล และประสานทุกหน่วยให้เป็นเอกภาพ |
เนื้อหาสรุปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาส่วนบุคคล ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต