สารบัญ6 หัวข้อหลัก
- 1.บทที่ 1 เหตุผล ขอบเขต และสถาปัตยกรรมของกฎหมายจริยธรรม
- 2.บทที่ 2 มาตรฐานทางจริยธรรมเจ็ดประการในงานราชการ
- 3.บทที่ 3 การจัดทำประมวลจริยธรรมและข้อกำหนดเฉพาะหน่วยงาน
- 4.บทที่ 4 คณะกรรมการมาตรฐานทางจริยธรรมและหลักประกันความน่าเชื่อถือ
- 5.บทที่ 5 หน้าที่และอำนาจของ ก.ม.จ. จากนโยบายสู่การทบทวน
- 6.บทที่ 6 การรักษาจริยธรรมในหน่วยงานและผลต่อการบริหารบุคคล
บทที่ 1 เหตุผล ขอบเขต และสถาปัตยกรรมของกฎหมายจริยธรรม
พระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2562 และใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศ เหตุผลของกฎหมายมาจากหลักในรัฐธรรมนูญที่ให้รัฐจัดให้มีมาตรฐานทางจริยธรรมเป็นฐานสำหรับหน่วยงานกำหนดประมวลจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ มาตรฐานดังกล่าวต้องทำให้การจัดทำประมวลของแต่ละระบบบุคลากรมีทิศทางเดียวกัน มิใช่ปล่อยให้คำว่าเหมาะสมหรือซื่อสัตย์เปลี่ยนความหมายตามหน่วยงานโดยไม่มีแกนร่วม
คำว่า “หน่วยงานของรัฐ” ในกฎหมายครอบคลุมกระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และหน่วยงานอื่นของรัฐในฝ่ายบริหาร แต่ไม่รวมหน่วยงานธุรการของรัฐสภา องค์กรอิสระ ศาล และองค์กรอัยการในนิยามนี้ ส่วน “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” หมายถึงข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือผู้ปฏิบัติงานอื่นในหน่วยงานของรัฐ จึงดูที่ความสัมพันธ์กับหน่วยงานและการปฏิบัติงาน ไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้มีคำเรียกตำแหน่งว่าข้าราชการ
แม้บางองค์กรอยู่นอกนิยามหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัตินี้ กฎหมายยังวางสะพานให้การจัดทำประมวลขององค์กรกลางบริหารงานบุคคลของศาล องค์กรอัยการ หน่วยงานธุรการของรัฐสภา และองค์กรอิสระนำมาตรฐานกลางไปประกอบการพิจารณา จุดมุ่งหมายคือให้เจ้าหน้าที่ของรัฐทุกระบบมีฐานคุณค่าร่วม ขณะเดียวกันเคารพโครงสร้างการบริหารบุคคลและความเป็นอิสระตามรัฐธรรมนูญของแต่ละองค์กร ความเป็นมาตรฐานเดียวกันจึงไม่เท่ากับใช้เอกสารฉบับเดียวโดยไม่คำนึงถึงลักษณะงาน
สถาปัตยกรรมมีสามชั้น ชั้นบนคือมาตรฐานทางจริยธรรมเจ็ดประการซึ่งกฎหมายกำหนดเป็นหลักร่วม ชั้นกลางคือประมวลจริยธรรมที่องค์กรกลางบริหารงานบุคคลหรือองค์กรผู้รับผิดชอบจัดทำสำหรับเจ้าหน้าที่แต่ละประเภท ชั้นล่างคือข้อกำหนดจริยธรรมที่หน่วยงานอาจจัดทำเพิ่มให้เหมาะกับภารกิจเฉพาะ เช่น งานอนุญาต งานจัดซื้อ หรืองานรักษาความลับ เอกสารชั้นล่างต้องสอดคล้องกับชั้นบน ไม่ใช่ใช้ความเฉพาะของภารกิจเพื่อลดระดับมาตรฐานหรือสร้างข้อยกเว้นจากหลักความซื่อสัตย์และความเป็นธรรม แต่ละชั้นตอบคำถามต่างกัน มาตรฐานบอกคุณค่าที่ต้องรักษา ประมวลบอกแนวประพฤติของบุคลากรประเภทนั้น และข้อกำหนดเฉพาะบอกจุดเสี่ยงในงานของหน่วย หากพบการฝ่าฝืนจึงต้องระบุให้ชัดว่าพฤติกรรมขัดเอกสารชั้นใดและส่งผลตามกฎหมายบุคคลอย่างไร ไม่ใช้คำว่าผิดจริยธรรมเป็นข้อสรุปกว้างโดยไม่มีเกณฑ์รองรับ
กฎหมายยังสร้างกลไกกลางคือคณะกรรมการมาตรฐานทางจริยธรรม เรียกโดยย่อว่า ก.ม.จ. เพื่อกำหนดนโยบาย แนวทาง หลักเกณฑ์ และติดตามผล ส่วนองค์กรกลางบริหารงานบุคคลจัดทำประมวลและนำไปเชื่อมกับการบริหารบุคคล ขณะที่หน่วยงานรับผิดชอบการส่งเสริม ป้องกัน ติดตามพฤติกรรม และรายงานผล เจ้าหน้าที่จึงไม่ได้เผชิญเพียงข้อห้ามรายบุคคล แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบที่ต้องแปลงคุณค่าเป็นเกณฑ์ตัดสินใจ การฝึกอบรม การบังคับใช้ และการเรียนรู้ขององค์กร
สามชั้นของกติกาและสามระดับของผู้รับผิดชอบ
มาตรฐานกลางกำหนดพื้นฐาน ประมวลแปลงให้เหมาะกับระบบบุคลากร และข้อกำหนดเฉพาะลงรายละเอียดตามความเสี่ยงของหน่วยงาน
- 1ก.ม.จ.กำหนดทิศทาง หลักเกณฑ์ ให้คำปรึกษา ตีความ กำกับ ติดตาม และประเมินผลระดับภาครัฐ
- 2องค์กรกลางบริหารงานบุคคลจัดทำประมวลจริยธรรม กำกับกระบวนการรักษาจริยธรรม และเชื่อมกับมาตรการบุคคล
- 3หน่วยงานของรัฐกำหนดผู้รับผิดชอบ ส่งเสริมความรู้ วางกลไกปฏิบัติ รับการตรวจสอบ และรายงานผล
- 4เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้หลักทั้งเจ็ดตัดสินใจ ปฏิบัติงาน ดำรงตน และรับผิดชอบต่อพฤติกรรมของตน
บทที่ 2 มาตรฐานทางจริยธรรมเจ็ดประการในงานราชการ
หลักแรกคือยึดมั่นในสถาบันหลักของประเทศ ได้แก่ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การยึดมั่นแสดงผ่านการปฏิบัติหน้าที่ภายในระบอบกฎหมาย เคารพประโยชน์และความสงบของประเทศ ไม่ใช้อำนาจราชการบ่อนทำลายหลักพื้นฐาน และให้บริการประชาชนโดยเห็นศักดิ์ศรีความเป็นพลเมือง หลักนี้เป็นกรอบความชอบธรรมของอำนาจเจ้าหน้าที่ มิใช่ถ้อยคำแยกขาดจากคุณภาพการทำงานประจำ
หลักที่สองคือซื่อสัตย์สุจริต มีจิตสำนึกที่ดี และรับผิดชอบต่อหน้าที่ ส่วนหลักที่สามคือกล้าตัดสินใจและกระทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม สองหลักนี้ต้องทำงานร่วมกัน ความซื่อสัตย์ห้ามแสวงหาประโยชน์มิชอบ บิดเบือน หรือปกปิดข้อเท็จจริง ส่วนความกล้าหมายถึงไม่ปล่อยให้แรงกดดัน ความเกรงใจ หรือผลเสียส่วนตัวทำให้ละเว้นสิ่งที่ถูกต้อง อย่างไรก็ตามความกล้าไม่ใช่การตัดสินใจตามอำเภอใจ เจ้าหน้าที่ต้องมีข้อมูล ฐานอำนาจ รับฟังผู้ได้รับผล และรับผิดชอบอธิบายเหตุผลของตนได้
หลักที่สี่คือคิดถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัวและมีจิตสาธารณะ หลักนี้ใช้จัดการผลประโยชน์ทับซ้อนและกำหนดลำดับความสำคัญของทรัพยากร ผู้มีอำนาจต้องเปิดเผยความเกี่ยวข้อง หลีกเลี่ยงหรือถอนตัวจากการพิจารณาเมื่อความสัมพันธ์ส่วนตัวทำให้ความเป็นกลางน่าสงสัย และไม่ใช้ข้อมูล ทรัพย์สิน เวลา หรือตำแหน่งราชการเพื่อประโยชน์ตนหรือพวกพ้อง จิตสาธารณะยังหมายถึงเห็นผลกระทบต่อประชาชนกลุ่มที่ไม่มีอำนาจต่อรอง ไม่ใช่เพียงทำกิจกรรมอาสาเป็นครั้งคราว
หลักที่ห้าคือมุ่งผลสัมฤทธิ์ของงาน และหลักที่หกคือปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติ ผลสัมฤทธิ์หมายถึงผลที่เกิดแก่ภารกิจและประชาชน ไม่ใช่จำนวนเอกสาร การประชุม หรือการใช้จ่ายครบงบ การมุ่งผลต้องใช้ทรัพยากรคุ้มค่า รักษาคุณภาพ และแก้อุปสรรคโดยไม่ข้ามกฎหมาย ส่วนความเป็นธรรมต้องใช้เกณฑ์เดียวกับกรณีที่มีสาระเหมือนกัน และอธิบายเหตุผลเมื่อข้อเท็จจริงต่างทำให้ผลต่าง ประสิทธิภาพจึงไม่อาจใช้เป็นข้ออ้างให้ตัดสิทธิหรือเลือกปฏิบัติต่อคนที่เข้าถึงบริการยาก
หลักที่เจ็ดคือดำรงตนเป็นแบบอย่างที่ดีและรักษาภาพลักษณ์ของทางราชการ พฤติกรรมนอกเวลางานอาจเกี่ยวข้องเมื่อกระทบความไว้วางใจ ความน่าเชื่อถือ หรือความสามารถปฏิบัติหน้าที่ แต่การพิจารณาต้องดูความเชื่อมโยงและสัดส่วน ไม่ตีความภาพลักษณ์กว้างจนล่วงล้ำชีวิตส่วนบุคคลโดยไม่มีเหตุ หลักทั้งเจ็ดไม่มีลำดับให้เลือกใช้เพียงข้อเดียว การตัดสินใจที่ดีต้องซื่อสัตย์ กล้าถูกทาง มุ่งประโยชน์ส่วนรวม ได้ผล เป็นธรรม และรักษาความเชื่อถือภายใต้ระบอบกฎหมายพร้อมกัน เมื่อหลักสองด้านดูขัดกัน เจ้าหน้าที่ควรระบุผลกระทบแต่ละทาง ตรวจฐานอำนาจ ปรึกษาผู้รับผิดชอบ และบันทึกเหตุผล เช่น ความเร่งด่วนไม่ตัดความเป็นธรรม แต่ทำให้ต้องออกแบบขั้นตอนที่เร็วและยังเปิดโอกาสให้ผู้ได้รับผลชี้แจง การบันทึกวิธีชั่งน้ำหนักช่วยให้ผู้บังคับบัญชาทบทวนและสร้างแนวทางสำหรับกรณีต่อไป แทนการอ้างค่านิยมเพียงข้อเดียวเพื่อรับรองผลที่ตัดสินไว้แล้ว
| มาตรฐาน | คำถามที่ใช้กับงานจริง | หลักฐานของการปฏิบัติ |
|---|---|---|
| ยึดมั่นสถาบันหลัก | การใช้อำนาจอยู่ในกรอบกฎหมายและประโยชน์ประเทศหรือไม่ | ฐานอำนาจ เหตุผล และการเคารพสิทธิประชาชน |
| ซื่อสัตย์และรับผิดชอบ | ข้อมูลครบจริงและผู้ตัดสินใจพร้อมรับผลหรือไม่ | เอกสารตรงข้อเท็จจริง เปิดเผยความผิดพลาดและแก้ไข |
| กล้าทำสิ่งถูกต้อง | มีแรงกดดันใดทำให้ละเว้นหน้าที่หรือไม่ | บันทึกความเห็น การทักท้วง และช่องรายงานที่ปลอดภัย |
| ประโยชน์ส่วนรวม | มีผลประโยชน์ส่วนตัวหรือคนใกล้ชิดแทรกหรือไม่ | การเปิดเผย ถอนตัว และใช้ทรัพยากรตามภารกิจ |
| มุ่งผลสัมฤทธิ์ | ประชาชนหรือภารกิจได้รับผลจริงเพียงใด | ผลลัพธ์ คุณภาพ เวลา และต้นทุนที่ตรวจได้ |
| เป็นธรรมไม่เลือกปฏิบัติ | กรณีเหมือนกันใช้เกณฑ์เดียวกันหรือไม่ | เกณฑ์เปิดเผย เหตุผลของความแตกต่าง และทางทบทวน |
| เป็นแบบอย่างที่ดี | พฤติกรรมกระทบความไว้วางใจต่อหน้าที่หรือไม่ | ความสม่ำเสมอ โปร่งใส และการรักษาภาพลักษณ์โดยได้สัดส่วน |
เนื้อหาสรุปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาส่วนบุคคล ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต