กฎหมายหลักบริหารงานบุคคลครูและบุคลากรการศึกษา ครอบคลุมโครงสร้างองค์กร ตำแหน่ง วินัย และสิทธิประโยชน์
→ส่วนนี้อธิบายว่าทำไมกฎหมายฉบับนี้ถึงต้องมีขึ้นแยกต่างหาก และสิ่งที่เปลี่ยนไปจากระบบเดิม
กฎหมายฉบับนี้เกิดขึ้นเพื่อแยกระบบบริหารงานบุคคลของครูและบุคลากรการศึกษาออกจากระบบข้าราชการพลเรือนทั่วไป เนื่องจากลักษณะงานวิชาชีพครูมีความเฉพาะตัวที่ต้องการมาตรฐานและกลไกกำกับดูแลที่แตกต่างออกไป ก่อนหน้านี้ใช้กฎหมายที่มีขอบเขตแคบกว่าและไม่ครอบคลุมบุคลากรทางการศึกษาในความหมายกว้าง จึงมีการตรากฎหมายฉบับนี้ขึ้นรองรับโครงสร้างใหม่ตามการปฏิรูปการศึกษา
→ส่วนนี้แยกให้เห็นว่าแต่ละตำแหน่งคือใคร ทำหน้าที่อะไร และต่างกันตรงไหน — สำคัญเพราะข้อสอบมักถามสลับตำแหน่ง
ทั้ง 4 ตำแหน่งนี้ถือเป็นวิชาชีพควบคุม ที่ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพจากคุรุสภาก่อนจึงจะปฏิบัติหน้าที่ได้ตามกฎหมาย ผู้ที่ประกอบวิชาชีพโดยไม่มีใบอนุญาตมีความผิดตามกฎหมายสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา ส่วนตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่น เช่น นักจิตวิทยา นักวิชาการศึกษา เจ้าหน้าที่ธุรการ ไม่ต้องมีใบอนุญาตวิชาชีพ
→ส่วนนี้อธิบายว่า ก.ค.ศ. คือใคร มาจากไหน และมีกรรมการกี่ประเภท — ซึ่งเป็นเนื้อหาสำคัญที่มักปรากฏในการทดสอบ
คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เป็นองค์กรกลางบริหารงานบุคคลของครูและบุคลากรการศึกษาทั้งระบบ มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธานโดยตำแหน่ง และมีเลขาธิการ ก.ค.ศ. ทำหน้าที่เลขานุการ
ก.ค.ศ. มีกรรมการทั้งสิ้นไม่เกิน 28 คน ประกอบด้วย 3 กลุ่ม คือ ประธาน 1 คน กรรมการโดยตำแหน่ง 7 คน และกรรมการที่มาจากการแต่งตั้ง/เลือกตั้ง
กรรมการโดยตำแหน่ง 7 คน ได้แก่
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (แต่งตั้งโดย ครม.) และกรรมการผู้แทนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา มีวาระ 4 ปี ดำรงตำแหน่งได้ไม่เกิน 2 วาระติดต่อกัน หากครบ 2 วาระแล้วต้องพักอย่างน้อย 1 วาระก่อนได้รับแต่งตั้งอีกครั้ง
การประชุม ก.ค.ศ. ต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งจึงจะครบองค์ประชุม มติใช้เสียงข้างมาก กรรมการ 1 คน มี 1 เสียง หากเสียงเท่ากันให้ประธานออกเสียงชี้ขาดเพิ่มอีก 1 เสียง
เนื้อหาสรุปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาส่วนบุคคล ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต