กลับไปทำข้อสอบวิชานี้

พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

เข้าใจระบบบริหารงานบุคคลของวิชาชีพการศึกษา ตั้งแต่เข้าสู่ตำแหน่งจนถึงการตรวจสอบอำนาจ

6 หัวข้อ · อ่านประมาณ 25 นาที · มีต้นฉบับจาก otepc.go.th

เปิดเนื้อหาฉบับเต็ม
อ่านฟรีได้ 2 จาก 6 หัวข้อ33%
หัวข้อ 1

บทที่ 1 ระบบบริหารงานบุคคลเฉพาะของวิชาชีพการศึกษา

กฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาวางระบบบริหารงานบุคคลที่เหมาะกับลักษณะเฉพาะของการศึกษา เพราะงานสอน งานบริหารสถานศึกษา งานบริหารการศึกษา และงานนิเทศล้วนมีผลโดยตรงต่อผู้เรียนและคุณภาพของบริการสาธารณะ การกำหนดตำแหน่ง คุณสมบัติ การประเมิน ความก้าวหน้า วินัย และการคุ้มครองสิทธิจึงต้องสัมพันธ์กับมาตรฐานวิชาชีพ มิใช่พิจารณาเพียงสถานะข้าราชการทั่วไป ระบบนี้มีองค์กรกลางกำหนดนโยบายและหลักเกณฑ์ แล้วมอบกลไกระดับพื้นที่กับผู้บังคับบัญชาใช้ในกรณีบุคคลภายใต้ขอบเขตอำนาจที่ได้รับ

คำว่า “ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา” ครอบคลุมบุคคลที่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งตามระบบนี้และรับเงินเดือนจากงบประมาณในหน่วยงานการศึกษาที่กฎหมายกำหนด ภายในกลุ่มมีหน้าที่ต่างกัน ครูรับผิดชอบการเรียนการสอนและส่งเสริมการเรียนรู้ ผู้บริหารสถานศึกษาดูแลการดำเนินงานของสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษารับผิดชอบการบริหารนอกระดับสถานศึกษา และศึกษานิเทศก์ส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาการจัดการเรียนรู้ ความแตกต่างของหน้าที่เป็นฐานให้กำหนดคุณสมบัติ มาตรฐานตำแหน่ง ใบอนุญาตวิชาชีพ และเส้นทางความก้าวหน้าต่างกัน

การเป็นวิชาชีพควบคุมทำให้บางตำแหน่งต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ได้แก่ ครู ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา และศึกษานิเทศก์ ใบอนุญาตทำหน้าที่รับรองว่าผู้ปฏิบัติมีมาตรฐานและอยู่ภายใต้จรรยาบรรณของวิชาชีพ ขณะที่บุคลากรทางการศึกษาอื่นซึ่งสนับสนุนงานของสถานศึกษาหรือหน่วยงานการศึกษาอาจอยู่ในตำแหน่งที่ไม่ต้องมีใบอนุญาตตามลักษณะงาน การแบ่งนี้ไม่ใช่การจัดลำดับคุณค่าของบุคลากร แต่เป็นการผูกเงื่อนไขวิชาชีพกับหน้าที่ที่กฎหมายถือว่าต้องมีการควบคุมเฉพาะ

ระบบบริหารงานบุคคลทำงานเป็นวงจร เริ่มจากกำหนดกรอบอัตรากำลังและมาตรฐานตำแหน่ง รับบุคคลที่มีคุณสมบัติเข้าสู่ราชการ จัดวาง ย้าย หรือโอนให้เหมาะกับความจำเป็น ประเมินผลและพัฒนาเพื่อสร้างความก้าวหน้า กำหนดค่าตอบแทนให้สัมพันธ์กับตำแหน่งและวิทยฐานะ แล้วรักษาวินัยเพื่อคุ้มครองราชการ ผู้เรียน และประชาชน เมื่อมีคำสั่งกระทบสิทธิยังต้องมีกลไกอุทธรณ์หรือร้องทุกข์ วงจรจึงสร้างสมดุลระหว่างประสิทธิภาพของหน่วยงาน มาตรฐานวิชาชีพ และความเป็นธรรมต่อบุคคล

การอ่านกฎหมายนี้ให้เข้าใจต้องแยกสามชั้น ชั้นแรกคือหลักและองค์กรที่กำหนดมาตรฐาน ชั้นที่สองคือการใช้หลักเกณฑ์กับเหตุการณ์ในชีวิตราชการ และชั้นที่สามคือการตรวจสอบว่าผู้มีอำนาจดำเนินการถูกขั้นตอนหรือไม่ ตัวอย่างเช่น การมีคุณสมบัติไม่ได้ทำให้เกิดสิทธิแต่งตั้งโดยอัตโนมัติ เพราะยังต้องมีตำแหน่ง กรอบอัตรากำลัง และกระบวนการที่กำหนด หรือการพบพฤติการณ์น่าสงสัยไม่ได้หมายความว่าลงโทษได้ทันที เพราะต้องรวบรวมข้อเท็จจริง แจ้งข้อกล่าวหา และเปิดโอกาสให้ชี้แจง การเชื่อมสามชั้นนี้ช่วยไม่ให้จำถ้อยคำแยกส่วนจนใช้ผิดบริบท และทำให้ตรวจได้ว่าผลแต่ละเรื่องเกิดจากหลักใด ข้อเท็จจริงใด และองค์กรใดเป็นผู้รับผิดชอบ

หัวข้อ 2

บทที่ 2 องค์กรกลาง องค์กรระดับพื้นที่ และสายอำนาจ

คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา หรือ ก.ค.ศ. เป็นองค์กรกลางของระบบ มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธานตามตำแหน่ง และประกอบด้วยกรรมการโดยตำแหน่ง ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้แทนบุคลากรตามกรอบที่กำหนด การรวมหลายภาคส่วนทำให้นโยบายบุคคลไม่ผูกอยู่กับมุมมองของหน่วยงานเดียว กรรมการบางประเภทมีวาระคราวละสี่ปีและดำรงติดต่อกันได้ไม่เกินสองวาระ ส่วนการประชุมต้องมีองค์ประชุมและใช้เสียงข้างมาก โดยประธานในที่ประชุมมีเสียงชี้ขาดเมื่อคะแนนเท่ากัน กลไกเหล่านี้ทำให้มติสำคัญเกิดจากการพิจารณาร่วมและมีความต่อเนื่องโดยไม่ปิดกั้นการหมุนเวียน

อำนาจของ ก.ค.ศ. ครอบคลุมการเสนอแนะนโยบาย วางแผน และกำหนดหลักเกณฑ์การบริหารงานบุคคลทั้งระบบ ตั้งแต่มาตรฐานตำแหน่งและวิทยฐานะ อัตราเงินเดือนกับค่าตอบแทน การบรรจุ แต่งตั้ง ย้าย โอน และเลื่อนตำแหน่ง ไปจนถึงการพัฒนา วินัย การออกจากราชการ อุทธรณ์ และร้องทุกข์ การมีอำนาจกว้างไม่ได้หมายความว่าองค์กรกลางต้องตัดสินใจทุกเรื่องด้วยตนเอง เพราะกฎหมายเปิดให้มอบอำนาจหรือจัดตั้งอนุกรรมการเพื่อดำเนินงานใกล้พื้นที่ แต่หลักเกณฑ์และขอบเขตการใช้อำนาจยังต้องสอดคล้องกับมาตรฐานส่วนกลาง

สำนักงาน ก.ค.ศ. เป็นฝ่ายเลขานุการและหน่วยงานวิชาการของคณะกรรมการ ทำหน้าที่ศึกษา วิเคราะห์ วิจัย ประสานงาน เตรียมเรื่อง และดำเนินงานตามมติหรือที่ได้รับมอบหมาย ความสัมพันธ์ระหว่างคณะกรรมการกับสำนักงานจึงต่างจากความสัมพันธ์ระหว่างผู้กำหนดนโยบายกับหน่วยปฏิบัติ คณะกรรมการพิจารณาและวินิจฉัยในฐานะองค์คณะ ส่วนสำนักงานสนับสนุนข้อมูล กระบวนการ และความต่อเนื่องของงาน เลขาธิการ ก.ค.ศ. เป็นผู้บังคับบัญชาของสำนักงานและทำหน้าที่เลขานุการของคณะกรรมการ ทำให้การจัดเตรียมเรื่องกับการติดตามผลเชื่อมอยู่ในสายงานเดียวกัน

กลไกระดับพื้นที่หรือระดับส่วนราชการรับผิดชอบการใช้หลักเกณฑ์กับกรณีบุคคลตามอำนาจที่ได้รับ เช่น การบรรจุ แต่งตั้ง ย้าย เลื่อนตำแหน่ง พิจารณาวินัย หรือเรื่องร้องทุกข์ในขอบเขตนั้น ผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่ประสานและกำกับงานบุคคลของสถานศึกษา ส่วนผู้อำนวยการสถานศึกษาเป็นผู้บังคับบัญชาใกล้ชิดที่สุด ทำหน้าที่ประเมินผล ดูแลการพัฒนา พิจารณาเรื่องที่อยู่ในอำนาจ และรายงานเรื่องที่เกินอำนาจขึ้นไป การกระจายอำนาจจึงช่วยให้ตัดสินใจใกล้ข้อเท็จจริง แต่ต้องมีการรายงานและตรวจสอบเพื่อไม่ให้มาตรฐานเดียวกันถูกใช้ต่างกันโดยไร้เหตุ

เมื่อเกิดเรื่องบุคคล ต้องเริ่มจากถามว่าเรื่องนั้นเป็นอำนาจขององค์กรใด ผู้ใดเป็นผู้เสนอ ผู้พิจารณา และผู้ออกคำสั่ง จากนั้นจึงตรวจว่ามีการมอบอำนาจหรือความเห็นชอบที่จำเป็นหรือไม่ การที่ผู้บังคับบัญชามีหน้าที่กำกับไม่ได้แปลว่ามีอำนาจลงโทษหรือแต่งตั้งทุกระดับ และการที่คณะกรรมการเห็นชอบไม่ได้แทนขั้นตอนออกคำสั่งของผู้มีอำนาจเสมอ ความชอบของผลจึงขึ้นทั้งสาระและกระบวนการ หากองค์กรผิดระดับ องค์ประชุมไม่ครบ หรือข้ามความเห็นชอบที่กฎหมายกำหนด คำสั่งอาจถูกทบทวนได้แม้ข้อเท็จจริงบางส่วนมีมูล

สายความสัมพันธ์ในการบริหารงานบุคคลทางการศึกษา

  1. 1ก.ค.ศ.กำหนดนโยบาย มาตรฐาน หลักเกณฑ์ และวินิจฉัยเรื่องในอำนาจขององค์กรกลาง
  2. 2สำนักงาน ก.ค.ศ.สนับสนุนข้อมูล งานเลขานุการ การประสาน และการติดตามการดำเนินงาน
  3. 3กลไกระดับพื้นที่หรือส่วนราชการใช้หลักเกณฑ์และพิจารณากรณีบุคคลภายในขอบเขตที่ได้รับมอบหมาย
  4. 4ผู้บังคับบัญชาและสถานศึกษาบริหารงานใกล้ผู้ปฏิบัติ ประเมิน พัฒนา ดูแลวินัย และเสนอเรื่องที่เกินอำนาจ
  5. 5ข้าราชการครูและบุคลากรปฏิบัติหน้าที่ รักษามาตรฐาน รับการประเมิน และใช้สิทธิทบทวนตามกระบวนการ
อ่านสรุปฉบับเต็มทุกหัวข้อ
สมาชิก PRO ระบบจะจำหัวข้อที่อ่านค้างไว้ให้ด้วย
PRO 99 บาท/เดือน
เนื้อหาฉบับเต็มต้นฉบับจาก otepc.go.thเปิดต้นฉบับ

เนื้อหาสรุปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาส่วนบุคคล ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต