สารบัญ6 หัวข้อหลัก
- 1.บทที่ 1 จากการรวมภารกิจสู่หลักการบริหารกระทรวง อว.
- 2.บทที่ 2 แผนที่หน่วยงานและเจ้าของภารกิจ
- 3.บทที่ 3 จากนโยบายของรัฐมนตรีสู่ราชการประจำและระบบ อววน.
- 4.บทที่ 4 กกอ. ในฐานะกลไกนโยบาย แผน งบประมาณ และข้อมูล
- 5.บทที่ 5 กมอ. กับมาตรฐานที่เคารพความหลากหลายและสิทธิอุทธรณ์
- 6.บทที่ 6 เงินอุดหนุน ฉบับแก้ไข และสะพานเปลี่ยนผ่าน
บทที่ 1 จากการรวมภารกิจสู่หลักการบริหารกระทรวง อว.
พระราชบัญญัติ พ.ศ. 2562 มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2562 และเป็นฐานจัดระเบียบราชการของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม การตั้งกระทรวงนี้มิใช่เพียงนำชื่อหน่วยงานเดิมมารวมไว้ใต้ผู้บังคับบัญชาคนเดียว แต่เป็นการเชื่อมสามห่วงงานที่พึ่งพากัน ได้แก่ การสร้างและพัฒนากำลังคนระดับสูง การสร้างองค์ความรู้จากวิทยาศาสตร์และการวิจัย และการนำความรู้ไปใช้เป็นนวัตกรรม กฎหมายจึงต้องกำหนดทั้งภารกิจ ส่วนราชการ ผู้ใช้อำนาจ กลไกคณะกรรมการ และวิธีเชื่อมแผนกับงบประมาณ เพื่อให้การรวมภารกิจเกิดผลในทางบริหารจริง
ภารกิจของกระทรวงครอบคลุมการส่งเสริม สนับสนุน และกำกับการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ การวิจัย และการสร้างสรรค์นวัตกรรมให้สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศ ขณะเดียวกัน การบริหารต้องคำนึงถึงความเป็นอิสระทางวิชาการและการบริหารจัดการของสถาบันอุดมศึกษา ความหมายของการบูรณาการจึงอยู่ที่การทำให้แผน ข้อมูล งบประมาณ และผลลัพธ์เดินไปในทิศทางเดียวกัน มิใช่การทำให้สถาบันทุกแห่งมีโครงสร้าง วิธีสอน หรือจุดเน้นเหมือนกันทั้งหมด เส้นแบ่งนี้เป็นหลักสำหรับอ่านอำนาจรัฐมนตรี สำนักงานปลัดกระทรวง กกอ. และ กมอ. ในบทต่อไป
การอุดมศึกษาตามกฎหมายเป็นการศึกษาระดับสูงกว่าการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีจุดมุ่งหมายสร้างและเผยแพร่ความรู้กับนวัตกรรม ตลอดจนผลิตและพัฒนากำลังคนทางวิชาการกับวิชาชีพชั้นสูง ส่วนสถาบันอุดมศึกษาหมายถึงสถานศึกษาของรัฐหรือเอกชนที่จัดการศึกษาระดับปริญญาและระดับต่ำกว่าปริญญาตามที่กฎหมายรับรอง นิยามทั้งสองทำให้เห็นว่าการกำกับอุดมศึกษาไม่ได้จำกัดเพียงหลักสูตรปริญญา และการพิจารณาว่าหน่วยใดอยู่ในขอบเขตต้องดูฐานะตามกฎหมายกับลักษณะการจัดการศึกษา มิใช่อาศัยชื่อเรียกขององค์กรเพียงอย่างเดียว
สถาปัตยกรรมของกฎหมายหนึ่งฉบับ
- 1ภารกิจร่วมรวมอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมให้หนุนกำลังคน ความรู้ และการใช้ประโยชน์
- 2ส่วนราชการแบ่งเจ้าของงานหกกลุ่มเพื่อไม่ให้ภารกิจซ้ำซ้อนหรือไร้ผู้รับผิดชอบ
- 3สายบริหารรัฐมนตรีกำหนดทิศทาง ส่วนปลัดกระทรวงประสานและขับเคลื่อนราชการประจำ
- 4กลไกเฉพาะกกอ. ดูนโยบาย แผน งบและข้อมูล ขณะที่ กมอ. ดูมาตรฐานและคุณภาพ
- 5หลักคุ้มครองการบูรณาการต้องอยู่ร่วมกับความหลากหลายและความเป็นอิสระของสถาบัน
ภายในกลุ่มสถาบันของรัฐยังต้องแยกสถาบันอุดมศึกษาของรัฐทั้งหมดออกจากสถาบันอุดมศึกษาของรัฐในสังกัดกระทรวง และแยกต่อไปว่าสถาบันใดมีฐานะเป็นส่วนราชการหรืออยู่ในกำกับ ฐานะเหล่านี้มีผลต่อการบังคับบัญชา การเสนอเรื่อง การของบประมาณ และการใช้กฎหมายจัดตั้งของแต่ละแห่ง คำว่า “หน่วยงานในกำกับ” ตามกฎหมายฉบับนี้ก็มีขอบเขตเฉพาะ โดยไม่รวมสถาบันอุดมศึกษาของรัฐที่อยู่ในกำกับของรัฐมนตรีและไม่รวมสถาบันอุดมศึกษาเอกชน การใช้ถ้อยคำใกล้กันแทนกันจึงอาจทำให้เลือกอำนาจหรือเส้นทางดำเนินงานผิดตั้งแต่ต้น
ระบบการวิจัยหมายถึงระบบที่หน่วยงานด้านการวิจัยและนวัตกรรมทำงานเชื่อมโยงกัน ส่วนมาตรฐานการอุดมศึกษาเป็นข้อกำหนดขั้นต่ำเกี่ยวกับคุณลักษณะ คุณภาพ หลักสูตร เกณฑ์ตำแหน่งทางวิชาการ และเรื่องอื่นตามกฎกระทรวง คำว่า “นวัตกรรม” มีความหมายกว้างตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ บริการ และกรรมวิธีผลิต ไปถึงโครงสร้างองค์กร ระบบบริหาร การเงิน ธุรกิจ และการตลาด หากมีความใหม่หรือพัฒนาขึ้นอย่างมีนัยสำคัญและใช้ประโยชน์ได้ในวงกว้าง นิยามเหล่านี้เชื่อมภารกิจทั้งกระทรวงเข้าด้วยกัน และป้องกันมิให้จำกัดวิทยาศาสตร์กับนวัตกรรมไว้เพียงงานห้องปฏิบัติการหรือสิ่งประดิษฐ์
บทที่ 2 แผนที่หน่วยงานและเจ้าของภารกิจ
กฎหมายแบ่งส่วนราชการของกระทรวงออกเป็นหกกลุ่ม ได้แก่ สำนักงานรัฐมนตรี สำนักงานปลัดกระทรวง กรมวิทยาศาสตร์บริการ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ และสถาบันอุดมศึกษาของรัฐที่เป็นส่วนราชการ การแบ่งนี้มีผลมากกว่าการจัดผังองค์กร เพราะกำหนดว่าภารกิจหนึ่งควรเริ่มที่หน่วยใด ใครเป็นผู้บังคับบัญชา และข้อมูลต้องถูกส่งไปใช้ที่ใด ส่วนราชการห้ากลุ่มแรกสามารถแบ่งหน่วยภายในตามกฎกระทรวง ขณะที่การจัดส่วนงานภายในสถาบันอุดมศึกษาต้องเป็นไปตามกฎหมายจัดตั้งของสถาบันนั้น จึงไม่ใช้วิธีจัดโครงสร้างแบบเดียวกันทั้งหมด
| ส่วนราชการหรือกลุ่มหน่วยงาน | เจ้าของภารกิจหลัก | จุดแบ่งที่ต้องเห็น |
|---|---|---|
| สำนักงานรัฐมนตรี | ราชการทางการเมืองและการสนับสนุนการทำงานของรัฐมนตรี | ไม่ใช่ศูนย์รับงานราชการประจำทั่วไป |
| สำนักงานปลัดกระทรวง | ยุทธศาสตร์ การประสานกำกับ การอุดมศึกษา ฐานข้อมูล และฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการ | รับงานส่วนกลางและงานที่ยังไม่มีหน่วยใดเป็นเจ้าของตามกฎหมาย |
| กรมวิทยาศาสตร์บริการ | บริการวิทยาศาสตร์ วิจัยพัฒนา และห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์กลาง | เน้นโครงสร้างพื้นฐานและบริการทางวิทยาศาสตร์ |
| สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ | ทุนวิจัย ฐานข้อมูล ดัชนี โครงการชาติ มาตรฐาน จริยธรรม และบุคลากรวิจัย | ทำหน้าที่เชื่อมทุน ความรู้ และระบบวิจัย |
| สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ | นโยบายและกำกับความปลอดภัยด้านนิวเคลียร์และรังสี | ใช้ประโยชน์โดยสันติภายใต้ระบบความปลอดภัย |
| สถาบันอุดมศึกษาของรัฐที่เป็นส่วนราชการ | การจัดการศึกษา วิจัย บริการวิชาการ และภารกิจตามกฎหมายจัดตั้ง | การบริหารภายในยึดกฎหมายของแต่ละสถาบัน |
สำนักงานรัฐมนตรีรับผิดชอบราชการทางการเมือง ติดต่อและกลั่นกรองเรื่องที่เกี่ยวกับนโยบายของรัฐมนตรี ตลอดจนสนับสนุนการประสานกับฝ่ายการเมือง ส่วนสำนักงานปลัดกระทรวงเป็นแกนของราชการประจำ ทำหน้าที่จัดทำยุทธศาสตร์ แปลงนโยบายเป็นแผน ประสาน กำกับ เร่งรัด ติดตาม และประเมินการทำงานของส่วนราชการในกระทรวง สำหรับด้านอุดมศึกษา สำนักงานปลัดกระทรวงยังจัดทำข้อเสนอด้านกำลังคน การเรียนรู้ตลอดชีวิต มาตรฐาน การประกันคุณภาพ และฐานข้อมูลการอุดมศึกษา รวมทั้งเป็นฝ่ายเลขานุการให้ทั้ง กกอ. และ กมอ. ความต่างของสองสำนักงานจึงอยู่ที่ราชการทางการเมืองกับราชการประจำ มิใช่ขนาดหรือระดับความสำคัญของเรื่อง
กรมวิทยาศาสตร์บริการเป็นเจ้าของภารกิจด้านบริการทางวิทยาศาสตร์ การวิจัยและพัฒนา ตลอดจนการทำหน้าที่ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์กลางของประเทศ งานของกรมจึงเชื่อมการวัด การทดสอบ การรับรอง และความรู้ทางวิทยาศาสตร์เข้ากับภาคการผลิตและบริการ เมื่อพิจารณาเรื่องโครงสร้างพื้นฐานคุณภาพหรือความสามารถของห้องปฏิบัติการ ต้องแยกบทบาทการให้บริการและพัฒนาเทคนิคออกจากบทบาทกำหนดนโยบายของกระทรวงหรือบทบาทให้ทุนของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ การมีคำว่า “วิทยาศาสตร์” เหมือนกันไม่ได้ทำให้หน่วยงานเหล่านี้ใช้อำนาจแทนกันได้
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติรับผิดชอบการให้ทุนวิจัยและนวัตกรรม จัดทำฐานข้อมูลกับดัชนีด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ริเริ่มและประสานโครงการสำคัญระดับชาติ ตลอดจนส่งเสริมมาตรฐานและจริยธรรมการวิจัย การถ่ายทอดความรู้ การพัฒนาบุคลากร และการประกาศเกียรติคุณ งานเหล่านี้ทำให้สำนักงานเป็นกลไกเชื่อมทรัพยากรการวิจัยกับคุณภาพของระบบ มิใช่เพียงแหล่งรับคำของบ โครงการที่มีทั้งทุน ข้อมูล จริยธรรม และการใช้ประโยชน์จึงอาจต้องประสานหลายภารกิจภายในสำนักงาน และยังต้องอยู่ในทิศทางของสภานโยบายกับแผนระดับประเทศ
สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติรับผิดชอบข้อเสนอเชิงนโยบายและแผนด้านพลังงานนิวเคลียร์ ตลอดจนกำกับความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสี เพื่อให้การใช้ประโยชน์เป็นไปโดยสันติและอยู่ภายใต้หลักความปลอดภัย ส่วนสถาบันอุดมศึกษาของรัฐที่เป็นส่วนราชการมีพันธกิจจัดการศึกษา วิจัย และบริการวิชาการตามกฎหมายจัดตั้งของตนเอง การอยู่ในกระทรวงเดียวกันจึงไม่ได้ทำให้สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติเป็นหน่วยวิจัยทั่วไป หรือทำให้กระทรวงบริหารภายในมหาวิทยาลัยแทนสภาสถาบัน การระบุเจ้าของภารกิจที่ถูกต้องต้องเริ่มจากฐานอำนาจและประเภทของหน่วยงาน แล้วจึงพิจารณาว่าต้องประสานหน่วยอื่นอย่างไร
เนื้อหาสรุปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาส่วนบุคคล ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต