กลับไปทำข้อสอบวิชานี้

พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

ฉบับเต็มตามกฎหมายปัจจุบัน: พ.ศ. 2562 แก้ไขถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568 ครบมาตรา 1–41 โครงสร้าง กกอ. กมอ. งบอุดหนุน และบทเฉพาะกาล

16 หัวข้อ · อ่านประมาณ 59 นาที · มีต้นฉบับจาก mhesi.go.th

เปิดเนื้อหาฉบับเต็ม
อ่านฟรีได้ 2 จาก 16 หัวข้อ13%
สารบัญ16 หัวข้อหลัก
  1. 1.บทนำ — อ่านกฎหมายนี้อย่างไรให้เป็นฉบับปัจจุบัน
  2. 2.ส่วนราชการในกระทรวงกับหน่วยงานในกำกับ
  3. 3.มาตรา 7: ภารกิจหลักของกระทรวง
  4. 4.ฐานข้อมูลอุดมศึกษา: จากข้อมูลดิบถึงการตัดสินใจ
  5. 5.มาตรา 16: รัฐมนตรีกำหนดนโยบายที่เชื่อมแผนประเทศ
  6. 6.มาตรา 17 (13)–(15): กิจการร่วม รายงาน และงานมอบหมาย
  7. 7.มาตรา 21 (1): แผนปฏิบัติการการอุดมศึกษา
  8. 8.มาตรา 22: การประชุม กกอ.
  9. 9.มาตรา 26: กมอ. กับอำนาจรัฐมนตรี
  10. 10.มาตรา 27 (4)–(6): รับฟัง ติดตาม และอุทธรณ์
  11. 11.มาตรา 32 ฉบับ พ.ศ. 2568: คำรับรองและงบส่งเสริม
  12. 12.มาตรา 38: กรมวิทยาศาสตร์บริการไม่เปลี่ยนเพราะเวลาอย่างเดียว
  13. 13.กรณี 1: ร่างแผนมีโครงการครบแต่ไม่มีผลลัพธ์
  14. 14.กรณี 5: ใช้แบบ “ข้อตกลง” หลังฉบับ 2568
  15. 15.กรณี 9: ให้หน่วยประชาสัมพันธ์เป็นเจ้าภาพโครงการวิจัยชาติ
  16. 16.ข้อควรระวังที่มักตอบผิด
หัวข้อ 1

บทนำ — อ่านกฎหมายนี้อย่างไรให้เป็นฉบับปัจจุบัน

กฎหมายหลักคือ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2562 ซึ่งประกาศ 1 พฤษภาคม 2562 และใช้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศ. ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568 ประกาศ 24 มีนาคม 2568 และใช้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศ แก้เพียงสองจุดคือมาตรา 21 (2) กับมาตรา 32 โดยเปลี่ยนกลไก “ข้อตกลงการพัฒนาการอุดมศึกษา” เป็น “คำรับรองการปฏิบัติตามเงื่อนไขของการรับเงินอุดหนุนการพัฒนาการอุดมศึกษา”. มาตราอื่นยังใช้ตาม พ.ศ. 2562 เว้นแต่กฎหมายที่อ้างในบทเฉพาะกาลทำให้เงื่อนไขบางอย่างสำเร็จภายหลัง การครบกำหนดเวลาอย่างเดียวไม่ทำให้ส่วนราชการเปลี่ยนฐานะ ต้องดูว่าพระราชกฤษฎีกาที่กฎหมายกำหนดมีผลจริงหรือไม่

ลำดับอ่านที่ปลอดภัยคือระบุเรื่อง → หาเจ้าของอำนาจ → ตรวจว่าต้องผ่าน กกอ. หรือ กมอ. → ตรวจแผนและข้อมูล → ตรวจฉบับแก้ไข → สรุปผลและหลักฐาน ไม่เลือกหน่วยงานจากชื่อเรื่องเพียงอย่างเดียว

อ่านกฎหมายนี้อย่างไรให้เป็นฉบับปัจจุบัน

  1. 1จำแนกเรื่อง: อุดมศึกษา มาตรฐาน วิจัย นวัตกรรม โครงสร้าง หรือเงินอุดหนุน
  2. 2เปิดมาตราหน้าที่ของรัฐมนตรี ปลัด ส่วนราชการ หรือคณะกรรมการที่ตรงเรื่อง
  3. 3ตรวจเงื่อนไขข้อเสนอแนะ ความเห็นชอบ องค์ประชุม และข้อมูลประกอบ
  4. 4ตรวจฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568 และกฎหมายที่อ้างถึง
  5. 5บันทึกเหตุผล ผลสัมฤทธิ์ ผู้รับผิดชอบ และระบบติดตาม

การตั้งกระทรวง อว. รวมภารกิจอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมไว้ในโครงสร้างเดียว กฎหมายนี้จึงกำหนดขอบเขตอำนาจ การแบ่งส่วนราชการ และกลไกบริหารให้มีเอกภาพและประสิทธิภาพ. หมวด 1 วางภารกิจกระทรวง หมวด 2 แบ่งส่วนราชการ หมวด 3 แยกหน้าที่รัฐมนตรีกับปลัด หมวด 4 ตั้ง กกอ. และ กมอ. หมวด 5 วางหลักสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ และหมวด 6 วางกลไกส่งเสริมงบประมาณ. บทเฉพาะกาลมาตรา 33–41 จัดการการเปลี่ยนองค์กร บุคลากร ทรัพย์สิน คดี และกลไกปฏิรูป จึงไม่ใช่เนื้อหาที่ตัดทิ้งได้ แม้ช่วงเวลาเริ่มแรกบางตอนผ่านไปแล้ว. สาระสำคัญตลอดฉบับคือการบูรณาการโดยเคารพความเป็นอิสระและความหลากหลายของสถาบัน ไม่ใช่รวมอำนาจแล้วสั่งทุกสถาบันใช้รูปแบบเดียวกัน. มาตรา 1 กำหนดชื่อพระราชบัญญัติ และมาตรา 2 ให้ใช้วันถัดจากวันประกาศ จึงมีผล 2 พฤษภาคม 2562

มาตรา 3 ยกเลิกพระราชบัญญัติสภาวิจัยแห่งชาติ พ.ศ. 2502 พระราชบัญญัติสภาวิจัยแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2507 และประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 315 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2515. การยกเลิกกฎหมายเดิมไม่ทำให้การโอนกิจการ บุคลากร หรือคดีหายไป เพราะบทเฉพาะกาลสร้างสะพานรับสิทธิ หน้าที่ ทรัพย์สิน และกระบวนพิจารณาไว้. เมื่อพบคู่มือเก่า ต้องตรวจว่าฐานอำนาจถูกยกเลิกหรือถูกแปลงชื่อหน่วยงานตามมาตรา 35–36 ไม่ใช้เอกสารเดิมต่อเพียงเพราะยังมีแบบฟอร์ม. การอุดมศึกษาคือการศึกษาสูงกว่าขั้นพื้นฐาน มีวัตถุประสงค์สร้างและเผยแพร่องค์ความรู้กับนวัตกรรม และผลิตหรือพัฒนากำลังคนด้านวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง. สถาบันอุดมศึกษาหมายถึงสถาบันที่จัดการศึกษาระดับปริญญาและต่ำกว่าปริญญา ทั้งของรัฐและเอกชน จึงเป็นคำกว้างกว่าสถาบันของรัฐในสังกัดกระทรวง

การใช้คำกว้างหรือแคบผิดทำให้ขอบเขตอำนาจผิด เช่น มาตรา 31 ขอข้อมูลจากสถาบันในสังกัด และนำไปใช้กับสถาบันนอกสังกัดกับเอกชนโดยอนุโลม ส่วนบางอำนาจรัฐมนตรีจำกัดเฉพาะในสังกัดหรือเอกชน. ก่อนออกคำสั่งต้องระบุสถานะสถาบันให้ชัดว่าเป็นรัฐหรือเอกชน อยู่ในสังกัดหรือไม่ เป็นส่วนราชการหรืออยู่ในกำกับ เพราะกฎหมายให้ผลต่างกัน. “สถาบันอุดมศึกษาของรัฐ” รวมทั้งสถาบันของรัฐในสังกัดกระทรวงและสถาบันของรัฐที่ไม่อยู่ในสังกัดกระทรวง. “สถาบันอุดมศึกษาของรัฐในสังกัดของกระทรวง” รวมสถาบันที่เป็นส่วนราชการในสังกัด และสถาบันของรัฐในกำกับของรัฐมนตรี อว. การที่สถาบันอยู่ในกำกับของรัฐมนตรีไม่ทำให้เป็นส่วนราชการโดยอัตโนมัติ ต้องดูพระราชบัญญัติจัดตั้งของสถาบันและบทนิยามนี้ประกอบ

กรณีศึกษาที่ใช้คำว่า “ทุกมหาวิทยาลัยของรัฐ” ต้องตรวจว่ามาตราที่อ้างใช้กับรัฐทั้งหมดหรือเฉพาะในสังกัด ไม่ขยายจากความสะดวกทางบริหาร

หัวข้อ 2

ส่วนราชการในกระทรวงกับหน่วยงานในกำกับ

“ส่วนราชการในกระทรวง” หมายถึงรายการมาตรา 8 ส่วน “หน่วยงานในกำกับ” คือรัฐวิสาหกิจ หน่วยงานที่ตั้งตามพระราชบัญญัติเฉพาะ และองค์การมหาชนที่อยู่ในกำกับรัฐมนตรี. นิยามหน่วยงานในกำกับไม่รวมสถาบันอุดมศึกษาของรัฐในกำกับรัฐมนตรีและไม่รวมสถาบันอุดมศึกษาเอกชน แม้ภาษาทั่วไปอาจเรียกว่าอยู่ภายใต้การกำกับ. ความต่างมีผลต่อมาตรา 7 (3) เรื่องมอบหมายสร้างระบบนิเวศและโครงสร้างพื้นฐาน และมาตรา 18 (2) เรื่องระบบบูรณาการหน่วยงานในกำกับ. เอกสารควรระบุฐานะทางกฎหมายของคู่ร่วมงาน ไม่ใช้คำว่า “หน่วยงานในกำกับ” เป็นคำครอบจักรวาลเพราะจะขยายอำนาจรัฐมนตรีผิดกลุ่ม. หน่วยงานในระบบวิจัยและนวัตกรรมรวมหน่วยงานรัฐ เอกชน และสถาบันอุดมศึกษาที่ดำเนินงานเกี่ยวกับวิจัยและนวัตกรรม จึงกว้างกว่าส่วนราชการของกระทรวง

การวิจัยคือการศึกษาค้นคว้า วิเคราะห์ หรือทดลองอย่างเป็นระบบเพื่อได้ข้อเท็จจริง ความรู้ใหม่ หรือหลักการสำหรับพัฒนาศาสตร์ต่าง ๆ และสร้างนวัตกรรมที่ใช้ประโยชน์ได้. ระบบวิจัยคือการทำงานร่วมอย่างเป็นระบบของหน่วยที่เกี่ยวข้อง ให้เชื่อมโยง ประสานสอดคล้อง และไปในทิศทางเดียวกันเพื่อบรรลุเป้าหมาย. เมื่อหลายหน่วยเสนอทุนหรือโครงการซ้ำ ต้องเทียบหน้าที่ เป้าหมาย กลุ่มเป้าหมาย ผลลัพธ์ และชุดข้อมูล แล้วออกแบบเจ้าภาพร่วม ไม่แยกอนุมัติทุกแผนโดยไม่บูรณาการ. มาตรฐานการอุดมศึกษาคือข้อกำหนดขั้นต่ำด้านคุณลักษณะ คุณภาพ และเกณฑ์จัดการศึกษา รวมถึงขั้นต่ำของหลักสูตร เกณฑ์ขอตำแหน่งทางวิชาการ และมาตรฐานอื่นที่กฎกระทรวงกำหนด

มาตรฐานใช้เป็นเกณฑ์ส่งเสริม กำกับ ตรวจสอบ ติดตาม ประเมินผล และประกันคุณภาพ จึงไม่ควรถูกลดเหลือแบบฟอร์มตรวจเอกสารโดยไม่วัดผลลัพธ์ผู้เรียน. คำว่า “ขั้นต่ำ” ไม่ห้ามสถาบันสร้างความเป็นเลิศสูงกว่าเกณฑ์ และไม่ให้อำนาจส่วนกลางบังคับวิธีสอนเดียวกันทุกแห่งหากผลลัพธ์มาตรฐานยังบรรลุได้. การออกหรือใช้มาตรฐานต้องอ่านมาตรา 17 (6), 26 และ 27 ร่วมกัน โดยให้ กมอ. รับผิดชอบและรับฟังผู้มีส่วนได้เสียอย่างกว้างขวาง. นวัตกรรมครอบคลุมผลิตภัณฑ์ สิ่งประดิษฐ์ บริการ กรรมวิธีผลิต โครงสร้างองค์กร ระบบบริหาร การเงิน ธุรกิจ การตลาด หรือเรื่องอื่นที่ใหม่หรือดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญและใช้ประโยชน์ได้กว้าง. จึงไม่จำกัดนวัตกรรมไว้ที่เครื่องมือวิทยาศาสตร์ และสิ่งที่ใหม่ในหน่วยงานแต่ใช้ไม่ได้จริงหรือไม่มีการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญอาจยังไม่เข้าแกนนิยาม

“สภานโยบาย” คือสภานโยบาย อววน. แห่งชาติตามกฎหมายเฉพาะ ส่วนคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมก็เป็นกลไกตามกฎหมายสภานโยบาย. เมื่อกฎหมายให้เสนอแนะต่อสภานโยบายหรือให้คณะกรรมการส่งเสริมพิจารณางบ ต้องส่งถูกกลไก ไม่ใช้ กกอ. หรือ กมอ. แทนทุกเรื่องเพียงเพราะอยู่ในกระทรวงเดียวกัน. ให้นำกฎหมายระเบียบบริหารราชการแผ่นดินและกฎหมายการศึกษาแห่งชาติมาใช้โดยอนุโลม เว้นแต่พระราชบัญญัตินี้บัญญัติเป็นอย่างอื่น หลักเฉพาะในฉบับนี้จึงมาก่อนหลักทั่วไป. รัฐมนตรี อว. รักษาการ มีอำนาจออกกฎกระทรวง ระเบียบ และประกาศเพื่อปฏิบัติตามพระราชบัญญัติ รวมทั้งตีความและวินิจฉัยปัญหาตามที่กำหนดในบทเฉพาะกาล. กฎกระทรวง ระเบียบ และประกาศมีผลเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษา การมีร่างหรือหนังสือเวียนยังไม่เท่ากับกฎหมายลำดับรองมีผล

หน่วยงานต้องเก็บทะเบียนกฎหมายปัจจุบัน วันที่ใช้ และประเด็นที่แทนของเดิม เพื่อไม่ให้ใช้ร่างรับฟังความคิดเห็นหรือมติบริหารแทนบทบัญญัติที่มีผลจริง

อ่านสรุปฉบับเต็มทุกหัวข้อ
สมาชิก PRO ระบบจะจำหัวข้อที่อ่านค้างไว้ให้ด้วย
PRO 99 บาท/เดือน
เนื้อหาฉบับเต็มต้นฉบับจาก mhesi.go.thเปิดต้นฉบับ

เนื้อหาสรุปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาส่วนบุคคล ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต