สารบัญ16 หัวข้อหลัก
- 1.บทนำ — อ่านกฎหมายฉบับนี้อย่างไรไม่ให้ยึดโครงสร้างเก่า
- 2.มาตรา 7–8: บุคลากร ผู้รักษาการ และกฎหมายลำดับรอง
- 3.มาตรา 12: บทบาทรัฐมนตรี
- 4.มาตรา 17: คณะกรรมการการอาชีวศึกษา
- 5.มาตรา 22: ภารกิจเสริมเมื่อเขตทำบางประเภทไม่ได้
- 6.มาตรา 28: สำนักงานของสามเลขาธิการ
- 7.มาตรา 33: โรงเรียนที่สอนทั้งประถมและมัธยม
- 8.มาตรา 37: สำนักงานเขตพื้นที่
- 9.มาตรา 44: งบประมาณ นิติกรรม และบุคลากร
- 10.มาตรา 45 (4)–(7): การมอบระดับพื้นที่
- 11.มาตรา 51–54: เลขาธิการ สำนัก เขต และสถานศึกษา
- 12.มาตรา 65–68: อุดมศึกษาเดิมกับอาชีวศึกษา
- 13.มาตรา 81–82: กฎกระทรวงและสถานศึกษาระดับปริญญาเดิม
- 14.กรณี 4: ปรับนโยบายขั้นพื้นฐานโดยไม่มีความเห็นคณะกรรมการ
- 15.กรณี 8: เลขาธิการมอบให้ตำแหน่งนอกบัญชี
- 16.กรณี 12: โครงการหน่วยเดียวทำทุกบทบาท
บทนำ — อ่านกฎหมายฉบับนี้อย่างไรไม่ให้ยึดโครงสร้างเก่า
พระราชบัญญัติฉบับหลักประกาศวันที่ 6 กรกฎาคม 2546 และใช้วันถัดจากประกาศ ต่อมาแก้โดยฉบับที่ 2 พ.ศ. 2553 และฉบับที่ 3 พ.ศ. 2562 การวิเคราะห์ประเด็นจึงต้องใช้ข้อความที่แก้ล่าสุด ไม่คัดผังองค์กรจากฉบับเดิมทั้งชุด. ฉบับที่ 2 เปลี่ยนมาตรา 33 เรื่องเขตพื้นที่การศึกษาให้คำนึงถึงระดับการศึกษาและแยกเขตพื้นที่ประถมศึกษากับมัธยมศึกษา ส่วนฉบับที่ 3 ปรับโครงสร้างหลังตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม. ทุกครั้งที่พบสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาในบทเฉพาะกาล ต้องรู้ว่าเป็นประวัติการโอนเมื่อ พ.ศ. 2546 ไม่ใช่รายชื่อส่วนราชการปัจจุบันตามมาตรา 10. วิธีวิเคราะห์ประเด็นที่ปลอดภัยคือระบุมาตรา → ตรวจว่าถูกแก้หรือยกเลิกหรือไม่ → แยกผู้กำหนดนโยบาย ผู้บริหารราชการประจำ ผู้ปฏิบัติระดับพื้นที่ และผู้มีอำนาจลงนาม
ฉบับที่ 3 ประกาศ 1 พฤษภาคม 2562 และใช้วันถัดจากประกาศ มีเป้าหมายทำให้โครงสร้างกับตำแหน่งในกระทรวงศึกษาธิการสอดคล้องกับอำนาจหน้าที่ที่เปลี่ยนหลังแยกภารกิจอุดมศึกษา. มาตราที่แก้หรือยกเลิกโดยตรง ได้แก่ 6, 10, 13, 16, 18, 20 วรรคห้า, 22 (5), 28, 29–30, 39 (6), 40, 41–43, 44 และ 45 (1)–(3). บทเฉพาะกาลมาตรา 17 ของฉบับแก้ให้คณะกรรมการและสำนักงานอุดมศึกษาเดิมทำหน้าที่ต่อเพียงระหว่างรอกฎหมายใหม่ เมื่อกฎหมาย อว. ใช้แล้วจึงไม่ใช่ฐานให้ ศธ. สั่งมหาวิทยาลัยในสังกัด อว. ประเด็นมักวางคู่มือเก่าหรือชื่อหน่วยงานเดิมไว้เป็นตัวล่อ ให้ยึดวันเกิดเหตุและกฎหมายที่มีผลในวันนั้น ไม่ให้เอกสารภายในแก้โครงสร้างที่พระราชบัญญัติกำหนด
มาตรา 6 ปัจจุบันแบ่งเป็นระเบียบบริหารราชการส่วนกลาง ระเบียบบริหารราชการเขตพื้นที่การศึกษา และระเบียบบริหารราชการในสถานศึกษาของรัฐที่จัดการศึกษาระดับปริญญาซึ่งเป็นนิติบุคคล. วรรคท้ายกันขอบเขตไว้ชัดว่าไม่รวมการจัดการศึกษาที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของกระทรวงอื่นซึ่งมีกฎหมายเฉพาะ จึงห้ามอ้างคำว่า “การศึกษา” เพื่อขยายอำนาจ ศธ. ครอบมหาวิทยาลัยสังกัด อว. การวินิจฉัยต้องเริ่มจากประเภทการศึกษา สถานะนิติบุคคล ต้นสังกัด และกฎหมายจัดตั้งของสถานศึกษา ก่อนเลือกสายบังคับบัญชา. ถ้าแฟ้มไม่มีข้อมูลเหล่านี้ ผลที่ถูกไม่ใช่เดาเจ้าภาพ แต่ต้องขอข้อมูลและบันทึกฐานอำนาจให้ครบก่อนสั่งหรืออนุมัติ. มาตรา 4 ให้นำกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดินและกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติมาใช้โดยอนุโลม เว้นแต่พระราชบัญญัตินี้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น
มาตรา 5 ผูกอำนาจหน้าที่กระทรวงกับกฎหมายการศึกษาแห่งชาติและกฎหมายปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม ชื่อหน่วยงานเพียงอย่างเดียวจึงไม่ใช่ฐานอำนาจ. คำว่าโดยอนุโลมหมายถึงใช้เท่าที่เข้ากับระบบเฉพาะของกระทรวง ไม่ใช่นำกฎหมายทั่วไปมาลบขั้นตอนหรือองค์กรที่กฎหมายฉบับนี้วางไว้. เมื่อออกคำสั่งควรอ้างทั้งฐานเฉพาะ ผู้ใช้อำนาจ และเงื่อนไขจากกฎหมายประกอบ ถ้ามีข้อห้ามมอบอำนาจในกฎหมายเฉพาะต้องยึดข้อห้ามนั้นก่อนมาตรา 45
มาตรา 7–8: บุคลากร ผู้รักษาการ และกฎหมายลำดับรอง
มาตรา 7 กำหนดให้การตั้งตำแหน่งและอัตราเงินเดือนคำนึงถึงคุณวุฒิ ประสบการณ์ มาตรฐานวิชาชีพ ลักษณะหน้าที่ ความรับผิดชอบ และคุณภาพงาน. มาตรา 8 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการรักษาการและมีอำนาจออกกฎกระทรวง ระเบียบ และประกาศเพื่อปฏิบัติตามพระราชบัญญัติ รวมทั้งอำนาจตีความและวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติ. อำนาจออกกฎหมายลำดับรองต้องอยู่ภายในกรอบพระราชบัญญัติ คำสั่งภายในจึงตั้งส่วนราชการระดับกรมหรือเปลี่ยนสายบังคับบัญชาที่กฎหมายกำหนดเองไม่ได้. ก่อนใช้คู่มือหรือหนังสือเวียนให้ตรวจผู้ลงนาม ฐานมาตรา รูปแบบที่กฎหมายกำหนด วันมีผล และการประกาศที่จำเป็น. ชั้น policy มีรัฐมนตรี สภาการศึกษา คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ทำหน้าที่กำหนดหรือเสนอทิศทางตามฐานของตน
ชั้น administration มีปลัดกระทรวงและเลขาธิการควบคุมราชการประจำ แปลงนโยบายเป็นแผน กำกับ ติดตาม และบังคับบัญชาหน่วยในสายของตน. ชั้น delivery คือสำนักงานเขตพื้นที่และสถานศึกษา ซึ่งได้รับอำนาจตามกฎหมาย การกระจายอำนาจ หรือการมอบอำนาจ ส่วน oversight มีผู้ตรวจราชการและคณะกรรมการติดตามประเมินผล. โครงการที่ให้หน่วยเดียวเสนอ อนุมัติงบ สั่งผู้ปฏิบัติ และรับรองผลเองทั้งหมดควรถูกตรวจเรื่องการแบ่งหน้าที่ ความขัดกันของบทบาท และหลักฐานตรวจสอบย้อนหลัง. ระเบียบบริหารราชการส่วนกลางประกอบด้วยสำนักงานปลัดกระทรวง และส่วนราชการที่มีหัวหน้าขึ้นตรงต่อรัฐมนตรี. โครงนี้เป็นกรอบใหญ่ก่อนดูรายชื่อมาตรา 10 จึงไม่ควรถือว่าสำนักหรือกองภายในทุกแห่งขึ้นตรงรัฐมนตรีเอง
การตั้งหน่วยใหม่ต้องดูระดับของหน่วยและเครื่องมือทางกฎหมายที่ใช้ ไม่ใช่ใช้คำสั่งภายในแทนพระราชบัญญัติหรือกฎกระทรวง. รายชื่อปัจจุบันคือ สำนักงานรัฐมนตรี สำนักงานปลัดกระทรวง สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา. สำนักงานตาม (2)–(5) มีฐานะเป็นนิติบุคคลและเป็นกรมตามกฎหมายบริหารราชการแผ่นดิน ส่วนสำนักงานรัฐมนตรีไม่ได้ถูกระบุในวรรคนี้. สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาไม่อยู่ในรายชื่อหลังฉบับที่ 3 พ.ศ. 2562 การใส่ไว้ในผังปัจจุบันจึงผิดกฎหมายแม้คู่มือเดิมยังไม่แก้. การแบ่งส่วนราชการภายในส่วนราชการตามมาตรา 10 ต้องออกเป็นกฎกระทรวงและระบุหน้าที่ของแต่ละส่วนไว้
กฎกระทรวงเป็นทั้งฐานการมีอยู่ของหน่วยย่อยและขอบภารกิจ การมอบหมายงานจึงไม่ควรข้ามขอบที่กฎหมายลำดับรองกำหนด. ร่างคำสั่งตั้งสำนักงานใหม่ฐานะกรมโดยอ้างเพียงความจำเป็นเร่งด่วนไม่พอ ต้องตรวจมาตรา 10–11 และกฎหมายปรับปรุงกระทรวง
เนื้อหาสรุปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาส่วนบุคคล ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต