สารบัญ6 หัวข้อหลัก
- 1.บทที่ 1 จากเสรีภาพทางวิชาการสู่สถาบันที่กฎหมายรับรอง
- 2.บทที่ 2 จากโครงการจัดตั้งสู่ทรัพย์สินที่แยกเป็นของสถาบัน
- 3.บทที่ 3 สภาสถาบันและอธิการบดีในสายอำนาจเดียวกัน
- 4.บทที่ 4 หลักสูตร คณาจารย์ ปริญญา และความรับผิดชอบต่อผู้เรียน
- 5.บทที่ 5 กองทุน บัญชี และขอบเขตของความเป็นอิสระทางการเงิน
- 6.บทที่ 6 จากการกำกับแก้ไขสู่การควบคุม เลิกกิจการ และบทลงโทษ
บทที่ 1 จากเสรีภาพทางวิชาการสู่สถาบันที่กฎหมายรับรอง
พระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2546 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2546 และใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศ กฎหมายฉบับนี้ยกเลิกกฎหมายเดิม พ.ศ. 2522 กับฉบับแก้ไข พ.ศ. 2535 แต่รับรองให้สถาบันที่จัดตั้งอยู่ก่อนยังคงเป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชนและเป็นนิติบุคคลต่อไป การแก้ไขภายหลังทำให้สภาสถาบันมีความคล่องตัวด้านหลักสูตรและการลงทุนมากขึ้น ปรับหลักความรับผิดทางอาญาของผู้แทนนิติบุคคล และใน พ.ศ. 2562 เปลี่ยนชื่อหน่วยงานกับผู้รักษาการให้สอดคล้องกับการจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เนื้อหาที่ใช้อยู่จึงต้องอ่านเป็นกฎหมายฉบับรวม มิใช่ยึดถ้อยคำในฉบับแรกเพียงลำพัง
เหตุผลของกฎหมายตั้งอยู่บนดุลยภาพสองด้าน ด้านหนึ่ง สถาบันเอกชนต้องมีอิสระในการพัฒนาระบบบริหาร มีความคล่องตัว และมีเสรีภาพทางวิชาการเพื่อสนองความต้องการของสังคมที่เปลี่ยนแปลง อีกด้านหนึ่ง การจัดการศึกษาระดับปริญญากระทบทั้งผู้เรียน ผู้ใช้บัณฑิต และความน่าเชื่อถือของระบบอุดมศึกษา รัฐจึงต้องกำกับ ติดตาม และประเมินคุณภาพด้วยมาตรฐานที่เชื่อมกับสถาบันของรัฐ ความเป็นเอกชนมิได้หมายถึงการพ้นจากมาตรฐานสาธารณะ แต่หมายถึงการมีพื้นที่ตัดสินใจภายใต้ใบอนุญาต การรับรองวิทยฐานะ และระบบตรวจสอบที่กฎหมายกำหนด
สถาบันอุดมศึกษาเอกชนมีฐานะเป็นทั้งสถานศึกษาและสถานวิจัย วัตถุประสงค์ครอบคลุมการให้การศึกษา การส่งเสริมวิชาการกับวิชาชีพชั้นสูง การสอน การวิจัย การบริการวิชาการแก่สังคม และการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมของชาติ ภารกิจเหล่านี้วางสถาบันไว้มากกว่าการเป็นผู้ขายหลักสูตร เพราะรายได้ ทรัพย์สิน บุคลากร และอำนาจบริหารต้องถูกใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการศึกษา คำว่า “สถาบันอุดมศึกษาเอกชน” จึงหมายถึงสถานศึกษาของเอกชนที่ให้การศึกษาระดับปริญญาแก่บุคคลตั้งแต่หนึ่งคนขึ้นไป ส่วนสถาบันที่ตั้งขึ้นตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับทบวงการชำนัญพิเศษแห่งสหประชาชาติอยู่นอกขอบเขตของกฎหมายนี้
รูปแบบสถาบันมีสามประเภท ได้แก่ มหาวิทยาลัย สถาบัน และวิทยาลัย โดยลักษณะของแต่ละประเภทเป็นไปตามกฎกระทรวง ชื่อภาษาไทยต้องใช้คำบอกประเภทนำหน้า ส่วนชื่อภาษาต่างประเทศใช้ได้เมื่อรัฐมนตรีอนุญาตตามคำแนะนำของคณะกรรมการ ผู้ที่ไม่ได้เป็นสถาบันตามกฎหมายห้ามใช้ถ้อยคำหรือภาษาต่างประเทศซึ่งทำให้ประชาชนเชื่อว่าเป็นมหาวิทยาลัย สถาบัน หรือวิทยาลัย หลักเรื่องชื่อจึงมิใช่พิธีการทางภาษา หากเป็นกลไกคุ้มครองประชาชนไม่ให้หลงเชื่อฐานะ อำนาจให้ปริญญา หรือการรับรองที่องค์กรนั้นไม่มี การเปลี่ยนชื่อหรือเปลี่ยนประเภทภายหลังก็ต้องได้รับอนุญาตเป็นหนังสือและประกาศในราชกิจจานุเบกษา
การจัดตั้งเริ่มจากใบอนุญาตของรัฐมนตรีโดยคำแนะนำของคณะกรรมการ ผู้ขอต้องยื่นโครงการจัดตั้ง ข้อกำหนดของสถาบัน และสาขาวิชาที่ประสงค์จะเปิดสอนไปพร้อมคำขอ เมื่อได้รับใบอนุญาตแล้ว สถาบันมีฐานะเป็นนิติบุคคลทันที และผู้รับใบอนุญาตทำหน้าที่ผู้แทนชั่วคราวจนมีการแต่งตั้งอธิการบดี จุดเปลี่ยนนี้สำคัญเพราะทำให้กิจการศึกษากลายเป็นองค์กรที่มีสิทธิ หน้าที่ และทรัพย์สินแยกจากตัวผู้ก่อตั้ง การเปิดสอนนอกสถานที่ตั้งทำได้ แต่รูปแบบ วิธีการ และการอนุญาตต้องเป็นไปตามกฎกระทรวง จึงเห็นลำดับตั้งแต่การรับรององค์กร การแยกตัวตนทางกฎหมาย ไปจนถึงการขยายการจัดการศึกษาภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน
บทที่ 2 จากโครงการจัดตั้งสู่ทรัพย์สินที่แยกเป็นของสถาบัน
ข้อกำหนดของสถาบันทำหน้าที่คล้ายธรรมนูญประจำองค์กร เพราะต้องบันทึกทั้งชื่อ ประเภท วัตถุประสงค์ ที่ตั้ง แผนผังอาคาร รายละเอียดที่ดิน ทุน และโครงการใช้จ่าย ตลอดจนตรา เครื่องหมาย ครุย และเข็มวิทยฐานะ เนื้อหายังต้องลงไปถึงโครงการจัดการศึกษา อุปกรณ์หลัก แผนจัดหาและพัฒนาผู้บริหาร คณาจารย์กับเจ้าหน้าที่ หลักสูตร การสอน การวัดผล ค่าธรรมเนียม วิธีรับนักศึกษาและการพ้นสภาพ เครื่องแต่งกาย รวมทั้งตำแหน่ง คุณสมบัติ ค่าตอบแทน หลักเกณฑ์การจ้าง เลิกจ้าง และสวัสดิการ ข้อกำหนดจึงเชื่อมคำมั่นตอนขออนุญาตกับสิ่งที่สถาบันต้องปฏิบัติจริงภายหลัง
ฐานทรัพย์สินเริ่มที่ที่ดิน ผู้ขอใบอนุญาตอาจเป็นเจ้าของที่ดินอยู่แล้ว อาจมีหลักฐานว่าเมื่อได้รับใบอนุญาตจะสามารถโอนกรรมสิทธิ์ให้สถาบัน หรืออาจเช่าที่ดินจากส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐโดยมีหลักฐานว่าสามารถโอนสิทธิการเช่าได้ ที่ดินต้องมีลักษณะและเนื้อที่ตามกฎกระทรวง เงื่อนไขนี้ทำให้รัฐตรวจทั้งความพร้อมทางกฎหมายและความพร้อมทางกายภาพก่อนอนุญาต มิใช่พิจารณาเพียงแผนการสอน เมื่อใบอนุญาตเกิดขึ้น สิทธิในที่ดินต้องเคลื่อนจากผู้ขอไปสู่นิติบุคคลที่จัดการศึกษา เพื่อไม่ให้ทรัพย์หลักของสถาบันผูกอยู่กับประโยชน์ส่วนตัวโดยไม่มีเส้นแบ่ง
กำหนดเวลาโอนแตกต่างตามฐานสิทธิเดิม ผู้เป็นเจ้าของที่ดินต้องโอนกรรมสิทธิ์โดยปลอดภาระผูกพันภายในหกสิบวัน และอาจขยายได้ไม่เกินสามสิบวัน ผู้ที่มีหลักฐานว่าจะได้กรรมสิทธิ์ภายหลังมีเวลาเก้าสิบวันและอาจขยายได้ไม่เกินหกสิบวัน ส่วนผู้เช่าที่ดินของรัฐต้องโอนสิทธิการเช่าภายในหกสิบวันและอาจขยายได้ไม่เกินสามสิบวัน เงินกับทรัพย์สินอื่นซึ่งเป็นทุนนอกเหนือจากที่ดินต้องโอนภายในหกสิบวัน การไม่ดำเนินการตามหน้าที่เหล่านี้อาจนำไปสู่การเพิกถอนใบอนุญาต การโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและการบริจาคอสังหาริมทรัพย์ให้สถาบันได้รับยกเว้นภาษีและค่าธรรมเนียมตามเงื่อนไขของกฎหมาย
| ฐานสิทธิก่อนออกใบอนุญาต | สิ่งที่ต้องโอนให้สถาบัน | กำหนดเวลาและการขยาย |
|---|---|---|
| ผู้ขอเป็นเจ้าของที่ดิน | กรรมสิทธิ์ปลอดภาระผูกพัน | ภายใน 60 วัน ขยายได้ไม่เกิน 30 วัน |
| ผู้ขอมีหลักฐานว่าจะได้กรรมสิทธิ์ | กรรมสิทธิ์ปลอดภาระผูกพัน | ภายใน 90 วัน ขยายได้ไม่เกิน 60 วัน |
| ผู้ขอเช่าที่ดินของรัฐ | สิทธิการเช่าปลอดภาระผูกพัน | ภายใน 60 วัน ขยายได้ไม่เกิน 30 วัน |
| เงินและทรัพย์สินอื่นที่เป็นทุน | เงินและทรัพย์สินนอกเหนือจากที่ดิน | ภายใน 60 วัน |
ข้อกำหนดส่วนที่เป็นรากฐานขององค์กร เช่น ชื่อ วัตถุประสงค์ ที่ตั้ง ที่ดิน ทุน และสัญลักษณ์ จะเปลี่ยนแปลงโดยอิสระไม่ได้และต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ ขณะที่เรื่องการศึกษา บุคลากร หลักสูตร ค่าธรรมเนียม การรับหรือให้พ้นสภาพ และการจ้างงานอยู่ในอำนาจเห็นชอบของสภาสถาบัน แต่ต้องแจ้งคณะกรรมการภายในสามสิบวันหลังสภาเห็นชอบ การแบ่งอำนาจเช่นนี้รักษาทั้งเสถียรภาพของฐานที่ได้รับอนุญาตและความคล่องตัวของงานประจำ ส่วนการแบ่งหน่วยงานกับระบบบริหารภายในเป็นไปตามระเบียบหรือข้อบังคับของสภาสถาบัน ทำให้โครงสร้างภายในปรับได้โดยไม่ตัดขาดจากความรับผิดขององค์กรสูงสุด
กิจการของสถาบันไม่อยู่ภายใต้กฎหมายคุ้มครองแรงงานและกฎหมายแรงงานสัมพันธ์โดยตรง แต่ผู้ปฏิบัติงานต้องได้รับผลประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่ามาตรฐานในกฎหมายคุ้มครองแรงงาน และรายละเอียดการคุ้มครองการทำงานกับผลประโยชน์เป็นไปตามกฎกระทรวง หลักนี้มิได้เปิดช่องให้ลดสิทธิแรงงาน หากสร้างระบบเฉพาะสำหรับลักษณะงานอุดมศึกษาโดยมีมาตรฐานขั้นต่ำรองรับ เมื่อนำเรื่องข้อกำหนด ที่ดิน ทุน โครงสร้าง และบุคลากรมาวางต่อกัน จะเห็นว่าใบอนุญาตเป็นเพียงจุดเริ่ม สถาบันจะดำเนินงานได้อย่างมั่นคงต่อเมื่อคำมั่นในโครงการถูกแปลงเป็นทรัพย์สิน องค์กร และความสัมพันธ์การทำงานที่ตรวจสอบได้
เนื้อหาสรุปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาส่วนบุคคล ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต