สารบัญ18 หัวข้อหลัก
- 1.บทนำ — มองกฎหมายฉบับนี้เป็นวงจรผลิตสถิติ ไม่ใช่ชุดบทลงโทษ
- 2.ความน่าเชื่อถือของสถิติต้องเดินคู่กับความไว้วางใจของผู้ให้ข้อมูล
- 3.มาตรา 4: “การสำรวจตัวอย่าง” เลือกบางหน่วยมาแทนประชากร
- 4.มาตรา 6(1): แผนแม่บทคือเข็มทิศของระบบสถิติแห่งชาติ
- 5.มาตรา 6(6): ให้คำปรึกษาครบวงจรวิธีสถิติ
- 6.มาตรา 9: การบังคับเริ่มที่กฎกระทรวง ไม่ใช่หนังสือเวียน
- 7.มาตรา 9(5): ต้องบอกหน่วยงานผู้รับผิดชอบ
- 8.มาตรา 10: ข้อมูลอื่นที่ประชาชนควรรู้ช่วยให้ปฏิบัติได้จริง
- 9.มาตรา 13: ไม่พบผู้ให้ข้อมูลต้องใช้วิธีตามกฎกระทรวง
- 10.มาตรา 15: ข้อมูลเฉพาะบุคคลเป็นความลับโดยเคร่งครัด
- 11.มาตรา 17: เรียกค่าใช้จ่ายได้เท่าที่จำเป็น
- 12.เปรียบสามฐานความผิดด้วยพฤติกรรม ไม่จำแต่ตัวเลข
- 13.กรณี 2 เลือกหนึ่งพันครัวเรือนจากทุกจังหวัดแล้วเรียกสำมะโน
- 14.กรณี 6 ตอบตัวเลขผิดเพราะสับสนหน่วยกับจงใจให้เท็จ
- 15.กรณี 10 ตำรวจขอข้อมูลรายคนไปใช้คดีอาญาอื่น
- 16.กรณี 14 ใช้ชื่อรัฐมนตรีตามตัวบทเดิมตอบคำถามปัจจุบัน
- 17.ชุดทบทวนที่ 1: ไล่เส้นทางอำนาจโดยไม่ดูตัวเลือก
- 18.ชุดทบทวนที่ 5: จำโทษจากพฤติกรรมและเจตนา
บทนำ — มองกฎหมายฉบับนี้เป็นวงจรผลิตสถิติ ไม่ใช่ชุดบทลงโทษ
พระราชบัญญัติสถิติ พ.ศ. 2550 วางทั้งระบบตั้งแต่ใครเป็นศูนย์กลาง วางแผนอย่างไร จะบังคับเก็บข้อมูลเมื่อใด หน่วยงานรัฐส่งต่อข้อมูลกันอย่างไร ไปจนถึงการรักษาความลับและการใช้ผลสถิติ หลักแต่ละส่วนจึงต้องอ่านต่อกันเป็นกระบวนการ ไม่ใช่จำเลขมาตราแยกชิ้น. แก่นของกฎหมายคือทำให้ประเทศมีข้อมูลที่เป็นเอกภาพ ทันสมัย และเชื่อถือได้ ขณะเดียวกันต้องไม่เปลี่ยนข้อมูลรายบุคคลที่ประชาชนให้เพื่อการสถิติให้กลายเป็นเครื่องมือเปิดเผยความลับหรือใช้ในกิจการอื่นโดยไม่มีฐาน. ประเด็นชอบสลับสามเรื่อง คือการออกกฎกระทรวงเพื่อให้การสำรวจมีผลบังคับ การประกาศรายละเอียดปฏิบัติโดยผู้อำนวยการ และหน้าที่ของผู้ให้ข้อมูล หากจำลำดับกลับกันจะเลือกอำนาจผิดแม้จำข้อความอื่นได้
วิธีอ่านที่ปลอดภัยคือเริ่มจากวัตถุประสงค์และนิยาม แล้วไล่ผู้มีอำนาจ ขั้นตอนเก็บข้อมูล การส่งต่อ การเปิดเผย และผลเมื่อฝ่าฝืน จึงจะเห็นว่าข้อมูลหนึ่งชุดเดินจากต้นทางไปถึงการใช้สาธารณะอย่างชอบกฎหมายได้อย่างไร
มองกฎหมายฉบับนี้เป็นวงจรผลิตสถิติ ไม่ใช่ชุดบทลงโทษ
- 1กำหนดนโยบายและมาตรฐาน
- 2ออกฐานบังคับเมื่อจำเป็น
- 3เก็บและตรวจข้อมูล
- 4ประมวลเป็นสถิติ
- 5คุ้มครอง–เผยแพร่–นำไปใช้
กฎหมายประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2550 แต่มาตรา 2 กำหนดให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศ จึงมีผลวันที่ 13 กันยายน 2550. มาตรา 3 ยกเลิกพระราชบัญญัติสถิติ พ.ศ. 2508 การตอบว่ากฎหมายเริ่มใช้วันที่ 12 กันยายน หรือยกเลิกฉบับปีอื่นเป็นการสลับวันประกาศกับวันมีผลและสลับกฎหมายเดิม. ข้อความส่วนต้น เช่น ชื่อกฎหมาย วันใช้บังคับ และการยกเลิก เป็นจุดที่ตรวจได้ตรงจากตัวบท ไม่ต้องอนุมานจากปีพุทธศักราชในชื่อกฎหมาย. เวลาพบคำถามวันที่ให้สร้างประโยคหลักสำคัญคือ “ประกาศสิบสอง ใช้สิบสาม ยกเลิกสองห้าศูนย์แปด” แล้วค่อยตรวจว่าตัวเลือกถามเหตุการณ์ใด. มาตรา 1 ถึง 4 เป็นบททั่วไปและนิยาม มาตรา 5 ถึง 8 วางบทบาทสำนักงานสถิติแห่งชาติ แผนแม่บท มาตรฐาน และความรับผิดชอบของหน่วยงาน
มาตรา 9 ถึง 13 เป็นกลไกสำมะโนหรือการสำรวจตัวอย่างที่มีผลบังคับ ตั้งแต่กฎกระทรวง ประกาศ รายละเอียดหน้าที่ของประชาชน อำนาจเข้าไปเก็บข้อมูล และกรณีไม่พบบุคคลผู้ให้ข้อมูล. มาตรา 14 ถึง 17 ว่าด้วยความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน การไม่ระบุตัวบุคคล ความลับ วัตถุประสงค์การใช้ และบริการข้อมูล ส่วนมาตรา 18 ถึง 20 เป็นโทษสามระดับ. มาตรา 21 เป็นบทเฉพาะกาลของกฎหมายลำดับรอง และมาตรา 22 วางรัฐมนตรีผู้รักษาการกับอำนาจออกกฎกระทรวง การรู้แผนนี้ช่วยตัดเลขมาตราที่ถูกย้ายไปอยู่เรื่องอื่นในตัวเลือกหลอก. ตัวเลขอายุ รายได้ จำนวนคน หรือรายการธุรกรรมที่เพิ่งเก็บจากบุคคลเป็นข้อมูลดิบ ข้อมูลเหล่านี้ยังอาจระบุตัวเจ้าของและยังไม่ใช่ข้อสรุปเชิงสถิติ
เมื่อจัดตรวจ ทำความสะอาด จำแนก ถ่วงน้ำหนัก รวมยอด หรือวิเคราะห์ จึงเกิดข้อความหรือตัวเลขที่แสดงผลจากข้อมูลที่เก็บรวบรวม ซึ่งเข้าใจได้ว่าเป็น “สถิติ” ตามมาตรา 4. ความต่างนี้สำคัญต่อการเปิดเผย การเผยตัวเลขรวมที่ไม่ระบุผู้ใดอาจทำได้ แต่การส่งรายการรายคนยังอยู่ใต้เงื่อนไขมาตรา 14 ถึง 16 แม้ไฟล์นั้นจะถูกเรียกว่าฐานสถิติ. ข้อควรระวังคือคิดว่าทุกตัวเลขเป็นสถิติ หรือคิดว่าเพียงลบชื่อแล้วข้อมูลทั้งหมดปลอดภัย ทั้งที่เลขบัตร ที่อยู่ละเอียด อาชีพหายาก หรือการผสมหลายช่องอาจย้อนระบุตัวบุคคลได้. สำนักงานสถิติแห่งชาติทำการสำรวจโดยตรงได้ตามมาตรา 6 แต่การทำให้ประชาชนมีหน้าที่ตามกฎหมายต้องเข้าสู่กลไกสำมะโนหรือการสำรวจตัวอย่างตามมาตรา 9 และมีประกาศตามมาตรา 10 ก่อน
ดังนั้นคำว่าเป็นโครงการของรัฐ เป็นเรื่องสำคัญ หรือมีตราหน่วยงาน ยังไม่พอให้เกิดหน้าที่บังคับ ต้องตรวจฐานกฎกระทรวง กลุ่มบุคคล วิธีให้ข้อมูล และรายละเอียดประกาศ. เมื่อฐานครบ บุคคลที่อยู่ในขอบเขตต้องให้ข้อมูลหรือกรอกแบบสอบถามตามความเป็นจริงตามมาตรา 11 และต้องคืนแบบภายในกำหนดที่ประกาศแจ้ง. การแยกงานสำรวจโดยสมัครใจกับงานที่กฎหมายกำหนดหน้าที่ช่วยป้องกันทั้งการอ้างอำนาจเกินและการปฏิเสธหน้าที่ที่เกิดขึ้นจริง
ความน่าเชื่อถือของสถิติต้องเดินคู่กับความไว้วางใจของผู้ให้ข้อมูล
ถ้าประชาชนเชื่อว่าข้อมูลรายบุคคลจะถูกเผยแพร่หรือใช้ลงโทษในกิจการอื่น ย่อมมีแรงจูงใจปฏิเสธหรือบิดเบือนข้อมูล ทำให้สถิติของประเทศเสียคุณภาพ. มาตรา 14 ถึง 16 จึงไม่ใช่ภาคผนวกด้านความลับ แต่เป็นโครงสร้างที่ทำให้ผู้ให้ข้อมูลกล้าตอบตรงและทำให้หน่วยงานใช้ข้อมูลเพื่อสถิติ วิเคราะห์ หรือวิจัยได้โดยไม่เปลี่ยนวัตถุประสงค์. การคุ้มครองต้องครอบคลุมทั้งตอนเก็บ ส่ง ประมวล วิเคราะห์ เผยแพร่ และเก็บรักษา รวมผู้ปฏิบัติงาน ผู้รับจ้าง ระบบสารสนเทศ และหน่วยงานที่ได้รับข้อมูล. ในทางปฏิบัติ กฎหมายคุ้มครองข้อมูลฉบับอื่นอาจใช้ร่วมด้วย แต่หน้าที่รักษาความลับโดยเคร่งครัดและข้อจำกัดเฉพาะในพระราชบัญญัติสถิติยังต้องปฏิบัติ ไม่ถูกกลืนหายเพราะมีกฎหมายทั่วไป
คำถามแรกคือผู้ทำการใดเป็นสำนักงาน หน่วยงาน หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ เพราะแต่ละฐานมีอำนาจและหน้าที่ต่างกัน ผู้รับจ้างเอกชนไม่เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่โดยอัตโนมัติ. คำถามที่สองคือกำลังทำงานขั้นใด ตั้งแต่วางมาตรฐาน สำรวจโดยสมัครใจ สำรวจบังคับ ส่งข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ไปจนถึงเผยแพร่ต่อสาธารณะ. คำถามที่สามตรวจเอกสารฐานอำนาจ ได้แก่ แผนแม่บท มาตรฐานที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ กฎกระทรวง ประกาศ หรือหนังสือขอข้อมูล แล้วดูว่าเอกสารนั้นทำหน้าที่ตรงขั้นหรือไม่. สองคำถามสุดท้ายคือข้อมูลยังระบุตัวบุคคลได้หรือไม่ และการใช้หรือเปิดเผยอยู่ในวัตถุประสงค์สถิติ วิเคราะห์ หรือวิจัยพร้อมเงื่อนไขหรือไม่ หากตอบครบจะตัดตัวเลือกที่จริงเพียงครึ่งเดียวได้มาก
สูตรทำกรณีศึกษาสถานการณ์ห้าคำถาม
- 1ระบุผู้กระทำ
- 2ระบุขั้นงาน
- 3ตรวจฐานอำนาจ
- 4ตรวจการระบุตัวบุคคล
- 5ตรวจวัตถุประสงค์และเงื่อนไข
นิยามสถิติครอบคลุมข้อความหรือตัวเลขที่แสดงผลจากการประมวลข้อมูลที่เก็บรวบรวม คำว่า “ผล” ทำให้ต้องมีการจัดการข้อมูลบางอย่างก่อน ไม่ใช่หยิบข้อสรุปรายคนมาเรียกสถิติ. ตัวอย่างที่เข้าใจง่ายคือแบบสอบถามรายครัวเรือนเป็นข้อมูลต้นทาง ส่วนอัตราการว่างงาน ค่าเฉลี่ยรายได้ หรือสัดส่วนประชากรตามช่วงอายุเป็นผลที่ผ่านการประมวล. สถิติอาจอยู่ในรูปข้อความ ไม่จำกัดเฉพาะตัวเลข เช่น ข้อสรุปว่าพื้นที่หนึ่งมีแนวโน้มผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น หากได้จากการประมวลข้อมูลตามหลักวิชา. กรณีศึกษาที่ให้เลือกระหว่างรายชื่อพร้อมรายได้กับค่าเฉลี่ยรายได้ ต้องเลือกผลรวมเป็นสถิติ ส่วนรายชื่อเป็นข้อมูลรายบุคคลที่ต้องคุ้มครอง
การสำรวจหมายถึงการเก็บรวบรวมข้อมูลที่เป็นอยู่จริงเพื่อให้ได้มาซึ่งสถิติ จึงมีทั้งองค์ประกอบการเก็บข้อเท็จจริงและวัตถุประสงค์เพื่อนำไปทำสถิติ. การถามความเห็นหรือภาวะของประชาชนอาจเป็นการสำรวจได้หากออกแบบเก็บสภาพจริงอย่างมีระบบและจะประมวลเป็นสถิติ แต่คำถามเล่นสนุกที่ไม่มุ่งผลิตสถิติไม่ใช่การสำรวจตามความหมายนี้. แหล่งเก็บอาจเป็นแบบสอบถาม การสัมภาษณ์ การบันทึกทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือวิธีอื่นตามโครงการและประกาศ ไม่ได้จำกัดว่าต้องใช้กระดาษ. ข้อควรระวังคือเอาการวิเคราะห์ข้อมูลเก่ามาเรียกการสำรวจ ทั้งที่การวิเคราะห์เป็นอีกขั้น ส่วนการสำรวจเน้นการเก็บรวบรวมข้อมูลจริงจากแหล่งข้อมูล. สำมะโนคือการสำรวจโดยการแจงนับจากหน่วยที่เกี่ยวกับข้อมูลนั้นทุกหน่วย ขอบเขตคำว่า “ทุกหน่วย” ต้องอ่านตามประชากรเป้าหมายและพื้นที่ที่กฎหมายกำหนด
สำมะโนประชากรและเคหะจึงมุ่งครัวเรือนหรือบุคคลทุกหน่วยในขอบเขต ไม่ใช่สุ่มบางครัวเรือนแล้วขยายผล แม้ในทางปฏิบัติจะมีการตรวจคุณภาพหรือเก็บเสริมด้วยตัวอย่าง. ข้อดีคือให้ข้อมูลละเอียดระดับพื้นที่และกลุ่มย่อย แต่ใช้ทรัพยากรมากกว่าและต้องจัดการภาคสนามกับความลับอย่างเข้มข้น. ถ้ากรณีศึกษาบอกเลือกเพียงร้อยละสิบจากทะเบียน แม้ครอบคลุมทุกจังหวัดก็ยังเป็นการสำรวจตัวอย่าง ไม่ใช่สำมะโน เพราะไม่ได้แจงนับทุกหน่วย
เนื้อหาสรุปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาส่วนบุคคล ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต