พระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566

กฎหมายแม่บทการเรียนรู้ตลอดชีวิต แทน กศน. เดิม ครอบคลุมทุกช่วงวัยทั่วประเทศ

1. ที่มา วันบังคับใช้ และกฎหมายที่ถูกยกเลิก2. นิยามสำคัญ — ผู้เล่นในระบบและความหมายพิเศษของพื้นที่3. วัตถุประสงค์หลักของกฎหมาย — พัฒนาคนและทักษะ4. การเรียนรู้ 3 รูปแบบ — เป้าหมายและกลุ่มเป้าหมายต่างกัน5. แนวทางดำเนินการของแต่ละรูปแบบการเรียนรู้6. สิทธิในการส่งเสริมการเรียนรู้และอำนาจรับรองคุณวุฒิ7. ระบบเทียบระดับและสะสมผลการเรียน8. หน้าที่และอำนาจของกรม 10 ประการ9. บทบาทของสถาบันพัฒนาหลักสูตรและการเรียนรู้ — กรณีที่ต้องร่วมดำเนินการ10. คณะกรรมการส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัด — กรณีกรุงเทพมหานคร
1

ที่มา วันบังคับใช้ และกฎหมายที่ถูกยกเลิก

ส่วนนี้เป็นข้อเท็จจริงตัวเลข-วันที่ที่จำเป็นต้องจำให้แม่นยำ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธย 18 มีนาคม 2566 และประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 19 มีนาคม 2566 ในปีที่ 8 แห่งรัชกาลปัจจุบัน กฎหมายมีผลบังคับใช้เมื่อพ้น 60 วันนับแต่วันประกาศ จึงมีผลจริงในวันที่ 18 พฤษภาคม 2566

กฎหมายฉบับนี้ยกเลิก พระราชบัญญัติส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย พ.ศ. 2551 ทั้งฉบับ และถือเป็นกฎหมายแม่บทที่มีศักดิ์เหนือกว่า ดังนั้นหากกฎหมายใดขัดหรือแย้ง ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้แทน

2

นิยามสำคัญ — ผู้เล่นในระบบและความหมายพิเศษของพื้นที่

ส่วนนี้อธิบายว่าแต่ละคำในกฎหมายหมายถึงใคร/อะไร เพราะทุกบทที่เหลือใช้คำเหล่านี้ตลอด การเข้าใจผิดนิยามเดียวทำให้ตอบผิดได้หลายข้อ

คำว่า "กรม" ในกฎหมายฉบับนี้หมายถึงกรมส่งเสริมการเรียนรู้เท่านั้น และ "อธิบดี" หมายถึงอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้เสมอ ส่วน "รัฐมนตรี" หมายถึงรัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ โดยไม่ได้ระบุกระทรวงใดตายตัวในตัวบท

กฎหมายกำหนดความหมายพิเศษของคำว่าพื้นที่การปกครอง เพื่อให้โครงสร้างทั้งหมดครอบคลุมกรุงเทพมหานครโดยไม่ต้องบัญญัติแยก ดังนั้นทุกที่ที่กฎหมายพูดถึง "อำเภอ" ย่อมหมายถึง เขตในกรุงเทพมหานครด้วยโดยปริยาย

คำตามกฎหมาย
ความหมายที่ครอบคลุม
จังหวัด
รวมถึง กรุงเทพมหานคร
อำเภอ
รวมถึง เขต (ในกรุงเทพมหานคร)
ตำบล
รวมถึง แขวง (ในกรุงเทพมหานคร)

"หน่วยจัดการเรียนรู้" คือหน่วยงานที่ อยู่ในสังกัดกรม ทำหน้าที่จัดการเรียนรู้โดยตรง ต่างจาก "ภาคีเครือข่าย" ที่อยู่นอกสังกัดกรมและเข้ามาร่วมสนับสนุนจากภายนอกโดยสมัครใจ ความแตกต่างนี้สำคัญมากเพราะกำหนดขอบเขตอำนาจที่ต่างกัน

คำ
ลักษณะ
ตัวอย่าง
หน่วยจัดการเรียนรู้
อยู่ในสังกัดกรม / ปฏิบัติการโดยตรง
ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอ, ศูนย์การเรียนรู้ระดับตำบล, ศูนย์/สถาบันเฉพาะด้าน, หน่วยงานชื่ออื่นในสังกัดกรม
ภาคีเครือข่าย
อยู่นอกสังกัดกรม / ร่วมสนับสนุนโดยสมัครใจ
หน่วยงานรัฐ, อปท., เอกชน, ชุมชน, ครอบครัว, สถาบันศาสนา, บุคคลทั่วไป

"สถานศึกษา" และ "สถาบันพัฒนาหลักสูตรและการเรียนรู้" ในกฎหมายนี้ไม่ได้นิยามใหม่ แต่อ้างอิงไปยังกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ โดยตรง แสดงว่ากฎหมายฉบับนี้ออกแบบให้ทำงานประสานกับระบบการศึกษาแห่งชาติ ไม่ได้แยกส่วน

3

วัตถุประสงค์หลักของกฎหมาย — พัฒนาคนและทักษะ

ส่วนนี้คือเป้าหมายสูงสุดที่กรมและทุกหน่วยงานต้องยึดเป็นกรอบ ข้อสอบมักถามว่า 'ทักษะ 3 ด้าน' คืออะไร

กฎหมายมุ่งพัฒนาบุคคลให้สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ให้เป็นคนดี มีวินัย รู้จักสิทธิและหน้าที่ ภูมิใจในชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รวมทั้งมีความพอเพียง ซื่อสัตย์ และสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมไทยและสังคมโลกได้อย่างผาสุก

นอกจากการพัฒนาคุณลักษณะข้างต้น กฎหมายยังมุ่งให้บุคคลมีทักษะ 3 ด้านที่เท่าทันพัฒนาการของโลก

  • ทักษะการเรียนรู้
  • ทักษะอาชีพ
  • ทักษะชีวิต

แนวคิดสำคัญคือกฎหมายไม่มองการเรียนรู้เป็นกระบวนการที่สิ้นสุดเมื่อพ้นวัยเรียน แต่บุคคลสามารถพัฒนา เพิ่ม หรือปรับเปลี่ยนทักษะได้ตลอดช่วงชีวิตตามความถนัดหรือความจำเป็น

สมาชิก PRO
อ่านสรุปฉบับเต็ม ครบทุกหัวข้อ
อ่านง่าย จำได้จริง · บุ๊คมาร์คอ่านต่อจากที่ค้างไว้อัตโนมัติ
99 บาท/เดือน →

เนื้อหาสรุปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาส่วนบุคคล ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต