สารบัญ6 หัวข้อหลัก
- 1.เงินของรัฐต้องมีทางเข้า ทางผ่าน และฐานจ่ายที่ตรวจสอบได้
- 2.หลักนำส่งเต็มจำนวนและข้อยกเว้นที่ตีความอย่างจำกัด
- 3.ฐานจ่ายจากบัญชีที่สองและการจ่ายก่อนกฎหมายงบประมาณ
- 4.อำนาจสั่งจ่าย การควบคุมร่วม และเงินที่มีกฎหมายเฉพาะ
- 5.ตามข้อเท็จจริงทั้งสายเงินก่อนวินิจฉัย
- 6.ลำดับตัดสินใจก่อนอนุมัติและจุดเสี่ยงที่ต้องย้อนตรวจ
เงินของรัฐต้องมีทางเข้า ทางผ่าน และฐานจ่ายที่ตรวจสอบได้
พระราชบัญญัติเงินคงคลังเป็นกฎหมายที่จัดระเบียบทางเดินของเงินแผ่นดิน ตั้งแต่ส่วนราชการรับเงิน การนําเงินเข้าคลัง การโอนระหว่างบัญชี ไปจนถึงการสั่งจ่ายโดยผู้มีอํานาจ กฎหมายจึงทําหน้าที่ต่างจากกฎหมายงบประมาณซึ่งอนุญาตรายการและวงเงินรายจ่าย การมีเงินสดอยู่จริงไม่ทําให้รัฐนําเงินนั้นไปใช้ได้เอง หากยังขาดฐานกฎหมายและขั้นตอนควบคุมที่ครบถ้วน ภาพรวมกฎหมาย: เงินรับของรัฐบาลต้องไหลเข้าคลังและจ่ายออกตามฐานที่กําหนด — พระราชบัญญัติเงินคงคลังวางโครงสร้างการรับ เก็บรักษา โอน และสั่งจ่ายเงินคงคลังผ่านบัญชีที่ธนาคารแห่งประเทศไทย
คลังจังหวัด และคลังอําเภอ กฎหมายนี้ไม่ใช่กฎหมายงบประมาณเอง แต่กําหนดว่ารายรับต้องเข้าทางใดและรายจ่ายจะออกได้เมื่อมีฐานกฎหมายใด ลําดับวิเคราะห์คือจําแนกเงินตามบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง ตรวจหน้าที่นําส่งบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง เลือกบัญชีและผู้สั่งจ่ายตามบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง–11 แล้วดูทุนหมุนเวียนบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง–13 หากเป็นกรณีฉุกเฉินก่อนมีกฎหมายรายจ่ายให้ตรวจบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง โดยต้องตั้งงบชดใช้ภายหลัง ฉบับที่ 5 พ.ศ. 2561 เพิ่มกลไกเกี่ยวกับตั๋วเงินคลังเพื่อบริหารสภาพคล่อง โดยเฉพาะรายการชําระคืนเงินต้นในบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง (5) จึงต้องอ่านฉบับรวมปัจจุบัน ไม่ใช้บทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง
ฉบับก่อนแก้เป็นรายการครบถ้วน จุดที่มักสับสนคือเห็นว่าเงินอยู่ในบัญชีรัฐบาลแล้วคิดว่าจ่ายได้ทันที เงินเพียงพอไม่สร้างอํานาจรายจ่าย และมติคณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการไม่ใช่ฐานบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง เสมอ ต้องมีพระราชบัญญัติ พระราชกําหนด มติให้จ่ายเงินไปก่อน หรือฐานเฉพาะตามที่กฎหมายแจกแจง นิยามที่กําหนดทางเดินของเงิน — เงินยืมทดรองราชการตามบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง คือเงินที่ให้ส่วนราชการมีไว้ตามจํานวนที่กระทรวงการคลังเห็นสมควรเพื่อทดรองค่าใช้สอยปลีกย่อยประจําสํานักงาน จึงไม่ใช่วงเงินสํารองสําหรับโครงการขนาดใหญ่หรือใช้แทนงบที่ไม่พอ เงินขายบิลคือ เงินที่กระทรวงการคลังรับไว้ ณ ที่หนึ่งเพื่อโอนไปจ่าย ณ อีกที่หนึ่งตามข้อบังคับและระเบียบ ต้องเก็บร่องรอยต้นทาง
ปลายทาง และผู้รับ ไม่ตีความเป็นรายได้ของรัฐบาลที่ใช้ได้ทั่วไปทันที เงินฝากตามบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง เกิดเมื่อรับเงินจากประชาชนโดยมีข้อตกลงว่ากระทรวงการคลังจะรับฝากและคืนตามคําขอภายใต้ระเบียบ จึงเป็นหนี้ที่ต้องคืน ไม่ใช่รายได้สุทธิที่รัฐบาลใช้ได้ และบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง (2) ระบุเงินฝากเป็นรายการจ่ายจากบัญชีที่ 2 ได้ กิจการที่หมุนรายรับกลับไปใช้จําเป็นต้องมีฐานตั้งทุนและขอบวัตถุประสงค์ชัด เพื่อแยกเงินจากรายได้ทั่วไปของแผ่นดิน หน่วยงานจึงกันเงินรับไว้เองจากระเบียบภายในไม่ได้ และต้องแสดงบัญชีทุนให้ตรวจสอบได้
บัญชีเงินคงคลังที่ 1 และที่ 2: คนละหน้าที่ในวงจร — บัญชีเงินคงคลังบัญชีที่ 1 เป็น บัญชีเงินฝากกระแสรายวันที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อประโยชน์ตามบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง ใช้รับเงินที่พึงชําระแก่รัฐบาลและเงินกู้ตามหลักนําส่ง ส่วนบัญชีที่ 2 เป็นบัญชีเงินฝากกระแสรายวันที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อประโยชน์ตามบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง และเป็นบัญชีที่ใช้สั่งจ่ายตามฐานกฎหมาย กระทรวงการคลังจะนําเงินออกจากบัญชีที่ 1 ได้โดย โอนเงินจากบัญชีที่ 1 ไปเข้าบัญชีเงินคงคลังบัญชีที่ 2 เท่านั้น ตามบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง จึงจ่ายค่าครุภัณฑ์ให้ผู้ขายจากบัญชีที่ 1 โดยตรงไม่ได้ แม้ยอดเงินเพียงพอ ทางที่ถูกสําหรับรายจ่ายผู้ขายคือ ต้องโอนจากบัญชีที่ 1 ไปบัญชีที่ 2 ก่อน แล้วจึงสั่งจ่ายจากบัญชีที่ 2
บนฐานกฎหมายที่เกี่ยวข้อง การโอนเป็นเพียงขั้นหนึ่ง ยังต้องมีงบประมาณหรือฐานจ่ายตามบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง–8 รัฐมนตรีหรือผู้รับมอบหมายสั่งโอนจากบัญชีที่ 1 ไปบัญชีที่ 2 ได้เมื่อการมอบหมายชอบ เพราะบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง รองรับผู้รับมอบหมายและบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง จํากัดปลายทาง ห้ามโอนไปบัญชีอื่นหรือให้ผู้ไม่มีอํานาจสั่งเพียงเพราะมีสิทธิใช้งานระบบธนาคาร วิธีอ่านที่แม่นยําจึงเริ่มจากจําแนกชนิดของเงินก่อนเสมอ แล้วถามต่อว่าเงินต้องเข้าเส้นทางใด ใครมีหน้าที่ควบคุม ใครสั่งโอนได้ และการจ่ายมีฐานใดรองรับ เมื่อแยกเงินรับของรัฐบาล เงินฝาก เงินขายบิล เงินยืมทดรอง และทุนหมุนเวียนออกจากกันได้ บทบัญญัติส่วนอื่นจะเชื่อมเป็นระบบเดียวแทนการท่องจําเป็นข้อ ๆ
สายเงินคงคลังที่ต้องตรวจให้ครบ
- 1จำแนกเงินรับพิจารณาว่าเป็นเงินที่พึงชำระแก่รัฐบาล เงินกู้ เงินฝาก เงินขายบิล หรือเงินของทุนที่มีกฎหมายเฉพาะ
- 2นำส่งตามทางที่กำหนดเงินของรัฐบาลเข้าสู่บัญชีที่หนึ่งหรือคลังในพื้นที่โดยไม่หัก เว้นแต่มีข้อยกเว้นครบองค์ประกอบ
- 3โอนเข้าสู่บัญชีที่สองบัญชีที่หนึ่งเป็นต้นทางรับเงินและโอนได้เฉพาะไปบัญชีที่สองตามอำนาจที่กฎหมายกำหนด
- 4ตรวจฐานก่อนสั่งจ่ายการจ่ายจากบัญชีที่สองต้องอาศัยกฎหมายงบประมาณ ฐานเฉพาะ หรือข้อยกเว้นที่ตรงกับข้อเท็จจริง
- 5ลงนามและติดตามภายหลังผู้สั่งจ่าย ลายมือชื่อร่วม การคืนเงิน และการตั้งรายจ่ายชดใช้ต้องมีหลักฐานตามเส้นทางเดียวกัน
หลักนำส่งเต็มจำนวนและข้อยกเว้นที่ตีความอย่างจำกัด
หลักนําส่งโดยไม่หักทําให้ยอดรายได้ของรัฐปรากฏครบถ้วนและแยกออกจากอํานาจใช้จ่ายของหน่วยงาน หัวหน้าส่วนราชการต้องควบคุมเงินที่พึงชําระแก่รัฐบาลให้เข้าสู่บัญชีหรือคลังในพื้นที่ตามเวลา การนํารายรับไปจ่ายค่าสาธารณูปโภค ค่าดําเนินงาน หรือโครงการของตนก่อน แม้เป็นรายจ่ายที่เกิดขึ้นจริง ย่อมทําให้การรับและการจ่ายถูกหักกลบจนไม่ผ่านการอนุมัติตามระบบ บทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง: นําส่งโดยไม่หัก และข้อยกเว้นสามกลุ่ม — หัวหน้าส่วนราชการต้องควบคุมเงินที่พึงชําระแก่รัฐบาลให้ ส่งเข้าบัญชีเงินคงคลังบัญชีที่ 1
หรือส่งคลังจังหวัดหรือคลังอําเภอตามกําหนดโดยไม่หักไว้ รวมทั้งเงินกู้เมื่อไม่มีบทเฉพาะยกเว้น การเก็บไว้เป็นเงินนอกงบจากความสะดวกจึงไม่ชอบ ข้อยกเว้นการหักก่อนนําส่งต้องผ่านสองชั้นเสมอ: ลักษณะรายจ่ายต้องอยู่ในกรอบที่พระราชบัญญัติยอมไว้ และต้องมีข้อบังคับรัฐมนตรีรองรับ จึงห้ามอาศัยเพียงความจําเป็นของหน่วยงานหรือการอนุมัติภายใน เงินที่ประชาชนชําระเกินและต้องคืนเป็น
รายจ่ายคืนแก่บุคคลเพราะเงินนั้นไม่พึงต้องชําระแก่รัฐบาลตามบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง วรรคสอง หากข้อบังคับรัฐมนตรีรองรับจึงหักคืนก่อนนําส่งได้ ไม่ขยายเป็นสิทธิหักรายจ่ายทั่วไป หน่วยงานที่มีกฎหมายเฉพาะอนุญาตให้จ่ายรายจ่ายหนึ่งจากเงินรับและมีข้อบังคับรัฐมนตรีรองรับ อยู่บทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง วรรคสอง (1) เพราะรายจ่ายที่หักเป็นรายจ่ายที่มีกฎหมายอนุญาตให้จ่ายได้ ต้องอ้างกฎหมายเฉพาะชัด ไม่ใช้เพียงแผนหรือระเบียบภายใน
ค่าใช้จ่ายจัดเก็บและเงินคืน: เงื่อนไขต้องครบทุกชั้น — สินบนรางวัลหรือค่าใช้จ่ายจําเป็นเพื่อจัดให้ได้มาซึ่งเงินที่พึงชําระแก่รัฐบาลหักก่อนนําส่งได้เมื่อเป็นรายจ่ายจําเป็นตามระเบียบที่ได้รับความตกลงจากกระทรวงการคลังและมีข้อบังคับรัฐมนตรีอนุญาต การมีประโยชน์ต่อการเก็บรายได้อย่างเดียวไม่พอ ค่าจ้างผู้ติดตามลูกหนี้ที่ระเบียบยังไม่ได้รับความตกลงจากกระทรวงการคลัง ยังหักไม่ได้
เพราะฐานค่าใช้จ่ายจัดให้ได้มาซึ่งเงินต้องเป็นไปตามระเบียบที่ได้รับความตกลงจากกระทรวงการคลังและข้อบังคับรัฐมนตรี ต้องขอความตกลงก่อนใช้เงินรับ ค่าปรับที่พึงชําระแก่รัฐบาลจะหักค่าสาธารณูปโภคสํานักงานทั่วไปไม่ได้ เพราะค่าสาธารณูปโภคไม่เข้าเงื่อนไขสามกรณีบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง วรรคสอง หน่วยงานต้องนําส่งเต็มและเบิกค่าสาธารณูปโภคจากฐานงบของตน การควบคุมควรแยกยอดรับทั้งหมด ยอดหักที่อนุญาต เลขข้อบังคับ หลักฐานค่าใช้จ่าย และยอดนําส่ง ทํา reconciliation รายวัน/รอบ
เพื่อให้ตรวจได้ว่าไม่มีการ net รายรับกับรายจ่ายนอกฐานกฎหมาย การปฏิบัติที่รัดกุมต้องแสดงยอดรับทั้งหมด ยอดที่ขอหัก ฐานกฎหมาย ข้อบังคับหรือความตกลงที่รองรับ หลักฐานการจ่าย และยอดนําส่งสุทธิอย่างเชื่อมโยงกัน หากองค์ประกอบขาดเพียงชั้นเดียว ให้กลับไปใช้หลักนําส่งเต็มจํานวนแล้วเบิกรายจ่ายจากฐานปกติ วิธีนี้รักษาทั้งความครบถ้วนของรายได้และความรับผิดชอบของผู้ใช้งบประมาณ
| ลักษณะของรายการ | เงื่อนไขที่ต้องตรวจ | ผลเมื่อตรวจไม่ครบ |
|---|---|---|
| รายจ่ายที่กฎหมายอนุญาตให้จ่ายจากเงินรับ | มีกฎหมายเฉพาะและข้อบังคับของผู้มีอำนาจรองรับรายการนั้นโดยตรง | นำส่งรายรับเต็มจำนวนและใช้กระบวนการเบิกจ่ายปกติ |
| สินบนรางวัลหรือค่าใช้จ่ายเพื่อให้ได้มาซึ่งรายรับ | เป็นค่าใช้จ่ายจำเป็น อยู่ในระเบียบที่ได้รับความตกลง และมีข้อบังคับอนุญาต | ห้ามอาศัยเพียงประโยชน์ต่อการจัดเก็บหรือการอนุมัติภายใน |
| เงินที่รับไว้เกินหรือไม่พึงชำระแก่รัฐบาล | พิสูจน์ผู้มีสิทธิ จำนวน และวิธีคืนตามข้อบังคับได้ | เก็บหลักฐานและดำเนินการคืนด้วยฐานอื่นที่ใช้ได้ |
| ค่าใช้จ่ายสำนักงานทั่วไป | ไม่อยู่ในกลุ่มข้อยกเว้นเพียงเพราะเกี่ยวกับภารกิจของผู้จัดเก็บ | นำส่งเต็มแล้วเบิกจากงบประมาณของหน่วยงาน |
เนื้อหาสรุปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาส่วนบุคคล ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต