สารบัญ17 หัวข้อหลัก
- 1.บทนำ — วิธีอ่านวิชานี้: เริ่มจากประเภทโรงเรียน แล้วค่อยเลือกกระบวนการและผู้มีอำนาจ
- 2.มาตรา 5–6: ข้อยกเว้นต้องตีความตามถ้อยคำ ไม่ขยายด้วยความใกล้เคียง
- 3.มาตรา 19: ตราสารจัดตั้งคือรัฐธรรมนูญของนิติบุคคลโรงเรียน
- 4.มาตรา 24: โรงเรียนในระบบเป็นนิติบุคคลทันทีที่ได้รับใบอนุญาต
- 5.มาตรา 30: คณะกรรมการบริหารต้องมีตัวแทนหลายฝ่าย ไม่ใช่คณะผู้บริหารสามคน
- 6.มาตรา 39: หน้าที่ผู้อำนวยการเชื่อมวิชาการ บุคลากร และความน่าเชื่อถือของหลักฐาน
- 7.มาตรา 48: การอุดหนุนและส่งเสริมไม่จำกัดเงินรายหัว
- 8.มาตรา 73–75: เงินสะสม เงินสมทบ กำหนดส่ง และสิทธิสวัสดิการ
- 9.มาตรา 87–90: การใช้พื้นที่ ความมั่นคง และการหยุดสอน
- 10.มาตรา 97–104: คณะกรรมการควบคุมรับช่วงบริหารและคืนกิจการเมื่อเหตุหมด
- 11.มาตรา 117–119: อุทธรณ์คำสั่งผู้อนุญาตและผลไม่ทุเลาอัตโนมัติ
- 12.มาตรา 128–129: อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่มีเวลา รูปแบบ และหน้าที่แสดงบัตร
- 13.บัญชีค่าธรรมเนียมและเหตุผลการประกาศใช้
- 14.กฎกระทรวงและประกาศโรงเรียนนอกระบบ: คำว่าอบรมไม่ได้ตัดใบอนุญาต
- 15.กรณีทดสอบ 2: นักเรียนแปดคนและการอ้างข้อยกเว้น
- 16.กรณีทดสอบ 6: คณะกรรมการสามคนอนุมัติเงินกู้ที่แบ่งสัญญา
- 17.การทำบันทึกข้อเท็จจริง: หลักฐานชิ้นแรกก่อนเลือกมาตรการ
บทนำ — วิธีอ่านวิชานี้: เริ่มจากประเภทโรงเรียน แล้วค่อยเลือกกระบวนการและผู้มีอำนาจ
พระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชนไม่ได้วางกติกาแบบเดียวให้สถานศึกษาทุกแห่ง แต่แยก โรงเรียนในระบบ กับ โรงเรียนนอกระบบ ตั้งแต่นิยาม ผู้ขออนุญาต เอกสาร การบริหาร การเงิน การเลิกกิจการ และโทษ การตอบกรณีศึกษาโดยเห็นคำว่า “โรงเรียนเอกชน” แล้วเปิดมาตราใดมาตราหนึ่งทันทีจึงเสี่ยงใช้หมวดผิด. ลำดับคิดที่แม่นคือ ตรวจว่ากิจการเป็น “โรงเรียน” ตามกฎหมายหรืออยู่ในข้อยกเว้น จากนั้นดูรูปแบบการจัดการศึกษาจริงว่าแน่นอนหรือยืดหยุ่น จึงเลือกหมวดโรงเรียนในระบบหรือนอกระบบ แล้วระบุผู้กระทำ หน้าที่ กำหนดเวลา เอกสาร และผลทางกฎหมายให้ครบ
ประเด็นจำนวนมากไม่ได้ถามถ้อยคำมาตราโดยตรง แต่ให้พฤติการณ์ เช่น แบ่งเงินกู้หลายสัญญา เปิดสาขาโดยใช้คำว่าเครือข่าย ถือทรัพย์สินในชื่อผู้รับใบอนุญาต หรือหยุดสอนเกินเจ็ดวัน การวิเคราะห์ต้องมองสาระจริง ไม่ให้ชื่อสัญญา ป้าย หรือแบบฟอร์มกลบองค์ประกอบกฎหมาย. เนื้อหาใช้รูปแบบ อธิบายหลัก–เหตุผล–วิธีใช้–กรณีทดสอบ–ข้อควรระวัง เป็นย่อหน้า ตารางมีเฉพาะเรื่องที่ต้องเทียบตัวเลขหรือสถานะหลายรายการ เนื้อหาครอบคลุมพระราชบัญญัติทั้ง 166 มาตรา ฉบับแก้ไข พ.ศ. 2554 และกฎหมายลำดับรองสำคัญที่ตรวจจากรายการของ สช.
สูตรวินิจฉัยกรณีโรงเรียนเอกชนหกขั้น
- ระบุลักษณะกิจการ ผู้เรียน จุดมุ่งหมาย หลักสูตร ระยะเวลา วิธีสอน และการวัดผล
- ตรวจข้อยกเว้นมาตรา 5 และประกาศยกเว้นเฉพาะเรื่องตามมาตรา 6 อย่างเคร่งครัด
- จำแนกโรงเรียนในระบบหรือนอกระบบจากข้อเท็จจริง ไม่ใช้ชื่อใบรับรองที่ผู้ประกอบการตั้งเอง
- หามาตราที่กำหนดหน้าที่ ผู้อนุญาต เอกสาร กำหนดเวลา และคำสั่งที่ออกได้
- ตรวจพระราชบัญญัติฉบับรวมกับกฎกระทรวง ระเบียบ และประกาศที่ยังใช้บังคับ
- แยกการแก้ไขทางปกครอง การอุทธรณ์ ความรับผิดอาญา และมาตรการคุ้มครองนักเรียนออกจากกัน
ตัวบทหลักคือพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 ประกาศราชกิจจานุเบกษาเล่ม 125 ตอนที่ 7 ก วันที่ 11 มกราคม 2551 และใช้วันถัดจากวันประกาศ ต่อมาแก้ไขโดยพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2554 ประกาศในเล่ม 128 ตอนที่ 46 ก วันที่ 9 มิถุนายน 2554. เนื้อหาตรวจจากไฟล์ฉบับรวมภาษาไทยที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนเผยแพร่ และใช้ฉบับแปลอังกฤษของ สช. ช่วยตรวจโครงสร้างกับเชิงอรรถ ฉบับภาษาอังกฤษระบุชัดว่าเป็นคำแปลเพื่อความสะดวกและไม่มีผลทางกฎหมาย ดังนั้นเมื่อถ้อยคำต่างกันต้องยึดภาษาไทย
จากข้อมูลทางการของ สช. ที่ตรวจ ณ วันจัดทำ กฎหมายใช้บังคับยังเป็นฉบับ พ.ศ. 2550 แก้ไขถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2554 ข่าวรับฟังความคิดเห็นหรือร่างพระราชบัญญัติฉบับใหม่ในปี 2568–2569 เป็นเพียงกระบวนการจัดทำร่าง ไม่ใช่ตัวบทที่นำมาออกคำสั่งหรือวินิจฉัยสิทธิได้. กฎหมายลำดับรองมีจำนวนมากและเปลี่ยนตามประเภทโรงเรียน เช่น กฎกระทรวงจัดตั้งโรงเรียนในระบบ พ.ศ. 2555 และฉบับแก้ไข พ.ศ. 2560 กฎกระทรวงจัดตั้งโรงเรียนนอกระบบ พ.ศ. 2555 ระเบียบคุ้มครองการทำงาน พ.ศ. 2567 และประกาศประเภทโรงเรียนนอกระบบ จึงต้องตรวจรายการปัจจุบันของ สช. ทุกครั้งก่อนใช้แบบงานเก่า
เหตุผลท้ายพระราชบัญญัติรับหลักจากกฎหมายการศึกษาแห่งชาติว่าโรงเรียนเอกชนควรเป็นนิติบุคคล มีคณะกรรมการบริหาร และบริหารได้อย่างอิสระ แต่ต้องถูกกำกับคุณภาพและมาตรฐานในระดับเดียวกับสถานศึกษาของรัฐ รัฐจึงทั้งส่งเสริมและควบคุมในกฎหมายฉบับเดียวกัน. หมวด 1 สร้างคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนและสำนักงาน หมวด 2 วางระบบโรงเรียนในระบบตั้งแต่จัดตั้งจนเลิกกิจการ หมวด 3 วางระบบโรงเรียนนอกระบบ หมวด 4 ให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ หมวด 5 กำหนดโทษ แล้วจบด้วยบทเฉพาะกาลเพื่อเปลี่ยนผ่านจากกฎหมาย พ.ศ. 2525
หลักที่เชื่อมทุกหมวดคือความต่อเนื่องของการศึกษา นักเรียนต้องไม่เสียสิทธิเพราะผู้รับใบอนุญาตตาย โรงเรียนถูกควบคุม อาคารเสียหาย หรือกิจการเลิก จึงมีกลไกผู้ทำหน้าที่แทน คณะกรรมการควบคุม สถานที่ชั่วคราว การส่งมอบหลักฐาน และผู้อนุญาตออกหลักฐานการศึกษาแทนโรงเรียนที่เลิกแล้ว. อีกแกนคือแยกทรัพย์สินและการบริหารของโรงเรียนออกจากบุคคลผู้ลงทุน โรงเรียนในระบบเป็นนิติบุคคลตั้งแต่ได้รับใบอนุญาต ทรัพย์สิน ทุน บัญชี การกู้ และผลตอบแทนต้องผ่านระบบของโรงเรียน ไม่ใช่ทรัพย์ส่วนตัวที่ผู้รับใบอนุญาตนำเข้าออกได้ตามใจ
มาตรา 1–3 กำหนดชื่อ วันใช้บังคับ และยกเลิกพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2525 ส่วนมาตรา 7 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการรักษาการ แต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ และออกกฎกระทรวงเรื่องค่าธรรมเนียมหรือกิจการตามกฎหมาย กฎกระทรวงมีผลเมื่อประกาศราชกิจจานุเบกษา. มาตรา 4 นิยาม “โรงเรียน” ว่าเป็นสถานศึกษาของเอกชนที่จัดการศึกษาในระบบหรือนอกระบบ แต่ไม่รวมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนซึ่งอยู่ใต้กฎหมายเฉพาะ นิยามบุคคลแยกผู้รับใบอนุญาต ผู้จัดการ ผู้อำนวยการ ผู้บริหาร ครู ผู้สอน บุคลากรทางการศึกษา ผู้อนุญาต และพนักงานเจ้าหน้าที่ เพราะแต่ละคนมีอำนาจหน้าที่ต่างกัน
“ผู้อนุญาต” หลังแก้ไข พ.ศ. 2554 ได้แก่ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาที่ได้รับมอบหมาย หรือผู้ว่าราชการจังหวัดที่ได้รับมอบหมาย การเห็นว่าเป็นเจ้าหน้าที่การศึกษาจึงไม่พอ ต้องตรวจหนังสือมอบหมายและเขตอำนาจด้วย. มาตรา 5 เป็นข้อยกเว้นจากพระราชบัญญัติทั้งฉบับ ขณะที่มาตรา 6 เป็นอำนาจรัฐมนตรีโดยคำแนะนำของคณะกรรมการประกาศให้โรงเรียนใดได้รับยกเว้น “เรื่องใด” เมื่อจำเป็น สองมาตรานี้ไม่เหมือนกัน: มาตรา 5 ดูประเภทหรือจำนวนตามตัวบท ส่วนมาตรา 6 ต้องมีประกาศและยกเว้นเท่าขอบเขตที่ระบุ
โรงเรียนในระบบมีจุดมุ่งหมาย วิธีการศึกษา หลักสูตร ระยะเวลา การวัดและประเมินผลซึ่งเป็นเงื่อนไขการสำเร็จที่แน่นอน ส่วนโรงเรียนนอกระบบยืดหยุ่นในการกำหนดจุดมุ่งหมาย รูปแบบ วิธีจัด ระยะเวลา และการวัดผล และหลังแก้ไข พ.ศ. 2554 ครอบคลุมศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิดหรือ “ตาดีกา” กับสถาบันศึกษาปอเนาะด้วย. การมีตารางเรียน ห้องเรียน หรือออกประกาศนียบัตรไม่ได้ทำให้เป็นโรงเรียนในระบบโดยอัตโนมัติ ต้องดูว่าหลักสูตร ระยะเวลา และเกณฑ์จบถูกกำหนดแน่นอนเป็นระบบเพียงใด ในทางกลับกัน การเรียกหลักสูตรว่าอบรมระยะสั้นก็ไม่ได้ทำให้พ้นจากโรงเรียนนอกระบบหากกิจการมีลักษณะเป็นสถานศึกษาของเอกชน
มาตรา 17 ให้คณะกรรมการกำหนดประเภทและระดับของโรงเรียนในระบบโดยประกาศราชกิจจานุเบกษา ส่วนมาตรา 120 ให้คณะกรรมการกำหนดประเภท ลักษณะ การจัดการเรียนการสอน และหลักสูตรของโรงเรียนนอกระบบ จึงต้องอ่านนิยามร่วมประกาศประเภท ไม่จำแนกจากการตลาดหรือชื่อใบรับรอง. ตัวอย่าง: สถาบันให้ผู้เรียนกำหนดจังหวะเรียนเอง ระยะเวลาต่างกัน และวัดผลยืดหยุ่น แม้ออกใบรับรองก็ควรเริ่มตรวจฐานโรงเรียนนอกระบบ หากยื่นแบบโรงเรียนในระบบเพราะคิดว่าใบรับรองเท่ากับวุฒิ เจ้าหน้าที่ต้องแก้การจำแนกก่อนพิจารณาเอกสารขั้นต่อไป
| จุดตรวจ | โรงเรียนในระบบ | โรงเรียนนอกระบบ |
|---|---|---|
| โครงสร้างการศึกษา | จุดมุ่งหมาย วิธี หลักสูตร ระยะเวลา และเกณฑ์จบแน่นอน | ยืดหยุ่นกว่าในองค์ประกอบสำคัญตามมาตรา 4 |
| ฐานกำหนดประเภท | มาตรา 17 และประกาศคณะกรรมการ | มาตรา 120 และประกาศคณะกรรมการ |
| เอกสารตั้งต้น | คำขอพร้อมตราสารจัดตั้งและรายละเอียดกิจการ | คำขอพร้อมรายละเอียดกิจการตามมาตรา 121 |
| องค์กรบริหาร | นิติบุคคลและคณะกรรมการบริหาร | ผู้รับใบอนุญาตกับผู้บริหารตามเงื่อนไขกฎหมาย |
มาตรา 5–6: ข้อยกเว้นต้องตีความตามถ้อยคำ ไม่ขยายด้วยความใกล้เคียง
มาตรา 5 ไม่ใช้บังคับแก่สถานศึกษาที่มีนักเรียนรวมกัน ไม่เกินเจ็ดคน สถานศึกษาที่คณะสงฆ์จัดตั้งเพื่อศึกษาอบรมและสั่งสอนพระธรรมวินัย และสถานศึกษาอื่นที่กำหนดในกฎกระทรวงตามข้อเสนอคณะกรรมการ จำนวนเจ็ดเป็นเส้นตามกฎหมาย ไม่ใช่ค่าประมาณ. สถานศึกษามีนักเรียนแปดคนจึงไม่อาจอ้างว่าใกล้เคียงเจ็ดและอนุโลมเป็นสิบ ต้องตรวจจำนวนนักเรียนจริง ลักษณะกิจการ กฎกระทรวง และประกาศเฉพาะ หากไม่มีฐานยกเว้น การจัดตั้งและดำเนินกิจการต้องเข้าสู่ระบบใบอนุญาตตามประเภท. มาตรา 6 ไม่ให้อำนาจโรงเรียนประกาศยกเว้นตัวเอง ผู้ใช้อำนาจคือรัฐมนตรีโดยคำแนะนำของคณะกรรมการ และประกาศต้องระบุโรงเรียนกับเรื่องที่ได้รับยกเว้น การยกเว้นสวัสดิการบางเรื่องไม่ทำให้โรงเรียนพ้นจากใบอนุญาต การกำกับอาคาร หรือหน้าที่เก็บหลักฐานทั้งหมด
แฟ้มวินิจฉัยควรมีหลักฐานจำนวนผู้เรียน วันที่นับ สภาพสถานศึกษา ผู้จัดตั้ง วัตถุประสงค์ กฎกระทรวงที่อ้าง ประกาศมาตรา 6 และขอบเขตเรื่องที่ยกเว้น หากขาดรายการใดต้องค้นเพิ่ม ไม่ใช้ความเห็นว่า “กิจการเล็ก” เป็นฐานแทนกฎหมาย. คณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธาน กรรมการโดยตำแหน่งจากหน่วยงานด้านการศึกษา งบประมาณ บัญชีกลาง และพัฒนาฝีมือแรงงาน ผู้แทนสมาคมโรงเรียนเอกชนสองคน ผู้แทนผู้รับใบอนุญาต ผู้อำนวยการ ผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษาฝ่ายละหนึ่งคน กับผู้ทรงคุณวุฒิสี่คนซึ่งต้องมีผู้เชี่ยวชาญการศึกษาพิเศษสำหรับคนพิการหนึ่งคน
เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนเป็นกรรมการและเลขานุการ กรรมการแต่งตั้งตามมาตรา 8 (3)–(5) มีวาระสามปี แต่งตั้งซ้ำได้แต่ไม่เกินสองวาระติดต่อกัน และเมื่อครบวาระแล้วยังทำหน้าที่ต่อจนมีคนใหม่เพื่อไม่ให้การกำกับหยุดชะงัก. เหตุพ้นจากตำแหน่งมีทั้งตาย ลาออก รัฐมนตรีให้ออกเพราะประพฤติเสื่อมเสีย ขาดคุณสมบัติเฉพาะกลุ่ม ล้มละลาย ไร้หรือเสมือนไร้ความสามารถ และต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยึดคุก การแทนตำแหน่งว่างก่อนครบวาระทำโดยไม่ชักช้า เว้นเหลือวาระน้อยกว่าเก้าสิบวัน. มาตรา 12 ให้นำกฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองมาใช้กับการประชุมและการวินิจฉัยโดยอนุโลม ประเด็นองค์ประชุม การมีส่วนได้เสีย การแจ้งเหตุผล และความเป็นกลางจึงไม่ใช่เพียงระเบียบการประชุมภายใน แต่เป็นเงื่อนไขความชอบของการใช้อำนาจทางปกครอง
คณะกรรมการเสนอคณะรัฐมนตรีเรื่องนโยบายพัฒนาและสนับสนุนการศึกษาเอกชน โรงเรียน ครู ผู้สอน และบุคลากรทางการศึกษา รวมทั้งกำหนดมาตรฐานกับแผนพัฒนาหลักสูตร และวางมาตรการช่วยเหลือ ส่งเสริม สนับสนุนให้สอดคล้องนโยบายที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ. ด้านกำกับ คณะกรรมการดูแลให้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติ ออกระเบียบเก็บรักษาหลักฐานของโรงเรียน เสนอความเห็นต่อรัฐมนตรีในการออกกฎกระทรวง ระเบียบ และประกาศ และตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณาหรือทำการที่มอบหมาย. ด้านคุ้มครองสิทธิ คณะกรรมการออกระเบียบวินิจฉัยการร้องทุกข์และการคุ้มครองการทำงาน รวมทั้งระเบียบการยื่น รับ วิธีพิจารณา และเวลาพิจารณาอุทธรณ์ อำนาจออกระเบียบต้องอยู่ในกรอบพระราชบัญญัติและผ่านวิธีประกาศที่กฎหมายกำหนด
ประเด็นที่ถามว่าใครมีอำนาจกำหนด “นโยบาย” ต้องระวัง: คณะกรรมการเป็นผู้เสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบ แต่เรื่องมาตรฐาน แผนหลักสูตร หรือระเบียบบางประเภทคณะกรรมการกำหนดเองตามฐานมาตรา 13 ส่วนรัฐมนตรีออกกฎกระทรวงหรือประกาศเมื่อมีกฎหมายให้อำนาจ. มาตรา 14 ให้มีสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนในสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เลขาธิการมีฐานะอธิบดี เป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบงานสำนักงาน การแก้ไข พ.ศ. 2554 ทำให้ฐานะและสายบังคับบัญชาชัดขึ้น. สำนักงานทำงานธุรการและสนับสนุนคณะกรรมการ เสนอนโยบายกับแผน พัฒนาคุณภาพและประกันคุณภาพ รับผิดชอบกองทุน จัดสรรเงินอุดหนุน เป็นศูนย์ข้อมูลและทะเบียนกลาง ติดตามประเมินผล และทำงานที่คณะกรรมการมอบหมาย
มาตรา 15 วางกลุ่มส่งเสริมสถานศึกษาเอกชนในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาของจังหวัดนอกกรุงเทพมหานครและปริมณฑลตามที่คณะกรรมการกำหนด จังหวัดหนึ่งอาจมีมากกว่าหนึ่งกลุ่มเมื่อได้รับความเห็นชอบ โดยคำนึงถึงความสะดวก ประหยัด และเอกภาพเชิงนโยบาย. ถ้าสำนักงานเขตพื้นที่ใดมีกลุ่มตามมาตรา 15 คณะกรรมการเขตพื้นที่นั้นเพิ่มผู้แทนผู้รับใบอนุญาตและผู้แทนครูฝ่ายละหนึ่งคนตามมาตรา 16 วิธีคัดเลือกเป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการ กลไกนี้ทำให้เสียงเอกชนอยู่ในงานระดับพื้นที่แต่ไม่แทนอำนาจผู้อนุญาต. มาตรา 17 ให้คณะกรรมการกำหนดประเภทและระดับโรงเรียนในระบบและประกาศในราชกิจจานุเบกษา ผู้ขอจึงต้องเลือกประเภทให้ตรงหลักสูตรและการดำเนินจริงก่อนจัดเอกสาร ที่พบบ่อยคือสามัญศึกษา อาชีวศึกษา และนานาชาติซึ่งมีกฎมาตรฐานเฉพาะประกอบ
มาตรา 18 วางหลักเด็ดขาดว่าการจัดตั้งโรงเรียนในระบบต้องได้รับใบอนุญาตจากผู้อนุญาต การขอและออกใบอนุญาตในแต่ละประเภทและระดับต้องเป็นไปตามกฎกระทรวง และต้องแนบ ตราสารจัดตั้ง กับ รายละเอียดเกี่ยวกับกิจการ ไม่ใช่ยื่นเพียงแผนหลักสูตร. ใบอนุญาตแบบให้ส่งสาระสำคัญภายหลังไม่สอดคล้องระบบนี้ หากยังไม่มีตราสาร แผนผัง สิทธิในที่ดิน รายละเอียดค่าธรรมเนียม หรือหลักฐานคุณสมบัติ เจ้าหน้าที่ต้องให้แก้ความครบถ้วนก่อนวินิจฉัย ไม่ออกใบอนุญาตแล้วค่อยตามเอกสารที่เป็นองค์ประกอบคำขอ. ในทางปฏิบัติปัจจุบัน สช. ระบุให้ผู้ขอตรวจชื่อผ่านระบบบริการออนไลน์ ก่อสร้างอาคารให้เสร็จและมีหลักฐานควบคุมอาคารที่ใช้เพื่อการศึกษา ก่อนยื่นแบบ สช.1 พร้อมเอกสาร แต่คู่มือเป็นเครื่องช่วยปฏิบัติ ตัวฐานสิทธิยังต้องย้อนกลับกฎหมายและกฎกระทรวง
เนื้อหาสรุปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาส่วนบุคคล ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต