บทที่ 1 โครงสร้างกฎหมายและบุคคลในระบบโรงเรียนเอกชน
พระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 วางหลักให้เอกชนมีส่วนจัดการศึกษาอย่างเป็นอิสระภายใต้การกำกับ ติดตาม และประเมินคุณภาพเช่นเดียวกับสถานศึกษาของรัฐ พร้อมเปิดทางให้รัฐอุดหนุนและส่งเสริมด้านวิชาการ สิทธิประโยชน์กับทรัพยากร ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2554 แก้ปัญหาทางปฏิบัติหลายด้านและถูกรวมไว้ในตัวบทที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนเผยแพร่ การอ่านจึงต้องยึดข้อความหลังแก้ไข ไม่ใช้ถ้อยคำเดิมที่ถูกยกเลิก และต้องแยกกติกาถาวรออกจากบทเฉพาะกาลซึ่งมีไว้เปลี่ยนผ่านจากกฎหมายเก่า
คำว่าโรงเรียนตามกฎหมายครอบคลุมสถานศึกษาของเอกชนทั้งโรงเรียนในระบบและโรงเรียนนอกระบบ แต่ไม่รวมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนตามกฎหมายเฉพาะ โรงเรียนในระบบมีจุดมุ่งหมาย วิธีศึกษา หลักสูตร ระยะเวลา การวัดและประเมินผล และเงื่อนไขสำเร็จการศึกษาที่แน่นอน ส่วนโรงเรียนนอกระบบมีรูปแบบยืดหยุ่นกว่า โดยกำหนดจุดมุ่งหมาย รูปแบบ วิธีจัด ระยะเวลา การวัดและประเมินผลเป็นเงื่อนไขตามประเภทกับหลักสูตร ความต่างนี้กำหนดทั้งสถานะองค์กร วิธีอนุญาต โครงสร้างบริหาร บัญชี และวิธีคุ้มครองผู้เรียน จึงไม่ควรนำข้อกำหนดของกลุ่มหนึ่งไปใช้กับอีกกลุ่มโดยอัตโนมัติ
บุคคลสำคัญต้องแยกตามหน้าที่ ผู้รับใบอนุญาตเป็นผู้ได้รับสิทธิจัดตั้งและเป็นผู้แทนของโรงเรียนในระบบซึ่งเป็นนิติบุคคล ผู้จัดการรับผิดชอบงานบริหารธุรการและระบบบัญชี ผู้อำนวยการดูแลงานวิชาการ บุคลากร นักเรียนกับหลักฐานการศึกษา ส่วนครู ผู้สอน และบุคลากรทางการศึกษามีคุณสมบัติ หน้าที่และสิทธิแตกต่างตามประเภทโรงเรียน คำว่าเจ้าของโรงเรียนในภาษาทั่วไปจึงไม่พอสำหรับวิเคราะห์ความรับผิด ต้องดูว่าเรื่องนั้นเป็นการใช้อำนาจผู้รับใบอนุญาต การตัดสินของคณะกรรมการบริหาร งานของผู้จัดการ หรือหน้าที่วิชาการของผู้อำนวยการ
ผู้อนุญาตเป็นเจ้าหน้าที่ซึ่งกฎหมายกำหนดหรือได้รับมอบหมายให้พิจารณาคำขอ ออกคำสั่ง กำกับ และใช้มาตรการกับโรงเรียน โดยอาจเป็นเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหรือผู้ว่าราชการจังหวัดตามการมอบหมาย เขตอำนาจจึงต้องดูทั้งประเภทคำขอและพื้นที่ ไม่ถือว่าสำนักงานส่วนกลางเป็นผู้ลงนามทุกเรื่อง คณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนทำหน้าที่เสนอนโยบาย กำหนดมาตรฐาน มาตรการช่วยเหลือและกติกาที่กฎหมายมอบหมาย ขณะที่สำนักงานสนับสนุนงานคณะกรรมการ จัดการทะเบียน เงินอุดหนุน วิชาการ ข้อมูล และการติดตามผล
กฎหมายหลายชั้นทำงานต่อเนื่องกัน พระราชบัญญัติกำหนดสิทธิ หน้าที่ สถานะ อำนาจและผลทางกฎหมาย กฎกระทรวงลงรายละเอียดเรื่องคำขอ คุณสมบัติ สถานที่ หรือค่าธรรมเนียม ระเบียบของคณะกรรมการวางวิธีบริหาร การคุ้มครองการทำงาน การเก็บหลักฐานและอุทธรณ์ ส่วนประกาศใช้จำแนกประเภท ระดับ หลักสูตรหรือเงื่อนไขเฉพาะ และประกาศสำนักงานช่วยให้การปฏิบัติมีแบบเดียวกัน เอกสารคู่มือประชาชนเป็นคำอธิบายบริการ มิใช่กฎหมายที่เพิ่มอำนาจเอง เมื่อข้อมูลขัดกันต้องกลับไปตรวจตัวบทและฉบับแก้ไขที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ไม่ยึดแบบฟอร์มเก่าเพียงเพราะยังค้นพบทางออนไลน์
บทที่ 2 การตั้งและเปิดโรงเรียนในระบบ
ประเภทและระดับของโรงเรียนในระบบเป็นไปตามประกาศของคณะกรรมการ ผู้ประสงค์จัดตั้งต้องเริ่มจากเลือกประเภทให้ตรงกับการศึกษาที่จะจัด เพราะหลักสูตร อาคาร ที่ดิน บุคลากร และรายละเอียดกิจการสัมพันธ์กับประเภทนั้น คำขอต้องมาพร้อมตราสารจัดตั้งและรายละเอียดเกี่ยวกับกิจการ ซึ่งครอบคลุมโครงการกับแผนดำเนินงาน หลักสูตร วิธีสอน การวัดผล อัตราค่าธรรมเนียม คุณสมบัติและอัตราเงินเดือนบุคลากร ตลอดจนข้อมูลสถานที่และรายการอื่นที่กฎกระทรวงกำหนด เอกสารสองส่วนนี้เป็นทั้งคำมั่นต่อรัฐและกรอบบริหารของโรงเรียนภายหลังได้รับอนุญาต
ผู้ขอรับใบอนุญาตอาจเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล แต่ต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย กรณีนิติบุคคลต้องมีวัตถุประสงค์ที่รองรับการศึกษาและมีโครงสร้างผู้ถือทุนหรือผู้บริหารตามเงื่อนไขที่กำหนด ที่ตั้งกับอาคารต้องชอบด้วยกฎหมายควบคุมอาคาร มีพื้นที่และสภาพเหมาะกับการศึกษา และปลอดจากข้อจำกัดที่ทำให้ใช้ตามวัตถุประสงค์ไม่ได้ คู่มือประชาชนของ สช. จึงให้เตรียมหลักฐานอาคาร ที่ดิน แผนผัง หลักสูตรและฐานะผู้ขอควบคู่กัน การตรวจมิใช่ดูสำเนาครบอย่างเดียว แต่ต้องพิสูจน์ว่าทรัพยากรเหล่านั้นใช้จัดการศึกษาได้จริง
เมื่อเอกสารถูกต้อง ผู้อนุญาตมีหน้าที่พิจารณาภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด การอนุญาตให้จัดตั้งทำให้โรงเรียนในระบบเป็นนิติบุคคลทันทีและให้ผู้รับใบอนุญาตเป็นผู้แทนของนิติบุคคล สถานะนี้แยกทรัพย์สิน หนี้ สิทธิและหน้าที่ของโรงเรียนออกจากบุคคลผู้ก่อตั้ง โรงเรียนจึงทำสัญญา ถือครองทรัพย์ และรับผิดในนามของตนได้ ภายหลังได้รับใบอนุญาต ผู้รับใบอนุญาตต้องดำเนินการเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ตามรายการที่เสนอไว้ให้แก่โรงเรียนภายในกำหนด รวมถึงจัดให้มีทรัพย์ที่จำเป็นต่อการเรียนการสอนอย่างแท้จริง
ก่อนเปิดดำเนินกิจการ โรงเรียนต้องจัดโครงสร้างบริหาร แต่งตั้งผู้จัดการกับผู้อำนวยการ จัดครูและบุคลากรให้เพียงพอ เตรียมอาคาร อุปกรณ์ หลักสูตร ระบบวัดผลและเอกสารหลักฐาน แล้วแจ้งความพร้อมให้ผู้อนุญาตตรวจภายในกรอบเวลา หากการตรวจพบว่ายังไม่พร้อม ผู้อนุญาตอาจกำหนดให้แก้ไขก่อนเปิด หากไม่แจ้งผลภายในเวลาที่กฎหมายวางไว้ โรงเรียนอาจเปิดได้ตามวันที่แจ้ง ความเร่งรัดนี้คุ้มครองผู้ขอจากความล่าช้าของรัฐ แต่ไม่ตัดหน้าที่โรงเรียนในการปฏิบัติตามเงื่อนไขและรักษาความปลอดภัยของนักเรียน
ตราสารจัดตั้งและรายละเอียดกิจการยังทำหน้าที่ต่อหลังเปิดโรงเรียน การเปลี่ยนชื่อ ที่ตั้ง วัตถุประสงค์ หลักสูตร ค่าธรรมเนียม หรือรายการสำคัญต้องแยกว่าเป็นเรื่องแก้ตราสาร แก้รายละเอียด หรือขออนุญาตประเภทอื่น แล้วดำเนินตามกฎกระทรวงกับประกาศที่ตรงเรื่อง โรงเรียนไม่อาจเปลี่ยนสาระที่ได้รับอนุญาตฝ่ายเดียว การจัดทำข้อมูลฉบับปัจจุบันและแจ้งผู้เกี่ยวข้องจึงเป็นการควบคุมภายในขั้นพื้นฐาน จุดผิดพลาดที่พบบ่อยคือใช้แบบคำขอถูกชื่อแต่แนบมติ หลักฐานสิทธิ หรือรายละเอียดหลักสูตรไม่สัมพันธ์กัน ทำให้เรื่องต้องย้อนกลับและเสี่ยงให้กิจการจริงไม่ตรงทะเบียน
- 1กำหนดประเภทและรูปแบบ: เลือกระดับ หลักสูตร ที่ตั้ง และผู้ขอให้ตรงประกาศกับกฎกระทรวง
- 2จัดคำขอครบระบบ: ทำตราสารจัดตั้ง รายละเอียดกิจการ แผน อาคาร ที่ดิน บุคลากร ค่าธรรมเนียม และหลักฐานคุณสมบัติ
- 3ผู้อนุญาตพิจารณา: ตรวจทั้งความครบถ้วน ความชอบด้วยกฎหมาย ความพร้อม และเงื่อนไขคุ้มครองผู้เรียน
- 4เกิดโรงเรียนเป็นนิติบุคคล: รับใบอนุญาต โอนสิทธิในทรัพย์ที่ต้องใช้ และตั้งกลไกบริหารให้ครบ
- 5ตรวจความพร้อมก่อนเปิด: จัดหลักสูตร ครู ระบบงาน เอกสารและสถานที่ แล้วเปิดสอนตามรายการที่ได้รับอนุญาต
เนื้อหาสรุปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาส่วนบุคคล ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต