กลับไปทำข้อสอบวิชานี้

พ.ร.ฎ. ว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548

ฉบับเต็มสำหรับอ่านก่อนสอบ: ยึดพระราชกฤษฎีกาจากราชกิจจานุเบกษา ตรวจเทียบหน้ากฎหมายและแนวทางของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี แยกตัวบทเดิมออกจากมติและวิธีปฏิบัติภายหลัง พร้อมกรณีวิเคราะห์ที่ไม่แต่งองค์ประชุม วันประชุม หรืออำนาจนอกกฎหมาย

18 หัวข้อ · อ่านประมาณ 102 นาที · มีต้นฉบับจาก soc.go.th

เปิดเนื้อหาฉบับเต็ม
อ่านฟรีได้ 2 จาก 18 หัวข้อ11%
สารบัญ18 หัวข้อหลัก
  1. 1.บทนำ — แผนที่ทั้งวิชา: กรองเรื่องให้ถูกคน ตัดสินใจให้ทัน และรักษาความรับผิดชอบของคณะรัฐมนตรี
  2. 2.รัฐมนตรีเจ้าสังกัด: ไม่ได้หมายถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอย่างเดียว
  3. 3.มาตรา 4 (1): กฎหมายกำหนดอำนาจหรือบังคับให้เสนอ
  4. 4.มาตรา 4 (7): ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ผูกพันรัฐบาลไทย
  5. 5.มาตรา 4 (11): งบประมาณนอกเหนือวงเงินที่กฎหมายงบประมาณอนุมัติ
  6. 6.แยก 30 วันกับ 120 วัน: เลขจำสองตัวแต่ฐานและปลายทางคนละชุด
  7. 7.มาตรา 6 (2): องค์กรอิสระนอกกำกับฝ่ายบริหารให้หัวหน้าลงนามไปยังนายกรัฐมนตรี
  8. 8.มาตรา 7: เรื่องบางประเภทและเรื่องที่กลั่นกรองแล้วอาจมอบหมายแทน ครม.
  9. 9.มาตรา 8 วรรคหนึ่ง: องค์ประชุมปกติไม่น้อยกว่าหนึ่งในสาม
  10. 10.มาตรา 8 วรรคสาม: ประชุม ณ สถานที่เดียวกันหรือโดยวิธีอื่นก็ได้
  11. 11.วาระเร่งด่วนที่มีผลอนุมัติงบประมาณ: ต้องฉุกเฉินและรักษาประโยชน์สำคัญ
  12. 12.ผลผูกพันโดยหลักจำกัดที่ “หลักการแห่งประเด็นที่เสนอ”
  13. 13.มาตรา 11: สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีติดตามและรวบรวมผลตามมติ
  14. 14.มาตรา 13: ทบทวนมติหรือคำสั่งด้านบริหาร/ข้าราชการของชุดเดิมภายใน 120 วัน
  15. 15.กรณีวิเคราะห์ 01 — โครงการ 1,200 ล้านบาทอยู่ในแผนที่ ครม. เห็นชอบแล้ว
  16. 16.กรณีวิเคราะห์ 04 — หัวหน้าองค์กรอิสระส่งเรื่องตรงเข้าห้องประชุม
  17. 17.กรณีวิเคราะห์ 07 — ประชุมปกติมีรัฐมนตรี 9 คนจากทั้งหมด 28 คน
  18. 18.กรณีวิเคราะห์ 10 — ข้อเสนอขอมติว่า “เห็นชอบตามเอกสารแนบ” แต่มีสามทางเลือก
หัวข้อ 1

บทนำ — แผนที่ทั้งวิชา: กรองเรื่องให้ถูกคน ตัดสินใจให้ทัน และรักษาความรับผิดชอบของคณะรัฐมนตรี

พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้จัดระบบตั้งแต่เรื่องชนิดใดจึงขึ้นถึงคณะรัฐมนตรี ใครมีสิทธิลงนามส่ง ใครอาจกลั่นกรอง องค์ประชุมและวาระประชุมเป็นอย่างไร ตลอดจนมติผูกพันเพียงใดและใครติดตามผล จึงต้องอ่านเป็นวงจร ไม่ใช่จำมาตราแยกชิ้น. แก่นของกฎหมายคือไม่ให้ทุกงานประจำไหลขึ้นสู่คณะรัฐมนตรี ขณะเดียวกันยังเปิดทางแก่เรื่องที่กฎหมายหรือนโยบายระดับประเทศต้องการการตัดสินใจร่วม รวมทั้งสร้างช่องฉุกเฉินที่เร็วกว่าแต่มีเงื่อนไขและการแจ้งกลับ ไม่ใช่อำนาจลัดที่ไร้ร่องรอย. เวลาแก้กรณีศึกษาให้ถามตามลำดับว่าเรื่องเข้ามาตรา 4 ข้อใด ผู้ลงนามตรงมาตรา 6 หรือไม่ ต้องผ่านคณะบุคคลหรือขอมอบหมายตามมาตรา 7 ได้ไหม การประชุมเข้าเงื่อนไขมาตรา 8–9 หรือไม่ แล้วผลมติตามมาตรา 10 ผูกอะไรบ้าง

โครงการลงทุนใหม่หนึ่งเรื่องอาจผ่านประตูวงเงินตามมาตรา 4 (8) ลงนามโดยรัฐมนตรีเจ้าสังกัด ส่งสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี จัดวาระล่วงหน้า และเมื่อมีมติแล้วหน่วยงานยังต้องจัดซื้อจัดจ้างกับขออนุญาตตามกฎหมายปกติ จึงไม่มีขั้นใดแทนกันได้. ประเด็นที่แต่งวันประชุมตายตัว กำหนดคะแนนเสียงข้างมาก หรือใช้คำว่า “ประธานคณะรัฐมนตรี” ต้องระวัง เพราะพระราชกฤษฎีกานี้กำหนดองค์ประชุมและอำนาจนายกรัฐมนตรี แต่ไม่ได้บัญญัติรายละเอียดทุกอย่างที่คนมักคาดเดาจากการประชุมทั่วไป. สูตรทวนสั้นคือ “เรื่อง—คนลงนาม—ทางกลั่นกรอง—องค์ประชุม/วาระ—ขอบเขตมติ—ติดตาม” หากข้อสรุปหนึ่งข้ามประตูเรื่องหรือขยายผลมติเกินประเด็นที่เสนอ ให้สงสัยก่อนแม้ภาษาจะดูเป็นราชการ

แผนที่ทั้งวิชา: กรองเรื่องให้ถูกคน ตัดสินใจให้ทัน และรักษาความรับผิดชอบของคณะรัฐมนตรี

  1. 1จำแนกเรื่องตามมาตรา 4
  2. 2ตรวจผู้ลงนามตามมาตรา 6
  3. 3ส่งสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี
  4. 4กลั่นกรองหรือมอบหมายเมื่อเข้าเงื่อนไข
  5. 5จัดวาระและประชุมตามมาตรา 8–9
  6. 6กำหนดมติให้ชัดตามมาตรา 10
  7. 7ติดตามและทบทวนตามมาตรา 11–13

หมายเหตุท้ายพระราชกฤษฎีกาอธิบายว่าคณะรัฐมนตรีมีภารกิจและเรื่องเสนอเป็นจำนวนมาก จึงต้องลดจำนวนเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องเข้าสู่ที่ประชุม พร้อมทำให้การแก้ปัญหาฉุกเฉินหรือจำเป็นเพื่อประโยชน์ประเทศมีประสิทธิภาพและเหมาะกับสถานการณ์. การลดภาระในที่นี้ไม่ได้แปลว่าหน่วยงานเลือกไม่เสนอเรื่องที่กฎหมายบังคับ แต่เป็นการกำหนดบัญชีเรื่องที่เสนอได้ การกลั่นกรอง และการมอบหมายบางเรื่องที่เป็นภารกิจปกติหรือมีแนวปฏิบัติชัดให้ผู้บริหารระดับนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีตัดสินแทนได้. เมื่อวิเคราะห์ตัวเลือกให้ดูว่าวิธีนั้นรักษาทั้งความเร็วและ accountability หรือไม่ ช่องฉุกเฉินมีการแจ้งมติแก่ที่ประชุมปกติ การมอบหมายมีการสรุปรายงานเป็นระยะ และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีมีหน้าที่ติดตามผล จึงไม่ใช่การลดขั้นตอนแบบตัดการตรวจสอบ

หากเรื่องจัดซื้อสำนักงานทั่วไปอยู่ในอำนาจหน่วยงานและไม่มีมติเดิมหรือกฎหมายกำหนด การผลักขึ้นคณะรัฐมนตรีเพื่อแบ่งความรับผิดย่อมสวนเจตนารมณ์ แต่หากเป็นร่างกฎหมายหรือขอใช้งบนอกวงเงิน ย่อมเข้าประตูเฉพาะแม้หน่วยงานมองว่าเป็นงานเร่งของตน. อย่าจำเพียงว่า “เพื่อความรวดเร็ว” แล้วตอบว่าทุกเรื่องด่วนข้ามวาระหรือข้ามผู้ลงนามได้ ความเร็วตามฉบับนี้มีเงื่อนไขเฉพาะ นายกรัฐมนตรีเป็นผู้อนุมัติบางกรณี และเรื่องงบประมาณเร่งด่วนต้องถึงระดับฉุกเฉินกับประโยชน์สำคัญของประเทศหรือประชาชน. คำถามทวนคือข้อเท็จจริงนี้เป็นการลดเรื่องที่ไม่จำเป็น หรือเป็นการเลี่ยงอำนาจที่กฎหมายสงวนไว้ และกลไกที่เลือกยังมีผู้รับผิดชอบ เอกสาร และการรายงานกลับครบหรือไม่

ชื่อเต็มตามมาตรา 1 คือ “พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548” วันที่ในพระปรมาภิไธยคือ 27 กุมภาพันธ์ 2548 และประกาศในราชกิจจานุเบกษาเล่ม 122 ตอนที่ 22 ก วันที่ 11 มีนาคม 2548. มาตรา 2 ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา จึงต้องแยกระหว่างวันให้ไว้ วันประกาศ และวันเริ่มใช้บังคับ การถามวันมีผลไม่ควรตอบด้วยวันที่ 27 กุมภาพันธ์หรือ 11 มีนาคมโดยอัตโนมัติ. มาตรา 17 กำหนดให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้ ตำแหน่งผู้รักษาการสะท้อนว่ากฎหมายวางระบบงานของคณะรัฐมนตรีโดยรวม ไม่ได้มอบให้เลขาธิการคณะรัฐมนตรีเป็นผู้รักษาการแม้สำนักงานจะทำงานธุรการจำนวนมาก

ตัวอย่างกรณีศึกษาให้เลือกระหว่าง “ใช้ทันทีวันที่ให้ไว้” “วันที่ประกาศ” และ “วันถัดจากวันประกาศ” ต้องเลือกแบบสุดท้าย ส่วนคำถามผู้รักษาการต้องตอบนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่คณะรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี หรือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี. จึงต้องแยกปีของพระราชกฤษฎีกากับปีของระเบียบที่ออกตามมาตรา 12 แม้ระเบียบว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรีก็เป็น พ.ศ. 2548 เช่นกัน แต่เป็นกฎหมายคนละฉบับ มีคำเรียกข้อ ไม่ใช่มาตรา. ทบทวนด้วยสี่ช่อง: ชื่อกฎหมาย—วันประกาศ—วันเริ่มใช้—ผู้รักษาการ แล้วค่อยไปเนื้อหา หากจำชั้นกฎหมายผิด ข้อสรุปเรื่องมาตราหรืออำนาจจะผิดตามทั้งชุด

มาตรา 3 นิยามคำสำคัญเพียงสามกลุ่ม ได้แก่ “รัฐมนตรีเจ้าสังกัด” “หน่วยงานของรัฐ” และ “กฎกระทรวง” แต่แต่ละคำถูกขยายเกินความหมายภาษาทั่วไป การตอบจึงต้องใช้ข้อความนิยาม ไม่อาศัยความคุ้นเคยจากกฎหมายอื่น. นิยามมีหน้าที่เชื่อมมาตรา 4 และมาตรา 6 รัฐมนตรีเจ้าสังกัดบอกผู้ลงนามหลัก หน่วยงานของรัฐบอกขอบเขตเจ้าของเรื่อง และกฎกระทรวงแบบขยายทำให้กฎที่มีฐานะเทียบเท่าบางชนิดอาจอยู่ในมาตรา 4 (5) เมื่อเกี่ยวกับนโยบายสำคัญที่คณะรัฐมนตรีกำหนด. วิธีอ่านคือแทนคำในข้อเท็จจริงด้วยนิยามฉบับนี้ก่อน เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นหน่วยงานของรัฐตามนิยาม แต่การเป็นหน่วยงานของรัฐไม่ได้ทำให้หัวหน้าท้องถิ่นลงนามเสนอคณะรัฐมนตรีได้เองเสมอ ยังต้องตรวจโครงกำกับและมาตรา 6

หากกรณีศึกษากล่าวถึงกฎ ก.พ. อย่าตัดออกเพราะไม่ได้ใช้ชื่อกฎกระทรวง เพราะนิยามรวมไว้ แต่ก็ไม่ใช่ว่ากฎ ก.พ. ทุกฉบับต้องเสนอคณะรัฐมนตรี เงื่อนไขมาตรา 4 (5) เรื่องนโยบายสำคัญยังต้องครบ. ข้อควรระวังคือใช้ผลของนิยามเป็นข้อสรุปสุดท้าย เช่น “เป็นรัฐวิสาหกิจจึงเสนอได้” ความจริงนิยามเพียงบอกว่าอยู่ในคำว่าหน่วยงานของรัฐ ส่วนประเภทเรื่อง ผู้ลงนาม และขั้นส่งยังเป็นคำถามคนละชั้น. คำถามทวนคือคำในกรณีศึกษามีนิยามเฉพาะหรือไม่ นิยามนั้นแก้ปัญหาเรื่องสถานะอะไร และหลังจำแนกสถานะแล้วยังต้องผ่านมาตราใดต่อ

หัวข้อ 2

รัฐมนตรีเจ้าสังกัด: ไม่ได้หมายถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอย่างเดียว

นิยามรัฐมนตรีเจ้าสังกัดเริ่มจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงและรัฐมนตรีว่าการทบวงในฐานะบังคับบัญชากระทรวงหรือทบวง รวมทั้งในฐานะผู้บังคับบัญชาหรือกำกับดูแลหน่วยงานของรัฐ จึงผูกกับความสัมพันธ์ทางการบริหาร ไม่ใช่เพียงชื่อกระทรวงที่เรื่องดูเกี่ยวข้อง. นิยามยังรวมถึงนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้รับมอบหมายให้สั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ในฐานะบังคับบัญชาสำนักนายกรัฐมนตรีหรือบังคับบัญชา/กำกับดูแลหน่วยงานของรัฐ. ก่อนเลือกผู้ลงนามต้องดูคำสั่งมอบหมายและโครงกำกับในเวลานั้น ไม่ถือว่ารองนายกรัฐมนตรีทุกคนเป็นรัฐมนตรีเจ้าสังกัดของทุกหน่วยงาน การได้รับมอบหมายเฉพาะคือเงื่อนไขสำคัญของส่วนขยายในนิยาม

หากองค์การมหาชนอยู่ในการกำกับของรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ก. เรื่องขององค์การนั้นโดยหลักส่งให้รัฐมนตรีเจ้าสังกัดลงนามตามมาตรา 6 ไม่ใช่ให้ผู้อำนวยการองค์การลงนามตรงเพียงเพราะองค์การมีนิติบุคคล. จึงต้องแยกรัฐมนตรีผู้เกี่ยวข้องทางนโยบายกับรัฐมนตรีเจ้าสังกัด ผู้เกี่ยวข้องอาจให้ความเห็นหรือเข้าคณะกลั่นกรองได้ แต่ผู้ลงนามต้องอาศัยความสัมพันธ์ตามนิยามหรือเข้าข้อยกเว้นมาตรา 6 โดยเฉพาะ. ทบทวนโดยถามว่าใครเป็นผู้บังคับบัญชาหรือกำกับหน่วยงาน ใครได้รับมอบหมายแทนนายกรัฐมนตรี และมีข้อยกเว้นเรื่องประธานคณะกรรมการหรือองค์กรอิสระเข้ามาแทนหลักทั่วไปหรือไม่

พระราชกฤษฎีกานิยามหน่วยงานของรัฐให้หมายถึงส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานอื่นของรัฐ รายการนี้ทำให้บทเรื่องเจ้าของเรื่อง การลงทุน และการกำหนดประเด็นครอบคลุมองค์กรรัฐหลายแบบ. ความกว้างของนิยามมีประโยชน์โดยเฉพาะมาตรา 4 (8) ซึ่งกล่าวถึงส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ และมาตรา 10 ที่กำหนดหน้าที่ของหน่วยงานเจ้าของเรื่อง แต่ช่องลงนามยังแยกตามระบบกำกับในมาตรา 6. เมื่อพบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้ตรวจว่ามีกฎหมายกำหนดต้องเสนอคณะรัฐมนตรีหรือเรื่องเข้าประเภทอื่นหรือไม่ จากนั้นดูรัฐมนตรีเจ้าสังกัดหรือกระบวนการเฉพาะ ไม่สรุปจากคำว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพียงคำเดียวว่าหัวหน้าท้องถิ่นส่งตรงได้

รัฐวิสาหกิจเสนอแผนลงทุนขนาดใหญ่ย่อมเป็นหน่วยงานของรัฐ แต่หากโครงการอยู่ในแผนที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติไว้แล้ว อาจเข้าเงื่อนไขยกเว้นของมาตรา 4 (8) จึงเห็นได้ว่าสถานะผู้เสนอและคุณสมบัติของเรื่องเป็นคนละคำถาม. อย่านำคำนิยาม “หน่วยงานของรัฐ” จากกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างหรือกฎหมายข้อมูลข่าวสารมาแทนฉบับนี้โดยไม่ตรวจ เพราะแต่ละฉบับอาจครอบคลุมต่างกัน ประเด็นที่อ้างพระราชกฤษฎีกานี้ต้องเริ่มจากมาตรา 3 ของฉบับนี้. คำถามทวนคือองค์กรอยู่ในนิยามข้อใด เรื่องขององค์กรเข้ามาตรา 4 ช่องใด และใครมีอำนาจลงนามตามโครงกำกับหรือข้อยกเว้น. คำว่า “กฎกระทรวง” ตามมาตรา 3 รวมกฎสำนักนายกรัฐมนตรี กฎทบวง กฎ ก.พ. และกฎที่เรียกชื่ออย่างอื่นซึ่งมีฐานะเช่นเดียวกับกฎกระทรวง จึงเป็นนิยามเชิงฐานะทางกฎหมาย ไม่ได้ยึดเพียงข้อความบนปกเอกสาร

นิยามนี้ทำงานร่วมกับมาตรา 4 (5) ซึ่งเปิดให้เสนอร่างกฎกระทรวงเกี่ยวกับนโยบายสำคัญที่คณะรัฐมนตรีกำหนด แปลว่าต้องตอบสองชั้นว่าเอกสารมีฐานะอยู่ในนิยามหรือไม่ และเนื้อหาเกี่ยวกับนโยบายสำคัญที่คณะรัฐมนตรีกำหนดหรือไม่. การปฏิบัติควรอ้างกฎหมายแม่บทที่ให้อำนาจออกกฎ ตรวจผู้มีอำนาจตราและระดับของกฎ ไม่ใช้ชื่อ “ประกาศ” เป็นเหตุสรุปว่าไม่ใช่กฎกระทรวง เพราะประกาศบางชนิดอาจมีฐานะต่างกันตามกฎหมายแม่บท. ร่างกฎ ก.พ. เกี่ยวกับรายละเอียดเทคนิคที่ไม่มีนโยบายสำคัญของคณะรัฐมนตรีอาจไม่เข้ามาตรา 4 (5) จากคำว่ากฎ ก.พ. ลำพัง ตรงข้ามกับร่างที่ดำเนินนโยบายสำคัญซึ่งคณะรัฐมนตรีกำหนดและมีฐานะตามนิยามย่อมต้องพิจารณาช่องนี้

ข้อควรระวังมีสองด้าน: บอกว่ากฎทุกชนิดต้องขึ้นคณะรัฐมนตรี หรือบอกว่าเฉพาะเอกสารชื่อกฎกระทรวงเท่านั้น ทั้งคู่ละเลยนิยามและเงื่อนไขนโยบายสำคัญ. ทบทวนด้วยคำถามว่าเอกสารมีฐานะอะไรตามกฎหมายแม่บท อยู่ในนิยามขยายหรือไม่ และนโยบายสำคัญที่กล่าวอ้างมาจากการกำหนดของคณะรัฐมนตรีจริงหรือเป็นเพียงนโยบายภายในหน่วยงาน. มาตรา 4 ใช้ถ้อยคำว่าการเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรีให้เสนอได้ “เฉพาะ” เรื่องที่อยู่ในสิบสามประเภท จึงเป็น gatekeeping rule เจ้าของเรื่องต้องระบุฐานที่ชัดก่อนส่ง ไม่ใช่ส่งเพราะเห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่ สำคัญ หรืออยากได้การรับรองทางการเมือง

บางเรื่องเข้าได้มากกว่าหนึ่งช่อง เช่น โครงการที่กฎหมายกำหนดให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติและยังต้องใช้งบนอกวงเงิน อาจเกี่ยวทั้ง (1) กับ (11) การระบุทุกฐานที่สัมพันธ์ช่วยให้ขอความเห็นและเตรียมเอกสารครบ แต่ไม่ต้องฝืนยัดทุกข้อเพื่อให้ดูสำคัญ. เจ้าของเรื่องควรเขียนเหตุผลความจำเป็นว่าเข้ามาตรา 4 อนุมาตราใด พร้อมอ้างกฎหมาย มติ หรือคำสั่งที่เป็นฐาน จากนั้นกำหนดประเด็นขอมติให้สอดคล้องฐานนั้น หากฐานเป็นเพียงข้อมูลเพื่อทราบและไม่มีช่องรองรับ ต้องพิจารณาช่องทางรายงานอื่น. ข้อเสนอจัดงานประชาสัมพันธ์ตามภารกิจปกติที่ใช้งบเดิม ไม่มีผลผูกพันต่างประเทศ ไม่ขอทบทวนมติ และไม่ถูกสั่งให้เสนอ ย่อมไม่กลายเป็นเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีเพียงเพราะมีรัฐมนตรีหลายกระทรวงมาร่วม

จุดพลาดคือจำเลขสิบสามแล้วมองเป็นรายการตัวอย่างแบบเปิด แต่คำว่าเฉพาะทำให้ต้องตีความตามประเภท ไม่ควรสร้างประเภทที่สิบสี่จากความเหมาะสมทั่วไป ส่วนรายละเอียดจากมติคณะรัฐมนตรีตามวรรคสองต้องแยกจากรายการเดิม. คำถามทวนคือถ้าตัดคำว่า “สำคัญ” ออกจากบันทึก ยังชี้ฐานมาตรา 4 ได้หรือไม่ เอกสารหลักฐานอยู่ที่ไหน และประเด็นที่ขอมติตรงกับฐานอำนาจนั้นอย่างไร

อ่านสรุปฉบับเต็มทุกหัวข้อ
สมาชิก PRO ระบบจะจำหัวข้อที่อ่านค้างไว้ให้ด้วย
PRO 99 บาท/เดือน
เนื้อหาฉบับเต็มต้นฉบับจาก soc.go.thเปิดต้นฉบับ

เนื้อหาสรุปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาส่วนบุคคล ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต

สรุปพ.ร.ฎ. ว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548 อ่านง่าย จำได้จริง | ติวสอบภาค ข | ติวสอบภาค ข