บทนำ — ฐานะ การประกาศใช้ และกฎหมายที่ถูกยกเลิก
พระราชบัญญัติคุมประพฤติ พ.ศ. 2559 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 133 ตอนที่ 88 ก เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2559 และมาตรา 2 กำหนดให้ใช้บังคับเมื่อพ้น 180 วันนับแต่วันประกาศ จึงมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2560 เป็นต้นไป กฎหมายนี้เป็นกฎหมายแม่บทสำหรับงานคุมประพฤติในหลายช่วงของกระบวนการยุติธรรม มิได้จำกัดเฉพาะการดูแลจำเลยภายหลังศาลพิพากษา. มาตรา 3 ยกเลิกพระราชบัญญัติวิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2522 และฉบับที่ 2 พ.ศ. 2550 แล้วรวบรวมระบบงานสำคัญไว้ในกฎหมายฉบับเดียว ทั้งการสืบเสาะและพินิจ การควบคุมและสอดส่อง การแก้ไขฟื้นฟู การสงเคราะห์ งานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ ความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ และการมีส่วนร่วมของรัฐกับภาคประชาชน
มาตรา 4 นิยาม “การคุมประพฤติ” ให้หมายถึงการสืบเสาะและพินิจ การคุมความประพฤติให้ผู้ถูกคุมความประพฤติปฏิบัติตามเงื่อนไขในคำสั่งหรือหนังสือแจ้งของศาลหรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจ รวมทั้งการใช้มาตรการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิด ความหมายนี้จึงครอบคลุมทั้งการจัดทำข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจและการดำเนินงานกับบุคคลในชุมชนตามคำสั่งที่มีผลทางกฎหมาย. “การสืบเสาะและพินิจ” คือการแสวงหารายละเอียดเกี่ยวกับผู้ถูกสืบเสาะและพินิจ แล้วประมวลข้อเท็จจริง จัดทำรายงานและความเห็นเสนอศาลหรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจ ส่วน “ผู้ถูกสืบเสาะและพินิจ” อาจเป็นผู้ต้องหา จำเลย นักโทษเด็ดขาด หรือบุคคลอื่นที่กฎหมายกำหนดให้เข้าสู่กระบวนการนี้ รายงานจึงต้องแยกข้อเท็จจริง แหล่งข้อมูล และความเห็นทางวิชาชีพออกจากกันอย่างชัดเจน
“การคุมความประพฤติ” หมายถึงการควบคุมและสอดส่องให้ผู้ถูกคุมความประพฤติปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด ส่วน “ผู้ถูกคุมความประพฤติ” คือผู้ต้องหา จำเลย นักโทษเด็ดขาด หรือบุคคลอื่นที่ศาลหรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจกำหนดให้ปฏิบัติตามเงื่อนไขภายใต้การคุมความประพฤติของพนักงานคุมประพฤติ จึงต้องตรวจฐานอำนาจและเงื่อนไขของแต่ละคดีก่อนดำเนินมาตรการใด. มาตรา 4 ยังนิยามสำนักงานคุมประพฤติ คณะกรรมการคุมประพฤติ พนักงานคุมประพฤติ อาสาสมัครคุมประพฤติ ยาเสพติด อธิบดี และรัฐมนตรี โดยพนักงานคุมประพฤติเป็นผู้ที่รัฐมนตรีแต่งตั้งให้มีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติ ขณะที่อาสาสมัครคุมประพฤติเป็นผู้ที่อธิบดีแต่งตั้งให้ช่วยเหลือพนักงานคุมประพฤติ สถานะและขอบเขตอำนาจของบุคคลสองกลุ่มนี้จึงแตกต่างกัน
มาตรา 5 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมรักษาการตามพระราชบัญญัติ และให้อำนาจแต่งตั้งหรือถอดถอนพนักงานคุมประพฤติ ตลอดจนออกกฎกระทรวง ระเบียบ และประกาศเพื่อปฏิบัติการตามกฎหมาย การใช้อำนาจรายละเอียดหลายเรื่องจึงต้องอ่านพระราชบัญญัติร่วมกับกฎหมายลำดับรองที่ออกตามบทให้อำนาจเฉพาะมาตรา. กฎกระทรวง ระเบียบ และประกาศตามมาตรา 5 ใช้บังคับได้เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว การปฏิบัติงานจึงต้องตรวจทั้งฉบับที่ใช้บังคับ วันที่มีผล และหน่วยงานผู้ออก ไม่ควรนำคู่มือหรือแนวปฏิบัติภายในมาใช้แทนถ้อยคำของพระราชบัญญัติหรือกฎหมายลำดับรอง และต้องไม่นำหลักเกณฑ์สำหรับฐานะบุคคลประเภทหนึ่งไปใช้กับอีกประเภทหนึ่งโดยไม่มีฐานกฎหมาย
มาตรา 6 กำหนดให้มีคณะกรรมการคุมประพฤติ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นประธาน ปลัดกระทรวงยุติธรรมเป็นรองประธาน และมีผู้แทนระดับสูงจากหน่วยงานด้านสังคม การศึกษา ทหาร การจ้างงาน การปกครอง การแพทย์ การพัฒนาฝีมือแรงงาน เด็กและเยาวชน ราชทัณฑ์ สุขภาพจิต ยาเสพติด ตำรวจ ศาล อัยการ และสภาทนายความเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง. คณะกรรมการยังมีผู้ทรงคุณวุฒิไม่เกินห้าคนจากสาขากฎหมาย อาชญาวิทยา ทัณฑวิทยา การบริหารงานยุติธรรม สังคมวิทยา มานุษยวิทยา สังคมสงเคราะห์ จิตวิทยา จิตเวชศาสตร์ หรือสาขาอื่นที่เป็นประโยชน์ อธิบดีกรมคุมประพฤติเป็นกรรมการและเลขานุการ และอธิบดีแต่งตั้งข้าราชการกรมไม่เกินสองคนเป็นผู้ช่วยเลขานุการ โครงสร้างนี้รองรับการกำหนดนโยบายแบบสหวิชาชีพ
คุณสมบัติ วาระ และการพ้นจากตำแหน่งของผู้ทรงคุณวุฒิ
มาตรา 7 กำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ โดยต้องมีสัญชาติไทย อายุไม่ต่ำกว่าสามสิบห้าปี และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กฎหมายระบุ เช่น เป็นบุคคลล้มละลาย คนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยึดคุกโดยไม่เข้าเงื่อนไขยกเว้น หรือดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่อาจขัดต่อความเป็นอิสระของหน้าที่. มาตรา 8 กำหนดวาระคราวละสามปีและอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ แต่ดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินสองวาระไม่ได้ ส่วนมาตรา 9 กำหนดเหตุพ้นจากตำแหน่งนอกจากครบวาระ ได้แก่ ตาย ลาออก ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม และรัฐมนตรีให้ออกเพราะบกพร่อง ไม่สุจริต ประพฤติเสื่อมเสีย หรือหย่อนความสามารถ หลักเหล่านี้ทำให้การดำรงตำแหน่งมีทั้งความต่อเนื่องและกลไกความรับผิด
มาตรา 10 ให้คณะกรรมการกำหนดนโยบายและทิศทางการบริหารงานคุมประพฤติ ให้ความเห็นตามที่คณะรัฐมนตรีขอ ให้คำแนะนำแก่รัฐมนตรีและอธิบดีเกี่ยวกับกฎหมายลำดับรอง ให้คำปรึกษาแก่กรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำหนดมาตรฐานการดำเนินงานของพนักงานคุมประพฤติ และให้ความเห็นชอบหลักสูตรฝึกอบรม รวมทั้งปฏิบัติหน้าที่อื่นตามกฎหมายหรือที่รัฐมนตรีมอบหมาย. มาตรา 11 ให้นำบทบัญญัติเรื่องคณะกรรมการที่มีอำนาจพิจารณาทางปกครองตามกฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองมาใช้แก่การแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิและการประชุมโดยอนุโลม มาตรา 12 เปิดให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานและใช้หลักการประชุมดังกล่าวโดยอนุโลม ส่วนมาตรา 13 รับรองเบี้ยประชุมและประโยชน์ตอบแทนอื่นตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด
มาตรา 14 วางภารกิจหลักตั้งแต่สืบเสาะข้อมูลเรื่องอายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษา สุขภาพ ภาวะแห่งจิต นิสัย อาชีพ สิ่งแวดล้อม สภาพความผิด ความเสียหาย และความเห็นของผู้เสียหายหรือผู้เกี่ยวข้อง แล้วจัดทำรายงานพร้อมความเห็นเกี่ยวกับความสามารถในการปรับปรุงตนเองและวิธีคุมความประพฤติ ตลอดจนสอดส่อง ติดตาม สอบถาม แนะนำ ช่วยเหลือ และตักเตือน. พนักงานคุมประพฤติยังมีหน้าที่ให้การสงเคราะห์ กำหนดรายละเอียดในการปฏิบัติตามเงื่อนไขตามที่ตกลงกับผู้ถูกคุมความประพฤติ ส่งบุคคลให้แพทย์ตรวจสุขภาพกายหรือจิตหรือเข้ารับการบำบัดรักษา และดำเนินการพิสูจน์บุคคลหรือจัดเก็บข้อมูลที่กฎหมายอนุญาต อำนาจแต่ละประการต้องใช้เพื่อวัตถุประสงค์ตามกฎหมายและภายใต้หลักเกณฑ์เฉพาะ มิใช่อำนาจทั่วไปที่ใช้ได้โดยปราศจากเหตุ
มาตรา 14 ให้อำนาจดำเนินการเกี่ยวกับการถ่ายภาพ พิมพ์ลายนิ้วมือ ตรวจร่างกาย หรือเก็บตัวอย่างปัสสาวะ เส้นผม หรือขน เพื่อพิสูจน์บุคคลและเป็นฐานข้อมูลเพื่อการแก้ไขฟื้นฟู และอาจสั่งหรือจัดให้ผู้เกี่ยวข้องกับคดียาเสพติดหรือมีหลักฐานอันควรเชื่อว่าเกี่ยวข้องรับการตรวจหรือทดสอบสารเสพติด ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด. เมื่อศาลหรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจกำหนดเงื่อนไข พนักงานคุมประพฤติอาจใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรืออุปกรณ์อื่นเพื่อติดตามตัวตามกฎกระทรวง เรียกบุคคลเข้ารับการอบรมความรู้และทักษะ โดยเชิญครอบครัวเข้าร่วมได้ จัดให้ทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ และให้คำแนะนำแก่ผู้ดูแลเด็กหรือเยาวชน ทั้งยังมอบหมายและกำกับอาสาสมัคร รวมถึงรายงานพฤติการณ์และการฝ่าฝืนเงื่อนไขต่อผู้มีอำนาจ
มาตรา 15 ให้อำนาจพนักงานคุมประพฤติเพิ่มเติมเพื่อประโยชน์ในการสืบเสาะหรือสอดส่อง ได้แก่ ในกรณีจำเป็นอย่างยิ่ง เข้าไปในเคหสถานหรือสถานที่ซึ่งบุคคลอาศัย ทำงาน หรือมีความเกี่ยวข้อง และสอบถามบุคคลในสถานที่นั้น โดยทำได้ในช่วงพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตก เงื่อนไขเรื่องความจำเป็น เวลา และความสัมพันธ์ของสถานที่กับงานเป็นข้อจำกัดของอำนาจโดยตรง. พนักงานคุมประพฤติอาจเรียกบุคคลที่ให้ข้อเท็จจริงได้มาพบและให้ถ้อยคำ และสั่งเจ้าของหรือผู้ครอบครองให้ส่งวัตถุหรือเอกสารที่อาจเป็นพยานหลักฐานเกี่ยวกับการสืบเสาะหรือสอดส่อง การใช้อำนาจต้องบันทึกเหตุ วัตถุประสงค์ ขอบเขต และผลการดำเนินการอย่างตรวจสอบได้ พร้อมเคารพสิทธิในเคหสถาน ความเป็นส่วนตัว และความลับของบุคคลเท่าที่ไม่ขัดกับหน้าที่ตามกฎหมาย
เนื้อหาสรุปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาส่วนบุคคล ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต