ครอบคลุมอาชญาวิทยา ทัณฑวิทยา กระบวนการยุติธรรม งานคุมประพฤติ และจิตวิทยา/สังคมสงเคราะห์ในงานยุติธรรม
→ส่วนนี้อธิบายนิยามและขอบเขต เพื่อให้เห็นภาพว่าวิชานี้ศึกษาอะไร และไม่สับสนกับศาสตร์ที่ชื่อคล้ายกัน
อาชญาวิทยา (Criminology) คือศาสตร์ที่ศึกษาปรากฏการณ์อาชญากรรมอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมสามเรื่องหลักคือ ตัวอาชญากรรมในฐานะพฤติกรรมทางสังคม กระบวนการสร้างกฎหมายที่กำหนดว่าพฤติกรรมใดเป็นความผิด และปฏิกิริยาของสังคมต่อการละเมิดกฎหมายนั้น นิยามนี้เป็นของ Edwin Sutherland ซึ่งถูกอ้างอิงบ่อยมากในข้อสอบ
→สำนักนี้เป็นรากฐานแรกของอาชญาวิทยา เน้นหลักการลงโทษที่ยุติธรรมและได้สัดส่วน ซึ่งยังส่งผลต่อระบบยุติธรรมปัจจุบัน
สำนักคลาสสิกเชื่อว่ามนุษย์มี เจตจำนงเสรี (Free Will) คือเลือกกระทำการได้โดยคำนวณผลดีผลเสีย ดังนั้นการป้องกันอาชญากรรมที่ดีที่สุดคือทำให้โทษมีความแน่นอน รวดเร็ว และเหมาะสม ไม่ใช่ทารุณโหดร้าย แนวคิดนี้เป็นพื้นฐานของหลักประกันสิทธิผู้ต้องหาและการลงโทษที่เป็นธรรมซึ่งใช้อยู่ในปัจจุบัน
Cesare Beccaria ได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งอาชญาวิทยาคลาสสิก เขาวิพากษ์วิจารณ์การทรมานและโทษที่ไม่ได้สัดส่วน และเสนอว่า ความแน่นอนของโทษสำคัญกว่าความรุนแรงของโทษ เขายังคัดค้านโทษประหารชีวิตโดยเชื่อว่าโทษจำคุกตลอดชีวิตมีประสิทธิภาพยับยั้งมากกว่า
Beccaria เสนอหลักการลงโทษที่มีประสิทธิภาพ 3 ประการ
Jeremy Bentham พัฒนาแนวคิดต่อบนหลัก Hedonistic Calculus คือมนุษย์คำนวณความสุขและความเจ็บปวดก่อนตัดสินใจ ดังนั้นโทษต้องทำให้ผลเสียมากกว่าผลดีจากการกระทำผิด Bentham ยังออกแบบ Panopticon คือเรือนจำทรงกลมที่ผู้คุมมองเห็นนักโทษได้ตลอดโดยนักโทษไม่รู้ว่ากำลังถูกมองอยู่หรือไม่ ทำให้ต้องประพฤติดีตลอดเวลา
→สำนักนี้โต้แย้งสำนักคลาสสิก โดยเชื่อว่ามีปัจจัยภายนอกการควบคุมของบุคคลที่ผลักดันให้เกิดอาชญากรรม แนวคิดนี้เป็นรากฐานของระบบแก้ไขฟื้นฟูที่ใช้ในงานคุมประพฤติและราชทัณฑ์ปัจจุบัน
สำนักปฏิฐานนิยมปฏิเสธเจตจำนงเสรีในฐานะคำอธิบายเดียว และมุ่ง แก้ไขผู้กระทำผิดมากกว่าลงโทษ โดยเชื่อว่าโทษควรเหมาะกับตัวบุคคล ไม่ใช่เหมาะกับความผิด (Individualization of Punishment) ซึ่งเป็นรากฐานของระบบราชทัณฑ์สมัยใหม่
เนื้อหาสรุปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาส่วนบุคคล ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต